วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

โปรไบโอติกกับคุณภาพเนื้ออกไก่

ข่าวล่าสุด แหนมโปรไบโอติกของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังลดเสี่ยงมะเร็งลำไส้ก็ออกมาแล้ว ถ้าใช้โปรไบโอติกผสมตั้งแต่ในอาหารสัตว์ ยังจะเหลือจุลินทรีย์ดีๆไว้ในผลิตภัณฑ์ หรือไก่จะมีสุขภาพดี ภูมิคุ้มกันแข็งแรง ทำให้คุณภาพเนื้ออกไก่ ชิ้นส่วนสำคัญบนชั้นวางสินค้าดีขึ้นด้วยหรือไม่ ผลการวิจัยตีพิมพ์ลงในวารสาร Poultry Science ฉบับล่าสุดพึ่งตีพิมพ์เดือนนี้เป็นการศึกษาผลการเสริมโปรไบโอติกลงในอาหาร ต่อคุณภาพของสินค้าเนื้อหน้าอกที่วางจำหน่ายบนชั้นวางสินค้าร้านขายปลีกจะเนื้อแน่นนุ่ม เก็บได้นานขึ้นหรือไม่ 
ไก่ทดลองจำนวน ๓๕ ตัว แบ่งเป็น ๓ กลุ่มการทดลอง โดยกลุ่มควบคุมไม่เสริมโปรไบโอติก อีกสองกลุ่มการทดลองให้ สปอรูลิน ๒๕๐ พีพีเอ็ม และโพลทรีสตาร์ ๕๐๐ พีพีเอ็ม พบว่า กลุ่มทดลองที่เสริมโปรไบโอติกไม่มีผลต่อการแลกเปลี่ยนอาหาร และน้ำหนักตัวทั้งที่อายุ ๒๙ และ ๔๔ วัน (p>0.05)  ภายหลังเข้าโรงฆ่า นำตัวอย่างหน้าอกไก่ (กล้ามเนื้อ เพคโตราลิส เมเจอร์) เก็บเป็นเวลา ๑ หรือ ๕ วัน พบว่า เนื้อไก่จากไก่ที่เสริมโปรไบโอติกไม่ได้มีอิทธิพลต่ออัตราการลดของ pH ของเนื้อหน้าอกไก่ระหว่างการเก็บตั้งแต่ ๖ ชั่วโมง (p>0.05) ไม่พบความแตกต่างระหว่างคุณภาพของเนื้อระหว่างกลุ่มที่ให้ และไม่ให้โปรไบโอติก (p>0.05) ปัญหา Drip loss ภายหลังการเก็บรักษาลดลงจาก ๒๕.๓ เหลือ ๑๘.๐๕ เปอร์เซ็นต์ (p>0.05)   กลุ่มทดลองที่ให้โพลทรีสตาร์ มีดัชนีการแตกของเส้นใยกล้ามเนื้อมากกว่ากลุ่มควบคุม (p>0.05)   อย่างไรก็ตาม ค่าแรงฉีกไม่มีความแตกต่างกัน สี และความเสถียรของลิปิดในกล้ามเนื้อหน้าอกลดลงระหว่างการแสดงสินค้าบนชั้นวาง (p<0.05) แต่ไม่มีผลจากการใช้โปรไบโอติก (p>0.05) ผลการทดลองครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า การเสริมโปรไบโอติกไม่มีผลต่อการย่อยสลายโปรตีน และ Oxidative changes ระหว่างการแสดงสินค้าไว้เป็นเวลา ๕ วัน    

แหล่งข้อมูล        Kim HW, Yan EF, Hu JY, Cheng HW and Kim YHB. 2016. Effects of probiotics feeding on meat quality of chicken breast during postmortem storage. Poultry Science. 95(6): 1457-1464.

สำเร็จแล้ว!!! การแยกเพศตั้งแต่ในไข่ฟัก

เทคโนโลยีการแยกเพศตั้งแต่ในไข่ฟักจะแพร่หลายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ ภายหลังการตัดด้วยเลเซอร์ แล้วยกเปลือกไข่บางส่วนออกก่อนที่จะวิเคราะห์โดยสเปคโตรโฟโตมิเตอร์ที่ห้องปฏิบัติการ Carl gustav Carus คณะแพทยศาสตร์ของสถาบัน Dresden Institue of Technology (TU Dresden) แห่งเยอรมัน และมหาวิทยาลัย Leipzig ใช้สเปคโตรสโคปีเพื่อตรวเพศของลูกไก่ในไข่ฟัก หากประสบความสำเร็จก็จะเป็นก้าวสำคัญที่โรงฟักจะยกเลิกกิจวัตรประจำวันบางประการเพื่อทำลายลูกไก่เพศผู้อายุ ๑ วัน ที่กำลังเป็นประเด็นสำคัญกระตุ้นกลุ่มผู้บริโภคขึ้นมาประท้วงต่อต้าน

