วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ราโบแบงค์มอง อุตสาหกรรมสัตว์ปีกโลกเติบโตต่อเนื่อง

 การผลิตสัตว์ปีกทั่วโลกกำลังขยายตัวเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ราโบแบงค์ เตือนว่าผู้ผลิตอาจเสี่ยงต่อการทำให้สภาวะตลาดเสียสมดุล หากยังคงเพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการควบคุม ในรายงานแนวโน้มอุตสาหกรรมสัตว์ปีกรายไตรมาสฉบับล่าสุด ธนาคารได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของการผลิตสัตว์ปีกทั่วโลกในปี พ.ศ. ๒๕๖๙ เป็นร้อยละ ๓.๕ พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงความกังวลเรื่องภาวะอุปทานส่วนเกินในหลายภูมิภาคผู้ผลิตรายสำคัญของโลก

ตามรายงานไตรมาส ๔ ของราโบแบงค์ อุตสาหกรรมสัตว์ปีกยังคงได้รับประโยชน์จากการที่เนื้อสัตว์ปีกมีราคาที่เข้าถึงได้มากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับโปรตีนจากสัตว์ชนิดอื่น อย่างไรก็ตาม สภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปกำลังทำให้ผู้บริโภคมีความอ่อนไหวต่อราคามากขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคที่การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวลง ในบางตลาด ปัจจัยดังกล่าวเริ่มส่งผลให้ความต้องการบริโภคลดลง และก่อให้เกิดแรงกดดันต่ออัตรากำไรของผู้ประกอบการเพิ่มมากขึ้น

ราโบแบงค์ ระบุว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วของการผลิตสัตว์ปีกไม่ได้ส่งผลให้สภาวะตลาดมีความแข็งแกร่งในทุกพื้นที่เสมอไป โดยปัญหาอุปทานส่วนเกิน กำลังกลายเป็นความกังวลที่เพิ่มขึ้นในหลายตลาดสำคัญ ประเทศจีนมีการผลิตสัตว์ปีกเพิ่มขึ้น ร้อยละ ๙.๕ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในช่วงครึ่งแรกของปี พ.ศ. ๒๕๖๙ เป็นหนึ่งในประเทศที่เผชิญแรงกดดันมากที่สุด ร่วมกับ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เวียดนาม และแอฟริกาใต้ ราโบแบงค์เห็นว่าผู้ผลิตในภูมิภาคเหล่านี้อาจจำเป็นต้องชะลอแผนการขยายกำลังการผลิต เพื่อฟื้นฟูความสมดุลของตลาดระหว่างอุปสงค์และอุปทาน และลดความเสี่ยงจากภาวะผลผลิตล้นตลาดในอนาคต

ในทางตรงกันข้าม ตลาดใน สหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร อินเดีย รัสเซีย และฟิลิปปินส์ ยังคงมีผลประกอบการค่อนข้างดี ขณะที่สถานการณ์ใน ประเทศไทยและอินโดนีเซีย ก็ปรับตัวดีขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ราโบแบงค์ เตือนว่า ผู้ผลิตทั่วโลกไม่ควรมองโลกในแง่ดีต่อแผนการขยายการผลิตมากเกินไป เนื่องจากตลาดยังคงมีความผันผวนสูง และผู้บริโภคให้ความสำคัญกับราคาสินค้ามากขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้การแข่งขันด้านราคามีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในหลายภูมิภาค

ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น

ประเด็นสำคัญที่น่ากังวลในช่วงหลายเดือนข้างหน้าคือ การปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องของต้นทุนการผลิต โดยราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ ธัญพืช พืชน้ำมัน และพลังงาน ต่างปรับตัวสูงขึ้นและมีแนวโน้มผันผวนต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ การจัดซื้อวัตถุดิบ การกำหนดสูตรอาหารสัตว์ และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน จึงกลายเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในการรักษาความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสัตว์ปีก

ผลกระทบของโรคไข้หวัดนก

ความเสี่ยงจากโรคยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่อุตสาหกรรมสัตว์ปีกทั่วโลกเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด แม้ว่าโรคไข้หวัดนกจะส่งผลกระทบในช่วงฤดูหนาวของซีกโลกใต้ที่ผ่านมา แต่ในขณะนี้ความสนใจได้เปลี่ยนไปสู่ประเทศในซีกโลกเหนือ เนื่องจากกำลังเข้าสู่ช่วงสภาพอากาศหนาวเย็น

ราโบแบงค์ ระบุว่า การระบาดของโรคไข้หวัดนกอาจกลับมาส่งผลกระทบต่อการผลิตสัตว์ปีกและการค้าระหว่างประเทศได้อีกครั้ง นอกจากนี้ ธนาคารคาดว่าการอภิปรายเกี่ยวกับการใช้วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดนกจะมีความเข้มข้นมากขึ้น เนื่องจากหลายประเทศเริ่มนำโครงการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดนกมาใช้ในวงกว้างมากขึ้น

การค้าสัตว์ปีกโลก

ด้านการค้า การส่งออกสัตว์ปีกทั่วโลกเติบโตอย่างโดดเด่นถึง ร้อยละ ๑๐ ในไตรมาสที่ ๒ ของปี ค.ศ. ๒๐๒๖ แม้ว่าสภาวะการค้าระหว่างประเทศจะยังคงเผชิญความท้าทายหลายประการ โดย บราซิล และ จีน เป็นประเทศที่ได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของการค้ามากที่สุด อย่างไรก็ตาม รูปแบบการค้าโลกอาจเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงหลายเดือนข้างหน้า ภายหลังจากที่บราซิลถูกระงับการส่งออกเข้าสู่ตลาด สหภาพยุโรปเป็นการชั่วคราว ราโบแบงค์ คาดว่า บราซิลจะปรับเปลี่ยนทิศทางการส่งออกสัตว์ปีกไปยังตลาดอื่น ได้แก่ สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น เม็กซิโก ตะวันออกกลาง และ ตลาดภายในประเทศ มากขึ้น อาจส่งผลให้ราคาสัตว์ปีกลดลง เนื่องจากผู้ส่งออกต้องแข่งขันกันเพื่อรักษาหรือเพิ่มส่วนแบ่งตลาด

