ภาคอุตสาหกรรมสัตว์ปีกของสหราชอาณาจักรกำลังกังวลมากขึ้นว่า เนื้อไก่จากบราซิลปริมาณมหาศาลอาจถูกส่งเบี่ยงเข้าสู่ตลาดอังกฤษ หลังจากสหภาพยุโรป (EU) ตัดสินใจห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่มาจากบราซิล
มาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่
๓ กันยายน
ได้กระตุ้นให้กลุ่มองค์กรเกษตรกรเรียกร้องอย่างหนักขึ้นให้รัฐบาลสหราชอาณาจักรดำเนินการตามบรัสเซลส์แห่งสหภาพยุโรป
ด้วยการประกาศห้ามนำเข้าสินค้าจากบราซิลเช่นเดียวกัน
ความกังวลเกี่ยวกับการใช้สารต้านจุลชีพ
ประเด็นสำคัญของข้อพิพาทนี้อยู่ที่
ความกังวลเกี่ยวกับการใช้สารต้านจุลชีพในการผลิตปศุสัตว์ของบราซิล สหภาพยุโรปประกาศเมื่อเดือนพฤษภาคมว่า
บราซิลจะถูกถอดออกจากรายชื่อประเทศที่ได้รับอนุญาตให้ส่งออกผลิตภัณฑ์จากสัตว์ไปยังอียู
เนื่องจากมีข้อกังวลว่าบราซิลไม่สามารถแสดงหลักฐานได้ว่าปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันการเกิด
การดื้อยาต้านจุลชีพ สำหรับผู้ผลิตสัตว์ปีกใน
สหราชอาณาจักร
ประเด็นถกเถียงนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องความปลอดภัยด้านอาหารเท่านั้น
แต่ยังมีความกังวลเพิ่มมากขึ้นว่า เนื้อไก่ที่เดิมตั้งใจส่งไปจำหน่ายในตลาดยุโรป
อาจถูกเปลี่ยนเส้นทางมาส่งขายใน
สหราชอาณาจักรแทน อาจทำให้ปริมาณการนำเข้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก
และสร้างแรงกดดันอย่างรุนแรงต่อผู้ผลิตภายในประเทศ
สหภาพเกษตรกรแห่งชาติของสหราชอาณาจักรหรือเอ็นเอฟยู
เป็นแกนนำในการเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินมาตรการดังกล่าว โดย ทอม แบรดชอว์ ประธานเอ็นเอฟยู
เตือนว่า หากสหราชอาณาจักรไม่ใช้มาตรการห้ามนำเข้าเช่นเดียวกับสหภาพยุโรป
อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
และทำให้เกษตรกรอังกฤษต้องแข่งขันกับสินค้าที่ผลิตภายใต้มาตรฐานที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ภายในสหราชอาณาจักร
แบรดชอว์กล่าวว่า “มีความเสี่ยงอย่างแท้จริงที่ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบอาหารของเราจะถูกบั่นทอน
หากผู้บริโภคเชื่อว่าสหราชอาณาจักรกำลังนำเข้าเนื้อวัวหรือเนื้อสัตว์ปีกที่ทั้งสหภาพยุโรปและประเทศอื่นๆ
เห็นว่าไม่ปลอดภัย” เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่า “เป็นที่ชัดเจนว่าสหภาพยุโรปไม่มีความเชื่อมั่นว่าสินค้าเหล่านี้มีความปลอดภัยและไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพของมนุษย์
นั่นคือเหตุผลที่รัฐบาลของพวกเขาสั่งห้ามนำเข้าเนื้อสัตว์จากบราซิล
และรัฐบาลสหราชอาณาจักรก็ควรดำเนินการเช่นเดียวกัน”
ตามข้อมูลของเอ็นเอฟยู บราซิลส่งออกเนื้อไก่ไปยังสหภาพยุโรป
จำนวน ๒๑๑,๐๐๐ ตัน ในปี ๒๐๒๕
ทำให้บราซิลเป็นผู้จัดหาเนื้อสัตว์ปีกรายใหญ่ที่สุดของกลุ่มประเทศสมาชิกอียู เมื่อการเข้าถึงตลาดอียูถูกปิดกั้นลงโดยพฤตินัย
ผู้นำในอุตสาหกรรมจึงกังวลว่าเนื้อไก่ปริมาณมากที่เคยส่งออกไปยังยุโรปอาจจำเป็นต้องหาตลาดรองรับแห่งใหม่
และอาจส่งผลให้สินค้าจำนวนดังกล่าวถูกเปลี่ยนเส้นทางไปยังประเทศอื่น ๆ
รวมถึงสหราชอาณาจักร
อุตสาหกรรมสัตว์ปีกสหราชอาณาจักรชูความสำเร็จในการลดการใช้ยาปฏิชีวนะ
อุตสาหกรรมสัตว์ปีกของสหราชอาณาจักรระบุว่า
ผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวอาจมีนัยสำคัญอย่างมาก
โดยเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกในสหราชอาณาจักรสามารถลดปริมาณการใช้ยาปฏิชีวนะในฟาร์มลงได้ถึง
ร้อยละ ๖๐ นับตั้งแต่ปี ๒๐๑๔ ขณะที่การใช้ยาปฏิชีวนะที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาโรคในมนุษย์
ลดลงถึงร้อยละ ๘๓ นอกจากนี้ ยาปฏิชีวนะที่ใช้เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตของสัตว์
ยังถูกสั่งห้ามใช้ในสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรปมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๙ อุตสาหกรรมสัตว์ปีกอังกฤษจึงมองว่าผู้ผลิตภายในประเทศได้ลงทุนและพัฒนามาตรฐานการผลิตอย่างต่อเนื่องเพื่อลดการพึ่งพายาปฏิชีวนะ