พลังกดดันให้ผู้ผลิตแยกเพศตั้งแต่ในไข่
               พลังกดดันที่เข้มแข็งในเยอรมัน โดยกระทรวงเกษตรแห่งเยอรมันได้ให้เงินสนับสนุนกว่า ๑๒๐ ล้านบาท เพื่อสนับสนุนงานวิจัยการแยกเพศลูกไก่ในไข่ฟักผลักดันให้ไปสู่การพาณิชย์ให้ได้ ในเดือนเมษายนที่ผ่านมาก กระทรวงเกษตรแห่งฝรั่งเศสก็ได้ประกาศทุนสนับสนุนกว่า ๑๒๐ ล้านบาทเช่นเดียวกัน
               โครงการวิจัยใช้ลำแสงเลเซอร์ตัดช่องกลมขนาดเล็กที่ส่วนยอดของฟองไข่ แล้วใช้กล้องสเปคโครสโคปีแบบใกล้คลื่นอินฟาเรดเพื่อตรวจหาเพศของลูกไก่โดยอาศัยปริมาณดีเอ็นเอ สำหรับไก่เพศผู้จะมีประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์ โดยการใช้ตาเปล่า มนุษย์ไม่สามารถสังเกตเห็นความแตกต่างระหว่างเพศผู้ และเพศเมีย แต่ด้วยคอมพิวเตอร์สามารถช่วยได้ หากมีการออกแบบโปรแกรมสำหรับใช้ทำงานได้สำเร็จ ปัจจุบัน คณะผู้วิจัยสามารถแยกเพศจากไข่ฟักได้โดยมีความแม่นยำสูงถึง ๙๕ เปอร์เซ็นต์ โดยใช้เวลาไม่ถึงนาที หากไข่ฟักมีลูกไก่เพศเมีย เลเซอร์ก็จะปิดรูที่ตัดไว้ แล้วนำกลับคืนเข้าสู่ตู้บ่ม เครื่องจักรสำหรับการแยกเพศอัตโนมัตินี้คาดว่าจะนำไปใช้งานจริงปีหน้า   
               ที่ปรึกษาโครงการฟาร์มของ NFU ในสหราชอาณาจักรนาม แกรี ฟอร์ด กล่าวว่า เป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างมากสำหรับงานวิจัยที่กำลังพัฒนาอยู่หลายแห่งทั่วโลกในการแสวงหาวิธีการแยกเพศของตัวอ่อนในไข่ฟัก ตอนนี้กำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิดในวงการวิชาการ ยกตัวอย่างเช่น นักวิจัยชาวคานาดาสามารถตรวจสอบเพศตัวอ่อนได้โดยมีความแม่นยำสูงถึง ๙๕ เปอร์เซ็นต์ โดยมีประสิทธิภาพการทำงานได้ ๓,๐๐๐ ถึง ๕,๐๐๐ ฟองต่อชั่วโมง

เทคโนโลยีที่น่าตื่นตาตื่นใจ
               เทคโนโลยีนี้คาดว่าจะมีการใช้ในเชิงพาณิชย์ได้จริงในอีก ๑๒ เดือนข้างหน้า โดยไม่มีต้นทุนสำหรับแรงงานอีกต่ไป เนื่องจาก ไข่ฟักจะถูกแยกจากกันโดยเครื่องจักร และสามารถตรวจสอบไข่ฟักที่ไม่มีเชื้อได้พร้อมกัน ดังนั้น เทคโนโลยีนี้จึงเป็นที่น่าตื่นตาตื่นใจอย่างแท้จริง นอกจากนั้น แกรี ฟอร์ด ยังเน้นว่า ไข่ฟักที่มีลูกไก่เพศผู้จะไม่ใช่ของเสียที่ทิ้งไปเฉยๆอีกต่อไป แต่จะนำมาใช้เป็นผลผลิตข้างเคียง โดยนำไปใช้เลี้ยงสัตว์เลื้อยคลาน และแรพเตอร์ในสวนสัตว์ อย่างไรก็ตาม องค์กรพิทักษ์สัตว์ได้กล่าวว่า ขณะที่ การสิ้นสุดคัดทิ้งลูกไก่เพศผู้กำลังก้าวหน้าต่อไป แต่ก็ไม่ใช่จะทำให้ไข่ฟักกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ถูกจริยธรรมได้ การคัดทิ้งลูกไก่เพศผู้เป็นประเด็นที่อุตสาหกรรมการผลิตสัตว์ปีกไม่สามารถละเลยได้
โดย McDougal T. 2016. Commercial poultry embryo sexing a step close.


ภาพที่ ๑ ไข่ฟักภายหลังการตัดด้วยลำแสงเลเซอร์ แล้วเปิดเปลือกไข่ที่ถูกตัดออกเพื่อนำมาวิเคราะห์โดยเครื่องสเปคโตรมิเตอร์ที่ห้องปฏิบัติการ Carl Gustav Carus คณะแพทยศาสตร์แห่งสถาบัน Dresen Institute of Technology (TU Dresden)/ AFP