ขณะเดียวกัน ประเทศไทย และยูเครน คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการที่บราซิลไม่สามารถส่งออกเข้าสู่ตลาดยุโรปได้ชั่วคราว โดยมีโอกาสเพิ่มการส่งออกและขยายส่วนแบ่งตลาดในภูมิภาคดังกล่าวมากขึ้น

สิ่งที่ต้องจับตาในอนาคต

เมื่อมองไปข้างหน้า ราโบแบงค์ คาดว่าตลาดสัตว์ปีกโลกจะได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ความผันผวนของราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์และพลังงาน ความเสี่ยงจากการระบาดของโรคไข้หวัดนกในซีกโลกเหนือ การขยายบทบาทของจีนในตลาดส่งออกสัตว์ปีกโลก และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงดำเนินอยู่     นอกจากนี้ ความพยายามของบราซิลในการกลับเข้าสู่ตลาดสหภาพยุโรปอีกครั้ง ยังคาดว่าจะเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อทิศทางของตลาดสัตว์ปีกโลก โดยปัจจัยทั้งหมดดังกล่าวมีแนวโน้มทำให้ตลาดสัตว์ปีกทั่วโลกยังคงมีการเปลี่ยนแปลงและความเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วต่อเนื่องไปจนถึงปี ค.ศ. ๒๐๒๗

สำหรับผู้ผลิตสัตว์ปีก ความท้าทายสำคัญคือการสร้างสมดุลระหว่างความต้องการขยายการผลิตกับสภาวะตลาดที่แท้จริง เนื่องจากความผันผวนของต้นทุน ความเสี่ยงจากโรคไข้หวัดนก และการเปลี่ยนแปลงของกระแสการค้าโลก ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดตลอดช่วงปลายปี พ.ศ. ๒๕๖๙ และต่อเนื่องเข้าสู่ปี พ.ศ. ๒๕๗๐

เอกสารอ้างอิง

van Es-Sahota S. 2026. Rabobank: Poultry markets face growing pains despite strong global growth. [Internet]. [Cited 2026 Oct 8]. Available from: https://www.foodagribusiness.world/poultry/rabobank-poultry-markets-face-growing-pains-despite-strong-global-growth

ภาพที่ ๑ การผลิตสัตว์ปีกทั่วโลกยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้ผลิตกำลังเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้นจากภาวะอุปทานส่วนเกิน ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และการเปลี่ยนแปลงของทิศทางการค้าโลก(แหล่งภาพ Koos Groenewold)



วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2569

เทคโนโลยีอัจฉริยะระบุเชื้อก่อโรค

 งานวิจัยนี้เน้นที่เชื้อ เอนเทอโรคอคคัส ซีโครัม แต่เทคนิคนี้สามารถประยุกต์ใช้กับเชื้อก่อโรคอื่นๆ ได้

กระบวนการเรียนรู้ของเครื่องจักรที่สามารถทำนายได้ด้วยความแม่นยำประมาณร้อยละ ๙๐ ถึง ๙๕ ว่าสายพันธุ์แบคทีเรียชนิดใดมีแนวโน้มก่อให้เกิดโรคในสัตว์ปีก อาจช่วยให้อุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ปีกตรวจพบการติดเชื้อที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก่อนที่โรคจะแพร่กระจายเป็นวงกว้าง ผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร ฟรอนเทียร์ส อิน ไมโครไบโอโลจี มุ่งศึกษาเชื้อ เอนเทอโรคอคคัส ซีโครัม ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดความสูญเสียในอุตสาหกรรมสัตว์ปีกทั่วโลกคิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

คณะนักวิจัยได้วิเคราะห์จีโนมของแบคทีเรียจำนวน ๒๕๙ สายพันธุ์ ประกอบด้วยเชื้อ ๓๔ ไอโซเลต ที่เก็บจากฟาร์มสัตว์ปีกในรัฐอาร์คันซอส์ และจีโนมอีก ๒๒๕ ชุด ที่เผยแพร่สู่สาธารณะในฐานข้อมูลของ ศูนย์ข้อมูลเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ  จากทั้งหมดนี้ มี ๑๑๐ สายพันธุ์ ที่ถูกจัดเป็นเชื้อประจำถิ่นหรือเชื้อที่ไม่ก่อโรค และ ๙๕ สายพันธุ์ที่ถูกจัดเป็นเชื้อก่อโรคใช้เป็นข้อมูลสำหรับฝึกและทดสอบแบบจำลองการทำนายของระบบเรียนรู้ของเครื่อง

โครงการวิจัยนี้นำโดย อรัณยัก โกสวามี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำ ศูนย์วิเคราะห์ข้อมูลการเกษตร แห่งสถานีวิจัยการเกษตรอาร์คันซอส์ เป็นหน่วยงานวิจัยในสังกัด กองการเกษตร มหาวิทยาลัยอาร์คันซอส์ งานวิจัยดังกล่าวดำเนินการร่วมกับบริษัท ค็อบบ์ เจเนติกส์ และได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก อาร์คันซอส์ รีเสิร์ช อัลไลแอนซ์