และกังวลว่าการนำเข้าสินค้าจากประเทศที่มีมาตรฐานหรือแนวปฏิบัติแตกต่างกัน
อาจทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ผลิตในประเทศ
แรงกดดันต่อรัฐบาลสหราชอาณาจักรเพิ่มสูงขึ้น
ประเด็นดังกล่าวได้กลายเป็นวาระทางการเมืองสำคัญของสหราชอาณาจักรอย่างรวดเร็ว
นับตั้งแต่สหภาพยุโรป ประกาศมาตรการดังกล่าวเมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๐๒๖
โดยตัวแทนของเอ็นเอฟยู ได้เข้าหารือกับเจ้าหน้าที่กระทรวงสิ่งแวดล้อม อาหาร
และกิจการชนบทของสหราชอาณาจักรหรือดีฟรา รัฐมนตรี และสมาชิกรัฐสภาอย่างต่อเนื่อง ในเดือน
กรกฎาคม ทอม แบรดชอว์ ได้เข้าพบ เดม แองเจลา อีเกิล จากดีฟราเพื่อชี้แจงถึงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่การเบี่ยงเส้นทางการส่งออกเนื้อสัตว์จากบราซิลอาจมีต่อตลาดภายในประเทศ
ความพยายามในการผลักดันนโยบายดังกล่าวยิ่งเข้มข้นขึ้นตลอดช่วงฤดูร้อน
โดยสหภาพเกษตรกรจากทั่วสหราชอาณาจักรได้ประสานความร่วมมือและกำหนดท่าทีร่วมกัน ภายในเดือน
สิงหาคม
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกสภาขุนนางได้รับการชี้แจงข้อมูลล่วงหน้าก่อนที่รัฐสภาจะกลับมาเปิดประชุมหลังช่วงปิดสมัยประชุม
เมื่อวันที่ ๒ กันยายน
ประเด็นนี้ได้ถูกหยิบยกขึ้นหารือในช่วงตอบกระทู้ถามนายกรัฐมนตรี โดย อลาสแตร์
คาร์ไมเคิล ประธานคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม อาหาร
และกิจการชนบทได้สอบถามว่าสหราชอาณาจักรจะดำเนินการตามตัวอย่างของอียู หรือไม่ นายกรัฐมนตรีตอบว่า
“ทุกทางเลือกยังคงอยู่บนโต๊ะ” หมายความว่ารัฐบาลยังไม่ได้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย
และยังคงพิจารณาทางเลือกต่าง ๆ
รวมถึงความเป็นไปได้ในการห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์จากสัตว์ของบราซิลเช่นเดียวกับสหภาพยุโรป
ความไม่แน่นอนยังคงเป็นความท้าทายหลักสำหรับผู้ผลิตสัตว์ปีก
สำหรับผู้ผลิตสัตว์ปีก ความไม่แน่นอนยังคงเป็นความท้าทายที่ใหญ่ที่สุด แม้ขณะนี้จะยังไม่มีรายงานการทะลักเข้ามาของสินค้าในทันที แต่ความเป็นไปได้ที่ผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกจากบราซิลที่ถูกเบี่ยงเบนจากตลาดอื่นจะเข้ามาสู่สหราชอาณาจักร ยังคงเป็นประเด็นหลักที่ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง ตัวแทนภาคอุตสาหกรรมเตือนว่า การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นอาจบิดเบือนกลไกการค้า กดดันราคาสินค้า และบั่นทอนความเชื่อมั่นในการลงทุน โดย สหภาพเกษตรกรแห่งชาติ เรียกร้องให้คงมาตรการห้ามนำเข้าเชิงป้องกันไว้ จนกว่าบราซิลจะสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างมีความรับผิดชอบ และทางการสหราชอาณาจักรจะดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียดครบถ้วน ผู้สนับสนุนมาตรการดังกล่าวให้เหตุผลว่า ประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับการรักษาความเชื่อมั่นของสาธารณชน และการทำให้มั่นใจว่าสัตว์ปีกนำเข้ามีมาตรฐานตามความคาดหวังเดียวกับที่กำหนดให้เกษตรกรชาวอังกฤษต้องปฏิบัติ ในทางกลับกัน ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์การไม่ดำเนินการเตือนว่า สหราชอาณาจักรอาจกลายเป็นตลาดทางเลือกสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ถูกปฏิเสธจากประเทศหรือภูมิภาคอื่นๆ ได้ หากไม่มีมาตรการควบคุมที่เพียงพอ
เอกสารอ้างอิง
McDougal
T. 2026. Fears grow of dumping of Brazilian poultry into
the UK following EU ban. [Internet]. [Cited 2026 Sep 18].
Available from: https://www.foodagribusiness.world/poultry/fears-grow-of-dumping-of-brazilian-poultry-into-the-uk-following-eu-ban
ภาพที่ ๑ แนวโน้มที่การนำเข้าเนื้อไก่จากบราซิลจะเพิ่มขึ้น
กำลังสร้างความกังวลให้แก่ผู้เลี้ยงไก่เนื้อในสหราชอาณาจักร (แหล่งภาพ Diederik van der Laan)