วันพุธที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

การจัดการอาหารสัตว์ เพื่อลดการสูญเสียสังกะสี และทองแดง

สังกะสี และทองแดง เป็นแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อการทำหน้าที่ของร่างกาย และมีความจำเป็นสำหรับสิ่งมีชีวิต อย่างไรก็ตาม แร่ธาตุเหล่านี้สามารถขับถ่ายลงในมูลไก่ และสะสมจนมีระดับสูงตกค้างในดิน เป็นปัญหาที่สำคัญต่อสิ่งแวดล้อม การจัดการด้านอาหารสัตว์สามารถช่วยลดผลกระทบเหล่านี้ได้
               วิธีการหนึ่งสำหรับลดปริมาณสังกะสี และทองแดงในอาหารสัตว์คือ การลดปริมาณของแร่ธาตุเหล่านี้ผสมในพรีมิกซ์ โดยเฉพาะ ในอาหารระยะสุดท้ายของไก่เนื้อ การหยุดการสะสมของสังกะสี และทองแดงในดินจำเป็นต้องกระทำ ๒ สิ่ง ได้แก่ ลดปริมาณมูลสัตว์ที่กระจายลงสู่พื้นดิน อย่างไรก็ตาม วิธีการนี้อาจไม่เพียงพอ อีกวิธีหนึ่งคือ การลดปริมาณของสังกะสี และทองแดงในอาหารสัตว์ โดยทั่วไป ความต้องการสำหรับสังกะสี และทองแดงที่เติมลงในอาหารสัตว์มักเกินความจำเป็น ปริมาณแร่ธาตุที่มากเกินไปเหล่านี้จะไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย แต่จะผ่านทางเดินอาหาร แล้วขับถ่ายลงสู่มูลสัตว์
               สังกะสี และทองแดง มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน และต่อแร่ธาตุอื่นๆ เพื่อลดระดับของสังกะสี และทองแดงในอาหารสัตว์เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องทราบความต้องการของไก่ที่แท้จริง เอกสารวิชาการที่เกี่ยวข้องกับความต้องการที่แท้จริงของสังกะสี และทองแดงแตกต่างกันค่อนข้างมาก บ่งชี้ว่า ความต้องการที่แท้จริงของแร่ธาตุทั้งสองยังไม่ทราบแน่ชัด การวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแร่ธาตุที่ผสมในอาหารสัตว์มีน้อยมากเปรียบเทียบกับความต้องการพลังงาน และกรดอะมิโน เนื่องจาก การเติมแร่ธาตุในอดีตไม่ได้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์สำคัญที่ต้องนำมาพิจารณามากนัก และมีช่วงความปลอดภัยที่กว้างมาก เพื่อให้ผลการเลี้ยงที่ดี นอกเหนือจากนั้น การกำหนดความต้องการยังขึ้นกับปัจจัยที่ผู้วิจัยเลือกศึกษา เช่น อัตราการแลกเปลี่ยนอาหาร การเจริญเติบโต หรือมวลของไข่ไก่ นอกจากนั้น ความต้องการของไก่ยังขึ้นกับอายุ สุขภาพ ความเครียด และสารอาหารประเภทอื่นๆ รวมถึง สิ่งแวดล้อม นอกเหนือจากนั้นเป็นที่ทราบกันดีว่า สังกะสี และทองแดงมีฤทธิ์ทำปฏิกิริยาต่อกัน และต่อแร่ธาตุอื่นๆที่รุนแรงมาก หากให้สังกะสีในอาหารสัตว์ระดับสูงก็จะเหนี่ยวนำให้ขาดทองแดง โดยแร่ธาตุทั้งสองมีฤทธิ์แย่งกันดูดซึมเข้าสู่ระบบทางเดินอาหาร อย่างไรก็ตามแม้ว่า ระดับความต้องการที่แท้จริงยังไม่ทราบแน่ชัด แต่ปริมาณของสังกะสี และทองแดงที่อนุญาตให้เติมในอาหารสัตว์ปีกภายในสหภาพยุโรปก็ค่อนข้างสูงกว่าความจำเป็นของไก่ ตามข้อกำหนดของสหภาพยุโรปอนุญาตให้เติมได้ไม่เกินระดับความปลอดภัย (Safety margin) เพื่อให้มั่นใจว่าจะครอบคุมความต้องการของสัตว์อย่างเหมาะสม ยกตัวอย่างเช่น สังกะสีก็กำหนดไว้สูงกว่าความต้องการสองเท่ากล่าวได้ว่า ยังมีช่องว่างระหว่างระดับที่จำเป็น และที่อนุญาตไว้กว้างมาก การทำความเข้าใจระดับความต้องการที่แท้จริงของสัตว์จะเป็นประโยชน์มากต่อการลดระดับการเติมสังกะสี และทองแดงในอาหารสัตว์ลงได้

ตารางที่ ๑ ความต้องการสังกะสี และทองแดง โดยอาศัยการวิเคราะห์แบบ Meta-analysis และระดับที่สหภาพยุโรปกำหนดไว้สำหรับสังกะสี และทองแดงในเนื้อสัตว์ประเภทต่างๆ
ชนิดสัตว์
ระดับความต้องการ
ระดับที่สหภาพยุโรปอนุญาต
สังกะสี
ทองแดง
สังกะสี
ทองแดง
ไก่เนื้อ (ppm)
74
6
150
25
ลูกสุกรแรกเกิดถึง 12 สัปดาห์ (ppm)
>67
4
150
170
สุกรโตเต็มวัย (ppm)
>67
4
150
25
ลูกโค (ppm)