ถอดรหัสความสัมพันธ์ของยีน

เทคนิคการเรียนรู้ของเครื่องจักรช่วยให้นักวิจัยตรวจพบรูปแบบการเรียงตัวของยีน หรือที่เรียกว่า “ย่านพันธุกรรม” เป็นเบาะแสสำคัญในการทำนายว่าแบคทีเรียแต่ละสายพันธุ์มีศักยภาพในการก่อโรคในสัตว์ปีก หรือเป็นเพียงเชื้อที่ไม่ก่ออันตราย

การหาลำดับจีโนมช่วยให้นักวิจัยสามารถตรวจพบ ยีนดื้อยาต้านจุลชีพ และ เส้นทางเมแทบอลิซึม ของแบคทีเรียได้ ขณะเดียวกัน เครื่องมือที่ชื่อว่า “ไอแลนด์วิวเวอร์” ยังช่วยตรวจหาบริเวณ “เกาะการก่อโรค” หรือส่วนของจีโนมที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการก่อโรคได้อีกด้วย จากนั้น คณะวิจัยได้นำเทคนิคที่เรียกว่า การวิเคราะห์แคสเซตสู่เวกเตอร์ ดัดแปลงมาจากเทคโนโลยีประมวลผลภาษาธรรมชาติ มาใช้ศึกษาความสัมพันธ์และปฏิสัมพันธ์ระหว่างยีนต่างๆ แทนการพิจารณายีนแต่ละตัวแยกจากกัน ทำให้สามารถมองเห็นภาพรวมของการทำงานร่วมกันของยีนที่เกี่ยวข้องกับการก่อโรคได้ชัดเจนยิ่งขึ้น “เราไม่ได้มองเฉพาะยีนตัวใดตัวหนึ่ง แต่เรากำลังพิจารณาปฏิสัมพันธ์ระหว่างยีนทั้งหมด” โกสวามีกล่าว ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำเข้าสู่เครื่องมือการเรียนรู้ของเครื่องสำหรับการพยากรณ์ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายจำนวน ๒ ระบบ โดยโกสวามีระบุว่า แบบจำลองดังกล่าวได้รับการเปรียบเทียบกับวิธีการที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเพื่อยืนยันความน่าเชื่อถือของผลลัพธ์ นอกจากนี้ การวิเคราะห์ยังสามารถระบุ ชุดลายเซ็นทางพันธุกรรมจำนวน ๒๐ ยีน ที่มีความเกี่ยวข้องกับแบคทีเรียสายพันธุ์ก่อโรค เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญสำหรับการทดสอบในห้องปฏิบัติการด้วยเทคนิค พีซีอาร์และวิธีการวินิจฉัยอื่น ๆ ต่อไป

โค้ดต้นแบบที่ใช้ในงานวิจัยนี้ได้รับการออกแบบให้มีโครงสร้างแบบแยกส่วน และเปิดเผยสู่สาธารณะบน กิตฮับ โดยมียอดดาวน์โหลดประมาณ ๔๐๐ ถึง ๕๐๐ ครั้ง “คุณจะรู้ได้ว่าเครื่องมือวิเคราะห์มีคุณค่าเมื่อมีการนำไปประยุกต์ใช้ในระบบอื่น” โกสวามีกล่าว เขายังเปิดเผยอีกว่ามีกลุ่มนักวิจัยอีกคณะหนึ่งได้นำวิธีการดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ในการศึกษาพฤติกรรมทางสังคมของผึ้ง สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพเทคนิคนี้ที่สามารถนำไปใช้ได้กว้างกว่าการศึกษาด้านจุลชีววิทยาและโรคสัตว์ปีกเพียงอย่างเดียว

เอกสารอ้างอิง

Doughman E. 2026. Machine learning could ID disease-causing poultry bacteria. [Internet]. [Cited 2026 Jul 23]. Available from: https://www.wattagnet.com/broilers-turkeys/diseases-health/news/15835732/machine-learning-could-id-diseasecausing-poultry-bacteria

ภาพที่ ๑ เทคโนโลยีอัจฉริยะระบุเชื้อก่อโรค (แหล่งภาพ Coffeemill | Shutterstock.com)



วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2569

ผลออดิตไม่ช่วย! อียูเดินหน้าแบนไก่บราซิล

 สหภาพยุโรปยังคงมาตรการระงับการนำเข้าเนื้อสัตว์ปีกจากบราซิล แม้ว่าการตรวจประเมินทางเทคนิคจะพบว่าระบบควบคุมภาคการผลิตสัตว์ปีกของบราซิลอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ ตามที่รัฐบาลบราซิลอ้าง

มาตรการระงับการนำเข้าดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๓ กันยายน และครอบคลุมผลิตภัณฑ์จากสัตว์ของบราซิลหลายชนิด ได้แก่ เนื้อสัตว์ปีก เนื้อวัว เนื้อสุกร ไข่ น้ำผึ้ง และปลา โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกของบราซิลที่ได้รับผลกระทบจากทุกภาคส่วนรวมกันอาจสูงถึงประมาณ ๒ พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือราว ๖๖,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี

มาตรการดังกล่าวถูกนำมาใช้เนื่องจากสหภาพยุโรปเห็นว่าบราซิลยังไม่สามารถให้หลักประกันที่เพียงพอได้ว่า ผลิตภัณฑ์ที่ส่งออกไปยังสหภาพยุโรปปฏิบัติตามกฎระเบียบของยุโรปเกี่ยวกับการใช้สารต้านจุลชีพในการผลิตสัตว์เพื่อการบริโภค ข้อพิพาทนี้ไม่ได้เกิดจากการตรวจพบการปนเปื้อนในเนื้อสัตว์ปีกของบราซิล หรือเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยอาหารที่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่ส่งออกไปยังยุโรปแต่อย่างใด แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า ระบบควบคุมและการตรวจสอบย้อนกลับของบราซิล สามารถพิสูจน์ได้หรือไม่ว่าปฏิบัติตามข้อกำหนดของสหภาพยุโรปตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิต ภายใต้กฎระเบียบของยุโรป ห้ามใช้สารต้านจุลชีพเพื่อเร่งการเจริญเติบโตของสัตว์ ขณะเดียวกัน สารต้านจุลชีพบางชนิดที่สงวนไว้สำหรับรักษาการติดเชื้อในมนุษย์ ก็ไม่อนุญาตให้นำมาใช้กับสัตว์ที่เลี้ยงเพื่อการผลิตอาหารเช่นกัน ผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะสั้นต่อการส่งออกเนื้อไก่ของบราซิลถือว่ามีนัยสำคัญ แต่ยังอยู่ในระดับจำกัดเมื่อเทียบกับภาพรวมการค้าเนื้อไก่ทั้งหมดของประเทศ โดยในปี พ.ศ.๒๕๖๘ บราซิลส่งออกเนื้อไก่ไปยังสหภาพยุโรป จำนวน ๒๓๓,๑๓๗ ตัน ทำให้ สหภาพยุโรป เป็นตลาดส่งออกเนื้อสัตว์ปีกของบราซิลที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ ๘

บราซิลยังส่งออกเนื้อสัตว์ปีกไปยังกว่า ๑๕๐ ประเทศทั่วโลก ทำให้ผู้ประกอบการยังมีทางเลือกในการปรับเปลี่ยนปลายทางการส่งออกสินค้าบางส่วนที่เดิมมุ่งสู่ตลาดยุโรป อย่างไรก็ตาม ความกังวลที่สำคัญยิ่งกว่าคือผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของประเทศ บราซิลเป็นผู้ส่งออกเนื้อไก่รายใหญ่ที่สุดของโลก และการสูญเสียโอกาสเข้าถึงตลาดที่มีมาตรฐานกำกับดูแลเข้มงวดอย่างสหภาพยุโรป อาจก่อให้เกิดคำถามจากประเทศผู้นำเข้าอื่นๆ ได้ แม้ว่าการตัดสินใจของ สหภาพยุโรป ในครั้งนี้จะไม่ได้เกิดจากหลักฐานที่บ่งชี้ว่าเนื้อสัตว์ของบราซิลไม่ปลอดภัยก็ตาม นอกจากนี้ สหภาพยุโรปยังเป็นตลาดสำคัญเนื่องจากนำเข้าสินค้าบางประเภทที่มีมูลค่าสูงและมีลักษณะเฉพาะ ดังนั้น การทดแทนลูกค้าในยุโรปจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่เพียงแค่เปลี่ยนเส้นทางการส่งออกปริมาณสินค้าเดิมไปยังประเทศอื่นได้ทันที

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมสัตว์ปีกของบราซิลคาดการณ์ว่า การระงับการนำเข้าครั้งนี้จะกินระยะเวลาสั้นกว่ากรณีของเนื้อวัวอย่างมาก เนื่องจากวงจรการผลิตไก่ตั้งแต่ฟักจนถึงส่งเข้าโรงฆ่ามีระยะเวลาประมาณ ๔๕ วันหรือน้อยกว่า ทำให้ผู้ผลิตสามารถปรับระบบการผลิตให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่ด้านการตรวจสอบย้อนกลับและการใช้สารต้านจุลชีพได้ค่อนข้างรวดเร็ว ในทางตรงกันข้าม การผลิตโคเนื้อมีระยะเวลายาวนานกว่า โดยการพิสูจน์ว่าปฏิบัติตามข้อกำหนดตลอดช่วงชีวิตของสัตว์แต่ละตัวอาจต้องใช้เวลานานถึง ๒๔-๓๖ เดือน จึงทำให้การปรับตัวและการแสดงหลักฐานการปฏิบัติตามมาตรฐานเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและใช้เวลามากกว่า

ระบบสัตว์ปีกผ่านการตรวจประเมินของอียู

ในประเด็นนี้ มีพัฒนาการสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๔ กันยายน หลังจากคณะผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคของสหภาพยุโรป เสร็จสิ้นการตรวจประเมินห่วงโซ่การผลิตสัตว์ปีกและน้ำผึ้งของบราซิล

อังเดร เดอ เปาลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรของบราซิล เปิดเผยว่า ผู้ตรวจประเมินของสหภาพยุโรป พิจารณาแล้วว่าระบบควบคุมด้านสุขอนามัยและสุขภาพสัตว์ของประเทศอยู่ในระดับที่น่าพอใจ “การตรวจประเมินโดยหน่วยงานด้านสุขอนามัยของสหภาพยุโรปในประเทศของเราได้เสร็จสิ้นลงในช่วงเช้าวันนี้ ระบบควบคุมด้านสุขอนามัยของเราได้รับการประเมินว่าน่าพอใจ และได้รับการรับรองสำหรับผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกและน้ำผึ้ง” เขากล่าวในแถลงการณ์ที่เผยแพร่โดยกระทรวงเกษตรบราซิล อย่างไรก็ตาม ผลการประเมินดังกล่าว ยังไม่ได้ส่งผลให้ตลาดสหภาพยุโรปกลับมาเปิดรับสินค้าจากบราซิลอีกครั้งในทันที เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญของสหภาพยุโรป ยังต้องจัดทำรายงานฉบับสมบูรณ์ และนำผลการตรวจเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามกฎระเบียบของสหภาพยุโรปก่อนที่จะมีการตัดสินใจขั้นสุดท้าย คณะกรรมการด้านพืช สัตว์ อาหาร และอาหารสัตว์ของสหภาพยุโรป อาจพิจารณาทบทวนการปฏิบัติตามข้อกำหนดของบราซิลสำหรับผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกและน้ำผึ้งอีกครั้ง ในการประชุมวันที่ ๑๖-๑๗ พฤศจิกายน