200
15
โคโตเต็มวัย (ppm)
>25
21
150
35
หมายเหตุ             ระดับความต้องการใช้แร่ธาตุดัดแปลจาก Jongbloed และคณะ (๒๐๐๔) และระดับที่สหภาพยุโรปอนุญาตอ้างอิงมาจาก EFSA Jounal
               แนวทางการลดแร่ธาตุในอาหารสัตว์คือ การวิจัยหาความต้องการที่แท้จริงของสัตว์ แล้วลดปริมาณการเติมสังกะสี และทองแดงลงในพรีมิกซ์ โดยเฉพาะ ในอาหารไก่เนื้อระยะสุดท้าย เนื่องจาก ไม่มีความจำเป็นต้องเก็บรักษาแร่ธาตุเหล่านี้ไว้ใช้ในระยะต่อไปอีกแล้ว โดยแนะนำให้ใช้ปริมาณสังกะสีลดเหลือเพียงครึ่งหนึ่งคือ จาก ๑๐๐ พีพีเอ็มเหลือ ๕๐ พีพีเอ็ม และทองแดงเหลือจาก ๑๕ พีพีเอ็มเหลือ ๗.๕ พีพีเอ็มเท่านั้น โดยไม่มีผลกระทบต่อการเลี้ยงไก่เนื้อตั้งแต่อายุ ๐ ถึง ๓๗ วัน  อีกวิธีการหนึ่งในการลดปริมาณทองแดง และสังกระสีในอาหารสัตว์คือ การเพิ่มความสามารถในการนำไปใช้ประโยชน์ได้จากคุณสมบัติของแร่ธาตุในรูปอินทรีย์ และอนินทรีย์ แร่ธาตุจากแหล่งอนินทรีย์ส่วนใหญ่อยู่ในรูปของออกไซด์ ซัลเฟต คลอไรด์ และคาร์บอเนต แหล่งแร่ธาตุในรูปอนินทรีย์เรียกว่า คีเลต (Chelates)” สามารถจับกับไลแกนด์ที่เป็นอินทรีย์ ได้แก่ สารผสมของกรดอะมิโน หรือเปปไทด์ขนาดเล็ก การนำไปใช้ประโยชน์ของสังกะสีในรูปอินทรีย์ได้มากกว่าอนินทรีย์กว่า ๑๕๐ เปอร์เซ็นต์ในสัตว์ปีกจากการประเมินผลโดยอาศัยการตรวจวัดปริมาณสังกะสีจากกระดูกต้นขา ส่วนทองแดงในรูปอินทรีย์เปรียบเทียบกับอนินทรีย์อาจไม่เห็นผลชัดเจนเท่าสังกะสี การใช้ประโยชน์ของคีเลตทองแดงสูงกว่าคอปเปอร์ซัลเฟต ๑๑๒ เปอร์เซ็นต์โดยอาศัยการตรวจวัดปริมาณทองแดงในตับ ซึ่งสามารถเป็นตัวบ่งชี้ความเป็นพิษของทองแดงได้ ขณะเดียวกัน การใช้สังกะสี และทองแดงร่วมกันจะไม่เกิดการแข่งขันกันในการดูดซึมเข้าสู่ทางเดินอาหาร ขณะที่ แร่ธาตุในรูปอนินทรีย์จะเกิดการแข่งขันกันดังกล่าวมาแล้ว
               ดังนั้น ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสังกะสี และทองแดง ดังกล่าว สามารถพบได้ต่อเมื่อใช้แร่ธาตุทั้งสองในรูปอนินทรีย์ แต่ไม่พบเมื่อใช้แร่ธาตุชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นรูปอินทรีย์ การใช้ประโยชน์ได้ดีขึ้นของสังกะสี และทองแดงในรูปอินทรีย์เป็นที่น่าสนใจมาก โดยช่วยลดการเติมแร่ธาตุทั้งสองลในอาหารสัตว์ จึงทำให้การขับออกลดลงด้วย อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อการผลิตก็อาจพบได้ แต่ไม่แน่นอน ในไก่เนื้อ ผลต่อการเพิ่มน้ำหนักตัว แต่ไม่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนอาหาร เมื่อใช้แร่ธาตุในรูปอินทรีย์แทนที่อนินทรีย์  ในไก่ไข่ ความแข็งแรงของเปลือกไข่ และความหนาของเปลือกไข่จะดีขึ้นโดยการใช้แร่ธาตุในรูปอินทรีย์แทนที่อนินทรีย์ ทำให้เป็นที่น่าสนใจในการใช้ในไก่อายุมาก ในไก่พันธุ์ไข่ แร่ธาตุในรูปอนินทรีย์ช่วยเพิ่มผลผลิตไข่ประมาณ ๔.๑ เปอร์เซ็นต์ และอัตราการฟักได้เพิ่มขึ้นอีก ๔.๙ เปอร์เซ็นต์

การใช้เอนไซม์ไฟเตส
               วิธีที่สามที่ช่วยลดปริมาณสังกะสี และทองแดงในอาหารสัตว์คือ การใช้เอนไซม์ไฟเตสที่นิยมผสมในอาหรสัตว์ เพื่อช่วยให้การประโยชน์จากฟอสฟอรัสที่ถูกจับกับไฟเตต (Phytate-bound phosphorus) อย่างไรก็ตาม สารอาหารประเภทอื่นๆ ได้แก่ กรดอะมิโน กรดไขมัน และแร่ธาตุ เช่น สังกะสี และทองแดง ก็สามารถจับไฟเตตไว้ได้ การเติมไฟเตสในอาหารสัตว์จึงมิใช่เพียงช่วยให้การใช้ประโยชน์ฟอสฟอรัสได้ดีขึ้น แต่ยังช่วยให้สารอาหารประเภทอื่นๆถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้มากขึ้นอีกด้วย ผลการศึกษามากมาย แสดงให้เห็นว่า เมื่อผสมไฟเตสในอาหารไก่เนื้อแล้ว จะช่วยให้การเก็บรักษาสังกะสี ทองแดง และแร่ธาตุอื่นๆ ได้สูงขึ้น โดย EFSA ระบุไว้ว่า การใช้ไฟเตสในอาหารสุกรสามารถลดปริมาณสังกะสีสูงสุดในอาหารสำเร็จรูปได้ถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เชื่อว่า ผลดีดังกล่าวก็จะพบในอาหารสัตว์ปีกด้วยเช่นเดียวกัน