รัฐบาลบราซิลคาดหวังว่า การส่งออกเนื้อสัตว์ปีกไปยังสหภาพยุโรปจะสามารถกลับมาดำเนินการได้อย่างรวดเร็วหลังจากกระบวนการพิจารณาดังกล่าวแล้วเสร็จ อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการยุโรป ยังคงแสดงท่าทีระมัดระวังต่อกรอบเวลาในการกลับมาเปิดตลาด ก่อนที่การตรวจประเมินจะสิ้นสุดลง เอวา เฮิร์นซีโรวา โฆษกด้านสาธารณสุขของคณะกรรมาธิการยุโรป เปิดเผยว่า กรุงบรัสเซลส์ได้รับหนังสือรับรองบางส่วนจากบราซิลแล้ว ครอบคลุมผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกและน้ำผึ้ง แต่ยังไม่ได้รับการรับรองในระดับเดียวกันสำหรับผลิตภัณฑ์เนื้อวัว “เราเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ในความมุ่งมั่นของบราซิลที่จะแก้ไขประเด็นดังกล่าว เพื่อให้เราสามารถกลับมานำเข้าสินค้าได้โดยเร็วที่สุด” เอวา เฮิร์นซีโรวา กล่าว พร้อมระบุว่าการตรวจประเมินครั้งนี้จะยังไม่ก่อให้เกิดการตัดสินใจในทันที เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญของยุโรปยังต้องใช้เวลาในการจัดทำข้อสรุปและรายงานผลการตรวจประเมิน ทั้งนี้ บราซิลได้ดำเนินมาตรการหลายประการเพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของสหภาพยุโรป ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดการใช้สารต้านจุลชีพบางชนิด การเพิ่มมาตรการควบคุมและกำกับดูแล ตลอดจนการพัฒนาระบบและแนวปฏิบัติด้านการตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อพิสูจน์ว่าสัตว์ที่เตรียมส่งออกไปยังสหภาพยุโรปได้รับการเลี้ยงและผลิตตามหลักเกณฑ์ที่ สหภาพยุโรปกำหนดไว้ครบถ้วนตลอดห่วงโซ่การผลิต

บราซิลพิจารณามาตรการตอบโต้อียู

               แม้จะมีประกาศผลเชิงบวกเกี่ยวกับการตรวจสอบประเมินมาตรฐานเนื้อสัตว์ปีก แต่ข้อพิพาทยังได้ลุกลามเข้าสู่เวทีทางการเมืองและการค้า โดยรัฐบาลบราซิลได้ยกความเป็นไปได้ที่จะใช้มาตรการตอบโต้ต่อสินค้าจากสหภาพยุโรป หากมาตรการจำกัดการนำเข้าสินค้าปศุสัตว์ของบราซิลยังคงมีผลบังคับใช้แนวโน้มการตอบโต้ดังกล่าวส่งผลให้คณะกรรมาธิการยุโรปต้องออกมาชี้แจงต่อสาธารณชน โดย โอโลฟ กิลล์ โฆษกด้านการค้าของคณะกรรมาธิการยุโรป ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าข้อกำหนดของสหภาพยุโรปมีลักษณะเลือกปฏิบัติ ต่อผู้ผลิตชาวบราซิล โดยระบุว่า กฎระเบียบด้านการดื้อยาต้านจุลชีพเป็นที่รับรู้กันมานานหลายปีแล้ว และประเทศผู้ส่งออกก็ได้รับเวลาอย่างเพียงพอในการปรับตัว "กฎระเบียบของเราว่าด้วยการดื้อยาต้านจุลชีพ มีผลบังคับใช้อย่างเท่าเทียมและปราศจากการเลือกปฏิบัติต่อผู้ผลิตในยุโรปทั้งหมด รวมถึงผู้ผลิตทุกรายที่ประสงค์จะวางจำหน่ายสินค้าในตลาดเดี่ยวของเรา" กิลล์ กล่าวระหว่างการแถลงข่าวประจำวันของคณะกรรมาธิการยุโรป ณ กรุงบรัสเซลส์

ตามที่เขากล่าว สหภาพยุโรปได้ออกกฎระเบียบใหม่ดังกล่าวในปี พ.ศ.๒๕๖๑ โดยกฎนี้บังคับใช้กับผู้ผลิตในยุโรปมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๖๕ และตั้งแต่วันที่ ๓ กันยายนของปีนี้ ได้ขยายไปใช้กับสินค้าที่นำเข้ามายังสหภาพยุโรปด้วย กิลล์กล่าวว่า หน่วยงานของยุโรปได้ติดต่อประสานงานกับประเทศคู่ค้าอย่างใกล้ชิดตลอดช่วงเปลี่ยนผ่าน และได้จัดการประชุมให้ข้อมูลมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๖๒ เพื่ออธิบายข้อกำหนดต่าง ๆ “แนวทางของเรามีความเหมาะสมและได้สัดส่วน อีกทั้งไม่มีการเลือกปฏิบัติ เราได้ให้เวลาที่เพียงพอและมอบข้อมูลทั้งหมดที่คู่ค้าของเราจำเป็นต้องใช้ในการปรับตัว” เขากล่าว คณะกรรมาธิการยุโรปยังระบุด้วยว่า ข้อจำกัดดังกล่าวไม่จำเป็นต้องเป็นมาตรการถาวร กิลล์กล่าวว่าสินค้าจากบราซิลสามารถกลับเข้าสู่ตลาดยุโรปได้อีกครั้ง เมื่อบราซิลสามารถแสดงให้เห็นว่าระบบการควบคุมของตนเป็นไปตามข้อกำหนดที่กำหนดไว้ “สิ่งที่เราจะทำในสถานการณ์นี้คือการทำงานร่วมกับหน่วยงานของบราซิลอย่างใกล้ชิดต่อไป เพื่อให้พวกเขาสามารถรับรองได้ว่าการปฏิบัติตามข้อกำหนดเหล่านี้เป็นไปอย่างครบถ้วนและเป็นปัจจุบัน” เขากล่าว “เมื่อพวกเขาสามารถพิสูจน์ได้ว่าปฏิบัติตามข้อกำหนดแล้ว การส่งออกสินค้าประเภทเหล่านี้จากบราซิลไปยังสหภาพยุโรปก็จะสามารถกลับมาดำเนินการได้อีกครั้ง” เขากล่าวเสริม