บทสรุป
               ระดับของสังกะสี และทองแดงในอาหารสัตว์สามารถลดลงได้โดยการเพิ่มความสามารถในการใช้ประโยชน์ได้ ก่อนอื่นต้องระลึกไว้เสมอว่า สังกะสี และทองแดง เป็นสารอาหารที่จำเป็น และต้องเสริมลงในอาหารสัตว์ สหภาพยุโรปกำหนดให้ใช้สังกะสี และทองแดงในอาหารสัตว์ในระดับที่สูงกว่าความต้องการของสัตว์ ดังนั้น สังกะสี และทองแดงในอาหารสัตว์ สามารถลดลงได้โดยการเพิ่มความสามารถในการใช้ประโยชน์ได้ โดยการผสมเอนไซม์ไฟเตส เพื่อเพิ่มการใช้ประโยชน์ได้ของสังกะสี และทองแดงที่จับกับไฟเตต นอกเหนือจากนั้น ยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพขึ้นได้อีกโดยการใช้สังกะสี และทองแดงในรูปอินทรีย์แทนที่อนินทรีย์ แร่ธาตุในรูปอินทรีย์อาจมิได้เพิ่มผลผลิตได้เสมอไป แต่จะช่วยให้การใช้ประโยชน์ได้สูงขึ้น ส่งผลให้การเก็บรักษาสูงขึ้น และลดการขับแร่ธาตุออกจากร่างกาย

               ผลการวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของผลงานวิจัยที่นำเสนอระหว่างการประชุมวิชาการเฉพาะกลุ่มด้านโภชนาการสัตว์ปีกในสหภาพยุโรปที่จัดโดยบริษัทโนวัส ณ กรุงปราก เดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๘

แหล่งที่มาของภาพ Jan Willem Schouten


















 

วันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2559

ยักษ์ยูเครน MHP มุ่งขยายการผลิตใน EU

ผู้ผลิตเนื้อสัตว์ปีกในยูเครนรายสำคัญ MHP กำลังสร้างฐานการผลิตแห่งใหม่ในเนเธอร์แลนด์ เพื่อกระตุ้นการส่งออกเนื้อไก่ให้ยุโรป
               MHP กำลังมุ่งขยายกำลังการผลิตในอียูเริ่มจากการเปิดการผลิตในเนเธอร์แลนด์  โดย Anastasya Sobotuyk ผู้บริหารระดับสูง ฝ่ายสื่อสารสัมพันธ์ของ MHP ยืนยันว่า การลงทุนนี้เป็นการลงทุนขนาดเล็กเท่านั้น โดยยังไม่เป็นการผลิตทั้งวงจร แต่เป็นการสร้างโรงงานสำหรับแปรรูปการผลิตเท่านั้น โดยมีการร่วมโครงการกับบริษัทท้องถิ่นเท่านั้น เป้าหมายสำคัญคือ การยกสถานะการขึ้นทะเบียน Residence registration ของอียู เพื่อให้บริษัทมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการจำหน่ายสินค้าไก่ปลอดภาษีนอกระบบโควต้าสำหรับผู้ผลิตจากยูเครน ปัจจุบัน ยูเคนได้รับสิทธิ์สำหรับการส่งออกปลอดภาษี เนื้อสันใน ปริมาณ ๑๖,๐๐๐ ตัน และชิ้นส่วนไก่อื่นๆอีก ๒๐,๐๐๐ ตัน 
               คุณ Taras Vysotsky ผู้บริหารระดับสูงของสโมสรธุรกิจการเกษตรแห่งยูเครน อธิบายว่า ภาษีราคาแพงเพื่อนำสินค้าไก่นอกโควต้าจากยูเครนไม่มีความคุ้มทุนทางเศรษฐกิจ ผู้เชี่ยวชาญของยูเครนตกลงภายหลังจากการเปิดสายการแปรรูปของ MHP เพื่อสมัครขึ้นทะเบียนเป็น Residence registration ในอียู ในขณะเดียวกันก็จะยื่นขอโควต้าเพิ่มเติมสำหรับการส่งเนื้อสัตว์ปีก ยุทธศาสตร์ของ MHP เพื่อเปิดตลาดเนื้อสัตว์ส่งให้ตลาดอียูมีหลายขั้นตอนด้วยกัน ผู้เชี่ยวชาญจากยูเครน เชื่อว่า จะสามารถส่งออกเนื้อสัตว์ปีกไปสหภาพยุโรปเป็น ๒๐๐,๐๐๐ ตันต่อปี รวมถึง ไข่เป็นจำนวนมาก 
ตารางที่ ๑ ตัวบ่งชี้ของผลการดำเนินธุรกิจของบริษัท MHP ในไตรมาสมี่ ๑ ปี พ.ศ.๒๕๕๙
                                             ไตรมาสที่ ๑/๒๕๕๘        ไตรมาสที่ ๒/๒๕๕๙        การเปลี่ยนแปลง (%)              
ยอดจำหน่ายเนื้อไก่          ๑๑๗,๗๑๖ ตัน                   ๑๑๓,๖๔๐ ตัน                   เพิ่มขึ้น ๔ เปอร์เซ็นต์
ราคาเฉลี่ยต่อกิโลกรัม      ๓๕.๖๕ บาท                      ๓๐.๓๘ บาท                      ลงลง ๗ เปอร์เซ็นต์
              