เอกสารอ้างอิง

Azevedo. D2026. EU ban on Brazilian poultry and meat begins despite positive audit. [Internet]. [Cited 2026 Sep 21]. Available from: https://www.foodagribusiness.world/poultry/eu-ban-on-brazilian-poultry-and-meat-begins-despite-positive-audit

ภาพที่ ๑ เนื้อไก่จากบราซิลได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดการนำเข้าของสหภาพยุโรปเนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับ มาตรการควบคุมการใช้ยาต้านจุลชีพ และระบบตรวจสอบย้อนกลับของผลิตภัณฑ์ (แหล่งภาพ Secom)



วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2569

ฮังการี-สเปนรายงานการระบาดโรคนิวคาสเซิลเพิ่ม

 การติดเชื้อในฝูงสัตว์ปีกที่รายงานล่าสุด พบในฮังการีจำนวน ๒๐,๔๑๒ ตัว ในสเปนจำนวน ๔,๔๐๐ ตัว

องค์การสุขภาพสัตว์โลก รายงานการพบโรคนิวคาสเซิลระบาดรายใหม่ในฮังการีและสเปน ขณะเดียวกันได้แจ้งว่าสถานการณ์การระบาดของโรคใน ๔ พื้นที่ของโปแลนด์ได้รับการควบคุมและยุติการระบาดแล้ว

ฮังการี

องค์การสุขภาพสัตว์โลก รายงานว่า การพบโรคนิวคาสเซิลล่าสุดในฮังการีได้รับการยืนยันในเมือง เคเรเคกีฮาซา โดยฝูงสัตว์ปีกที่ได้รับผลกระทบถูกระบุเพียงว่าเป็นไก่ อย่างไรก็ตาม องค์กรไม่ได้ชี้แจงว่าเป็นไก่เนื้อ ไก่ไข่ หรือไก่พ่อแม่พันธุ์ ฝูงสัตว์ปีกที่เกี่ยวข้องกับการระบาดครั้งนี้มีจำนวนทั้งสิ้น ๒๐,๔๑๒ ตัว

ก่อนหน้านี้ในเดือนนี้ องค์การสุขภาพสัตว์โลก ได้รายงานยืนยันการพบโรคนิวคาสเซิลใน ฝูงไก่เนื้อสองแห่งในฮังการี โดยทั้งสองฟาร์มตั้งอยู่ในเมือง เคชเคเมต  ฟาร์มแห่งแรกมีไก่เนื้อจำนวน ๑๒๔,๐๐๐ ตัว ขณะที่ฟาร์มอีกแห่งมีไก่เนื้อจำนวน ๙๕,๐๐๐ ตัว องค์การสุขภาพสัตว์โลก ระบุว่า ก่อนเกิดการระบาดในทั้งสองกรณีดังกล่าว ฮังการีเคยเป็นประเทศที่ปลอดจากโรคนิวคาสเซิลมาก่อน

สเปน

ในรายงานล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์โรคนิวคาสเซิลในสเปน องค์การสุขภาพสัตว์โลก รายงานว่า เมื่อวันที่ ๘ กันยายน ได้มีการยืนยันการพบโรคนิวคาสเซิลในฝูงสัตว์ปีกแห่งหนึ่งในเมือง กันตาเลโฆ ฝูงสัตว์ปีกดังกล่าวมีจำนวน ๔,๔๐๐ ตัว อย่างไรก็ตาม องค์การสุขภาพสัตว์โลก ไม่ได้ระบุว่าเป็นสัตว์ปีกประเภทใด สเปนได้ต่อสู้กับการระบาดของโรคนิวคาสเซิลอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ เดือนธันวาคม ปี ๒๐๒๕ โดยจนถึงปัจจุบันพบฝูงสัตว์ปีกได้รับผลกระทบจากโรคแล้ว มากกว่า ๓๐ ฝูง ก่อนปี พ.ศ. ๒๕๖๘ สเปนเป็นประเทศปลอดโรคนิวคาสเซิลมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๖๕  

โปแลนด์

โปแลนด์เป็นประเทศที่มีการยืนยันการพบโรคนิวคาสเซิลมากที่สุดในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ โดยองค์การสุขภาพสัตว์โลก ได้เริ่มเผยแพร่รายงานสถานการณ์โรคแยกตามภูมิภาค แทนการรายงานภาพรวมทั้งประเทศ ในสัปดาห์นี้ องค์การสุขภาพสัตว์โลก ได้ประกาศให้สถานการณ์โรคนิวคาสเซิลใน ๔ ภูมิภาคของโปแลนด์ ได้แก่ วีลโคโปลสเกีย, วาร์มินสโก-มาซูร์สเกีย, ซัคฮอดนีออปอมอร์สเกีย และ วูช  สิ้นสุดลงแล้ว หรืออยู่ในสถานะ ควบคุมการระบาดได้สำเร็จ