แหล่งข้อมูล วลาดิสลาฟ โวรอตนิคอฟ  (25/4/16)  

วันพุธที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2559

วิจัยเตือนภัย!!! เชื้อดื้อยาในปุ๋ยมูลสัตว์

คนรักสวน ปุ๋ยมูลสัตว์ เช่น ปุ๋ยมูลไก่ ปุ๋ยมูลโคกระบือ นิยมใช้บำรุงดินในช่วงหลายปีที่ผ่านมาตามกระแสความนิยมการเพาะปลูกโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่ประหยัด และผูกพันกับธรรมชาติ แต่อีกด้านหนึ่ง การใช้ปุ๋ยมูลสัตว์มิได้สวยหรูอย่างที่เราคิด ดังผลการวิจัยตีพิมพ์ล่าสุดท่ามกลางกระแสความวิตกกังวลเรื่องเชื้อดื้อยา  โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ จากตัวอย่างดินที่เก็บตัวอย่างสม่ำเสมอมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๖๖ โดยนักวิจัยแสดงให้เห็นความพันธ์ระหว่างการใช้มูลสัตว์เป็นปุ๋ยบำรุงดิน และการปรากฏยีนส์ดื้อยาปฏิชีวนะในดิน
บทความตีพิมพ์ในวารสารวิชาการทางวิทยาศาสตร์ Nature Scientific Reports ฉบับนี้เป็นผลการศึกษาที่ใช้เวลายาวนานมาก ที่สถานีวิจัย Askov ในเดนมาร์ก โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ จากตัวอย่างดินที่เก็บตัวอย่างสม่ำเสมอมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๖๖ โดยนักวิจัยแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างการใช้มูลสัตว์เป็นปุ๋ยบำรุงดิน และการปรากฏยีนส์ดื้อยาปฏิชีวนะในดิน
ยีนส์ดื้อยามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น บ่งชี้ว่า เมื่อใดที่การใช้ยาปฏิชีวนะใหม่เข้ามา ยีนส์ดื้อยาก็จะเพิ่มขึ้น เมื่อยาปฏิชีวนะชนิดนั้นถูกเลิกใช้ ยีนส์ดื้อยาก็จะลดลง ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว นักวิทยาศาสตร์ ยังพบความสัมพันธ์ระหว่างระยะเวลาระหว่างการตรวจพบเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะในโรงพยาบาล และการตรวจพบยีนส์ดื้อยาในดินภายหลังการใช้ปุ๋ยมูลสัตว์บำรุงดิน ผู้เชี่ยวชาญ ศึกษายีนส์ดื้อยาปฏิชีวนะกลุ่มเบต้าแลคแตม โดยเฉพาะ ยาที่นิยมใช้ในทางการแพทย์ และเป็นยีนส์ดื้อยาชนิดแรกๆที่มีรายงานในระบบสุขภาพ
ก่อนปี พ.ศ. ๒๕๐๓ ยีนส์ดื้อยาพบได้ในระดับต่ำๆทั้งดินที่ใช้ปุ๋ยมูลสัตว์ และดินที่ใช้ปุ๋ยอนินทรีย์ โดยผลการวิเคราะห์แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงการเพิ่มขึ้นของยีนส์ดื้อยาในดินที่ใช้ปุ๋ยมูลสัตว์ ในช่วงราวปี ๒๕๓๗ การใช้ยาปฏิชีวนะเป็นสารเร่งเจริญเติบโตลดลง ในเวลาต่อมา จึงพบว่าดินมียีนส์ดื้อยาปฏิชีวนะกลุ่มเบต้า-แลคแตมลงอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน ดินที่ใช้ปุ๋ยอนินทรีย์ก็มียีนส์ดื้อยาในระดับที่ต่ำมาก
               ความสัมพันธ์อีกประการหนึ่งคือ ยีนส์ดื้อยาเบต้า แลคแตม ในดินที่เพิ่มขึ้นก็มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับการพบยีนส์ดื้อยาในโรงพยาบาล โดยช่วงเวลาที่เริ่มพบยีนส์ดื้อยาเป็นครั้งแรกสอดคล้องกับเวลาช่วงเวลาที่พบยีนส์ดื้อยาอย่างมากมายในดิน
               ระดับของอินทีกรอนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในดินที่ใช้ปุ๋ยมูลไก่ (Manured soil) ตัวอย่างจากในอดีต ยังแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาที่น่าวิตก ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๓๓ เป็นต้นมา พบว่า ระดับของอินทีกรอนในดินที่ใช้ปุ๋ยมูลไก่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อินทีกรอน ช่วงเร่งให้เกิดการแลกเปลี่ยนสารพันธุกรรมระหว่างเชื้อแบคทีเรีย ดังนั้น จึงเร่งให้เชื้อเกิดภาวะดื้อยาอย่างรวดเร็ว ศ. เดวิด แกรมแฮม แห่งมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล อธิบายว่า ระดับของอินทีกรอนที่เพิ่มขึ้นหลังปี พ.ศ.๒๕๓๓ เป็นต้นมา บ่งชี้ว่า แม้ว่าจะพยายามลดภาวะดื้อยาปฏิชีวนะ แต่ก็ยังคงมีการแลกเปลี่ยนยีนส์ดื้อยาได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ควรมีการศึกษาการใช้ปุ๋ยมูลสัตว์อย่างใกล้ชิด