ในช่วงเดือนที่ผ่านมา โปแลนด์มีรายงานการพบโรคนิวคาสเซิลเพียง ๑ ราย โดยเกิดขึ้นในฝูงไก่ไข่จำนวน ๗๘,๖๗๓ ตัว ที่เมือง ปชิคซีนา ดอลนา นอกเหนือจากฮังการี สเปน และโปแลนด์แล้ว องค์การสุขภาพสัตว์โลก ยังมีรายงานสถานการณ์โรคนิวคาสเซิลที่ยังคงมีการเฝ้าติดตามอย่างต่อเนื่องในประเทศต่อไปนี้ ได้แก่ สิงคโปร์ เยอรมนี เปรู อิสราเอล มาเลเซีย และบูร์กินาฟาโซ

เอกสารอ้างอิง

Graber R. 2026. New cases of Newcastle disease reported in Hungary, Spain. [Internet]. [Cited 2026 Sep 17]. Available from: https://www.wattagnet.com/regions/europe/news/15835164/new-cases-of-newcastle-disease-reported-in-hungary-spain

ภาพที่ ๑ ฮังการี-สเปนรายงานการระบาดโรคนิวคาสเซิลเพิ่ม (แหล่งภาพ Roy Graber | DALL-E)



วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2569

ไก่บราซิลระบายเข้าตลาดยูเค หลังอียูสั่งแบน

 ภาคอุตสาหกรรมสัตว์ปีกของสหราชอาณาจักรกำลังกังวลมากขึ้นว่า เนื้อไก่จากบราซิลปริมาณมหาศาลอาจถูกส่งเบี่ยงเข้าสู่ตลาดอังกฤษ หลังจากสหภาพยุโรป (EU) ตัดสินใจห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่มาจากบราซิล

มาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๓ กันยายน ได้กระตุ้นให้กลุ่มองค์กรเกษตรกรเรียกร้องอย่างหนักขึ้นให้รัฐบาลสหราชอาณาจักรดำเนินการตามบรัสเซลส์แห่งสหภาพยุโรป ด้วยการประกาศห้ามนำเข้าสินค้าจากบราซิลเช่นเดียวกัน

ความกังวลเกี่ยวกับการใช้สารต้านจุลชีพ

ประเด็นสำคัญของข้อพิพาทนี้อยู่ที่ ความกังวลเกี่ยวกับการใช้สารต้านจุลชีพในการผลิตปศุสัตว์ของบราซิล สหภาพยุโรปประกาศเมื่อเดือนพฤษภาคมว่า บราซิลจะถูกถอดออกจากรายชื่อประเทศที่ได้รับอนุญาตให้ส่งออกผลิตภัณฑ์จากสัตว์ไปยังอียู เนื่องจากมีข้อกังวลว่าบราซิลไม่สามารถแสดงหลักฐานได้ว่าปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันการเกิด การดื้อยาต้านจุลชีพ สำหรับผู้ผลิตสัตว์ปีกใน
สหราชอาณาจักร ประเด็นถกเถียงนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องความปลอดภัยด้านอาหารเท่านั้น แต่ยังมีความกังวลเพิ่มมากขึ้นว่า เนื้อไก่ที่เดิมตั้งใจส่งไปจำหน่ายในตลาดยุโรป อาจถูกเปลี่ยนเส้นทางมาส่งขายใน
สหราชอาณาจักรแทน อาจทำให้ปริมาณการนำเข้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก และสร้างแรงกดดันอย่างรุนแรงต่อผู้ผลิตภายในประเทศ

สหภาพเกษตรกรแห่งชาติของสหราชอาณาจักรหรือเอ็นเอฟยู เป็นแกนนำในการเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินมาตรการดังกล่าว โดย ทอม แบรดชอว์ ประธานเอ็นเอฟยู เตือนว่า หากสหราชอาณาจักรไม่ใช้มาตรการห้ามนำเข้าเช่นเดียวกับสหภาพยุโรป อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และทำให้เกษตรกรอังกฤษต้องแข่งขันกับสินค้าที่ผลิตภายใต้มาตรฐานที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ภายในสหราชอาณาจักร แบรดชอว์กล่าวว่า “มีความเสี่ยงอย่างแท้จริงที่ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบอาหารของเราจะถูกบั่นทอน หากผู้บริโภคเชื่อว่าสหราชอาณาจักรกำลังนำเข้าเนื้อวัวหรือเนื้อสัตว์ปีกที่ทั้งสหภาพยุโรปและประเทศอื่นๆ เห็นว่าไม่ปลอดภัย” เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่า “เป็นที่ชัดเจนว่าสหภาพยุโรปไม่มีความเชื่อมั่นว่าสินค้าเหล่านี้มีความปลอดภัยและไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพของมนุษย์ นั่นคือเหตุผลที่รัฐบาลของพวกเขาสั่งห้ามนำเข้าเนื้อสัตว์จากบราซิล และรัฐบาลสหราชอาณาจักรก็ควรดำเนินการเช่นเดียวกัน”

ตามข้อมูลของเอ็นเอฟยู บราซิลส่งออกเนื้อไก่ไปยังสหภาพยุโรป จำนวน ๒๑๑,๐๐๐ ตัน ในปี ๒๐๒๕ ทำให้บราซิลเป็นผู้จัดหาเนื้อสัตว์ปีกรายใหญ่ที่สุดของกลุ่มประเทศสมาชิกอียู เมื่อการเข้าถึงตลาดอียูถูกปิดกั้นลงโดยพฤตินัย ผู้นำในอุตสาหกรรมจึงกังวลว่าเนื้อไก่ปริมาณมากที่เคยส่งออกไปยังยุโรปอาจจำเป็นต้องหาตลาดรองรับแห่งใหม่ และอาจส่งผลให้สินค้าจำนวนดังกล่าวถูกเปลี่ยนเส้นทางไปยังประเทศอื่น ๆ รวมถึงสหราชอาณาจักร