แหล่งข้อมูล เดวิด แกรมแฮม และเจน โดลฟิง (15/3/16)


ฟาสต์ฟู้ดแบนด์ดัง ชิโปเล่ ปิดเหตุโนโรไวรัส

ชิโปเล่เป็นร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดแบรนด์ดังในเมือง Billerica รัฐแมสซาชูเซต ปิดชั่วคราวภายหลังตรวจพบคนงานติดเชื้อโนโรไวรัส โดยคนงานอย่างน้อย ๓ รายมีรายงานป่วยจากการติดเชื้อ
               ร้านชิโปเล่ ในเมือง Billerica ตัดสินใจปิดบริการ เพื่อทำความสะอาดครั้งใหญ่ แม้ว่าจะยังไม่มีรางานลูกค้าป่วยจากการกินอาหารที่ร้านแต่อย่างใด
               ร้านชิโปเล่พึ่งฟื้นจากกระแสระบาดของโรคอาหารเป็นพิษในหลายร้าน ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ๒๕๕๘ พบโนโรไวรัสที่ร้านชิโปเล่ใน Simi Valley รัฐแคลิฟอร์เนีย ตอนนั้น ลูกค้าป่วยไป ๒๔๓ ราย ต่อมาเดือนธันวาคม ก็พบซ้ำอีกในเมืองบอสตัน มีผู้ป่วย ๑๔๓ ราย รวมถึง การระบาดของซัลโมเนลลาใน ๒๒ ร้านที่รัฐมิเนโซตา และวิสคอนซิน มีผู้ป่วย ๖๔ ราย และการระบาดของ อี. โคลัย อีก ๑๑ รัฐ ตั้งแต่เดือนตุลาคม ถึงพฤศจิกายน มีผู้ป่วยรวม ๖๐ ราย ขณะนี้ ร้านชิโปเล่ ได้ออกมาตรการควมปลอดภัยอาหาร และบังคับใช้อย่างเข้มงวด

แหล่งข้อมูล        Meat &Poultry (3/9/16)

วันพฤหัสบดีที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2559

สี่วิธีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโรงงานแปรรูปการผลิตไก่

การจัดการก่อนเข้าโรงงานแปรรูปการผลิตอาจสร้างความเสียหายอย่างมาก ทั้งที่มีวิธีการธรรมดาเพียงไม่กี่ข้อเท่านั้นที่สามารถช่วยให้ผู้ผลิตสามารถนำไก่เดินทางมาถึงโรงงานแปรรูปการผลิตได้อย่างรวดเร็ว
หากขั้นตอนก่อนการฆ่าไก่เนื้อไม่สามารถจัดการให้อยู่ในระดับเดียวกันได้ เนื่องจาก กระบวนการที่หลากหลายของการผลิตไก่เนื้อ ผู้ผลิตก็ไม่สามารถได้รับไก่เนื้อที่มีสภาพดีที่สุดได้ และกระทบต่อผลผลิตของธุรกิจบริษัทได้ในที่สุด การทบทวนขั้นตอนการจับ และการขนขึ้นรถบรรทุก ช่วยให้ลดจำนวนไก่ตาย (DOA) และการคัดซากไก่ทิ้งที่โรงงานแปรรูปการผลิต และสามารถลดความเครียดของพนักงาน ตลอดจนช่วยให้ลดจำนวนแรงงานสำหรับการจับไก่ เพื่อส่งไก่เนื้อเข้าสู่โรงงานแปรรูปการผลิตได้ในที่สุด ๔ วิธีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโรงงานแปรรูปการผลิตไก่เนื้อ
๑. เพิ่มประสิทธิภาพการกระจายกล่องไก่ โดยใช้กว้านผ่อนแรงสำหรับการกระจายกล่องไก่ภายในโรงเรือนเลี้ยงไก่ ช่วยให้จับไก่ได้รวดเร็ว และผ่อนภาระให้กับทีมจับไก่
               เมื่อกล่องไก่เปล่านำลงจากรถจับไก่แล้ว นำเข้าสู่ภายในโรงเรือน แบ่งเป็นกลุ่มๆละ ๔ ถึง ๘ กล่อง อาจผูกรวมเข้าด้วยกัน แล้วใช้กว้านผ่อนแรงช่วยส่งกระจายไปรอบโรงเรือน โดยการต่อกันไปคล้ายกับรถไฟ การใช้กว้านผ่อนแรงผ่อนแรงเข้ามาช่วยในขั้นตอนการจับไก่ ไม่เพียงเอื้ออำนวยให้การกระจายกล่องไก่ได้อย่างรวดเร็ว ผ่อนภาระให้ทีมจับไก่ ทีมจับไก่จึงมีภาะงานเพียงการดันกล่องไก่ไปตามโครงข่ายของรางพลาสติก เพื่อให้กล่องไก่เคลื่อนที่ได้สะดวกรวดเร็ว
๒. การจับไก่อย่างถูกต้อง หากมีการจับไก่ระหว่างวัน ควรต้อนไก่ให้รวมกันในที่แสงส่วงน้อยโดยใช้ตาข่ายลวดพิเศษ จะช่วยลดความเครียด และจับไก่ได้ง่ายขึ้น เป็นการลดอันตรายต่อไก่ได้เป็นอย่างดี กล่องจับไก่ต้องอยู่ซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพที่ดี มิให้เป็นอันตรายต่อไก่ สำหรับความเร็วในการจับไก่ ควรถูกจับ และใส่ลงในกล่องครั้งละ ๒ ตัว การจับไก่ต้องจับทั้งตัว ไม่จับขา โดยรวบปีกไม่ให้ไก่กระพือปีก เนื่องจาก อาจทำให้ปีกหักได้  
               เมื่อบรรจุไก่ใส่กล่องเรียบร้อยแล้ว และนำออกจากโรงเรือน พึงระมัดระวังไม่วางกล่องจับไก่ใกล้กันจนเกินไป เนื่องจาก เป็นการจำกัดการเคลื่อนที่ของอากาศระหว่างกล่อง และขัดขวางการไหลผ่านของพัดลม ส่งผลให้เกิดความร้อน และความเครียดต่อไก่เนื้อ เมื่อเตรียมกล่องไก่เรียบร้อยแล้ว ควรเคลื่อนย้ายในแนวระนาบ หรือใช้สายพานนำไปสู่กระบะรถบรรทุก แล้วใช้อุปกรณ์ช่วยยกขึ้นรถบรรทุก
๓. การใช้อุปกรณ์ช่วยยกขึ้นรถบรรทุก การยกกล่องไก่ขึ้นรถบรรทุก ตามปรกติก็จะใช้คนงาน ๑ หรือ ๒ คน นับเป็นกิจกรรมที่เหน็ดเหนื่อยอย่างมาก ภายในระยะทางประมาณ ๖ เมตร หากใช้เครื่อมือสำหรับผ่อนแรงก็จะลดแรงงานเหลือคนงานทำงานลำพังเพียงคนเดียว ส่วนอีกคนหนึ่งสามารถเปลี่ยนไปทำงานในกิจกรรมอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น การจัดกล่องจับไก่บนรถบรรทุกให้เป็นระเบียบเป็นต้น
๔.  การจัดเรียงกล่องไก่บนรถบรรทุก เมื่อกล่องไก่ถูกยกขึ้นสู่กระบะรถบรรทุกเรียบร้อยแล้ว โดยทั่วไปก็จะใช้คนงาน ๓ ถึง ๔ คน เพื่อจัดเรียงกล่องจับไก่ ขณะที่ กล่องจับไก่ที่บรรจุไก่อยู่เต็มกล่องเคลื่อนที่ไปโดยกำลังของคนงาน ที่นิยมใช้ตะขอเกี่ยวเพื่อให้จัดการได้ง่ายขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดผลเสียมากกว่า เนื่องจาก วิธีการดังกล่าวทำให้คนงานเหน็ดเหนื่อยมาก กล่องไก่ชำรุดได้ง่าย เนื่องจาก หากใช้ตะขอไม่ระมัดระวังก็อาจทำลายโครงสร้างของกล่องไก่ได้ นั่นก็คือ ต้องเสียเงินสำหรับซ่อมแซม และพื้นกระบะรถบรรทุกที่ชำรุดก็ยังอาจเป็นอันตรายต่อทั้งคนงาน และไก่ได้อีกด้วย  
               การแก้ไขปัญหาเหล่านี้แทนที่จะใช้ตะขอสำหรับการจัดกล่องไก่ ควรใช้รถเข็นที่ออกแบบมาเป็นพิเศษสามารถรับน้ำหนักกล่องไก่ที่มีไก่บรรจุเต็มจำนวน ๘ ถึง ๑๐ กล่อง คนงานสามารถเข็นลากได้ง่าย นอกจากช่วยป้องกันพื้นกระบะรถบรรทุก และกล่องไก่ แต่ยังช่วยให้กล่องไก่สามารถจัดเป็นระเบียบได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย นอกจากนั้น การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานควรติดตั้งพัดลมด้านข้างรถบรรทุก เพื่อระบายอากาศทั้งสำหรับไก่ และคนงาน
               การเพิ่มกว้านผ่อนแรง และรถเข็นที่ออกแบบเป็นพิเศษสำหรับช่วยจับไก่ และกระบวนการยกกล่องไก่ขึ้นบรรทุกจะช่วยให้รถบรรทุกสามารถขนส่งไก่จับได้ ๒,๕๐๐ ตับ และพร้อมสำหรับนำส่งสู่โรงงานแปรรูปการผลิตได้ภายใน ๕๐ นาที

  แหล่งข้อมูล      Eduardo Cervantes Lopes (22/2/16) 























ภาพที่ ๑ การลดระดับความเข้มแสงระหว่างการจับไก่ ช่วยลดความเครียดให้ไก่ และช่วยให้จับไก่ได้ง่ายขึ้น ลดการบาดเจ็บต่อไก่


















ภาพที่ ๒ การจับไก่ ควรจับไก่ครั้งละ ๒ ตัว โดยประคองไก่อย่างนิ่มนวลทั้งตัว ไม่ใช่จับขา 

บราซิลเดือด: ศึกภายในเรื่องแบนสารเร่งโตเพื่อให้ผ่านกฎเข้มของสหภาพยุโรป

  บราซิลกำลังเผชิญความขัดแย้งภายในระหว่างผู้เลี้ยงสัตว์ ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ และรัฐบาลกลาง เกี่ยวกับกฎการใช้สารเร่งการเจริญเติบโ...