อุตสาหกรรมสัตว์ปีกสหราชอาณาจักรชูความสำเร็จในการลดการใช้ยาปฏิชีวนะ

อุตสาหกรรมสัตว์ปีกของสหราชอาณาจักรระบุว่า ผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวอาจมีนัยสำคัญอย่างมาก โดยเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกในสหราชอาณาจักรสามารถลดปริมาณการใช้ยาปฏิชีวนะในฟาร์มลงได้ถึง ร้อยละ ๖๐ นับตั้งแต่ปี ๒๐๑๔ ขณะที่การใช้ยาปฏิชีวนะที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาโรคในมนุษย์ ลดลงถึงร้อยละ ๘๓ นอกจากนี้ ยาปฏิชีวนะที่ใช้เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตของสัตว์ ยังถูกสั่งห้ามใช้ในสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรปมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๙  อุตสาหกรรมสัตว์ปีกอังกฤษจึงมองว่าผู้ผลิตภายในประเทศได้ลงทุนและพัฒนามาตรฐานการผลิตอย่างต่อเนื่องเพื่อลดการพึ่งพายาปฏิชีวนะ และกังวลว่าการนำเข้าสินค้าจากประเทศที่มีมาตรฐานหรือแนวปฏิบัติแตกต่างกัน อาจทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ผลิตในประเทศ

แรงกดดันต่อรัฐบาลสหราชอาณาจักรเพิ่มสูงขึ้น

ประเด็นดังกล่าวได้กลายเป็นวาระทางการเมืองสำคัญของสหราชอาณาจักรอย่างรวดเร็ว นับตั้งแต่สหภาพยุโรป ประกาศมาตรการดังกล่าวเมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๐๒๖ โดยตัวแทนของเอ็นเอฟยู ได้เข้าหารือกับเจ้าหน้าที่กระทรวงสิ่งแวดล้อม อาหาร และกิจการชนบทของสหราชอาณาจักรหรือดีฟรา รัฐมนตรี และสมาชิกรัฐสภาอย่างต่อเนื่อง ในเดือน กรกฎาคม ทอม แบรดชอว์ ได้เข้าพบ เดม แองเจลา อีเกิล จากดีฟราเพื่อชี้แจงถึงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่การเบี่ยงเส้นทางการส่งออกเนื้อสัตว์จากบราซิลอาจมีต่อตลาดภายในประเทศ ความพยายามในการผลักดันนโยบายดังกล่าวยิ่งเข้มข้นขึ้นตลอดช่วงฤดูร้อน โดยสหภาพเกษตรกรจากทั่วสหราชอาณาจักรได้ประสานความร่วมมือและกำหนดท่าทีร่วมกัน ภายในเดือน สิงหาคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกสภาขุนนางได้รับการชี้แจงข้อมูลล่วงหน้าก่อนที่รัฐสภาจะกลับมาเปิดประชุมหลังช่วงปิดสมัยประชุม เมื่อวันที่ ๒ กันยายน ประเด็นนี้ได้ถูกหยิบยกขึ้นหารือในช่วงตอบกระทู้ถามนายกรัฐมนตรี โดย อลาสแตร์ คาร์ไมเคิล ประธานคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม อาหาร และกิจการชนบทได้สอบถามว่าสหราชอาณาจักรจะดำเนินการตามตัวอย่างของอียู หรือไม่ นายกรัฐมนตรีตอบว่า “ทุกทางเลือกยังคงอยู่บนโต๊ะ” หมายความว่ารัฐบาลยังไม่ได้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย และยังคงพิจารณาทางเลือกต่าง ๆ รวมถึงความเป็นไปได้ในการห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์จากสัตว์ของบราซิลเช่นเดียวกับสหภาพยุโรป

ความไม่แน่นอนยังคงเป็นความท้าทายหลักสำหรับผู้ผลิตสัตว์ปีก

สำหรับผู้ผลิตสัตว์ปีก ความไม่แน่นอนยังคงเป็นความท้าทายที่ใหญ่ที่สุด แม้ขณะนี้จะยังไม่มีรายงานการทะลักเข้ามาของสินค้าในทันที แต่ความเป็นไปได้ที่ผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกจากบราซิลที่ถูกเบี่ยงเบนจากตลาดอื่นจะเข้ามาสู่สหราชอาณาจักร ยังคงเป็นประเด็นหลักที่ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง ตัวแทนภาคอุตสาหกรรมเตือนว่า การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นอาจบิดเบือนกลไกการค้า กดดันราคาสินค้า และบั่นทอนความเชื่อมั่นในการลงทุน โดย สหภาพเกษตรกรแห่งชาติ เรียกร้องให้คงมาตรการห้ามนำเข้าเชิงป้องกันไว้ จนกว่าบราซิลจะสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างมีความรับผิดชอบ และทางการสหราชอาณาจักรจะดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียดครบถ้วน ผู้สนับสนุนมาตรการดังกล่าวให้เหตุผลว่า ประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับการรักษาความเชื่อมั่นของสาธารณชน และการทำให้มั่นใจว่าสัตว์ปีกนำเข้ามีมาตรฐานตามความคาดหวังเดียวกับที่กำหนดให้เกษตรกรชาวอังกฤษต้องปฏิบัติ ในทางกลับกัน ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์การไม่ดำเนินการเตือนว่า สหราชอาณาจักรอาจกลายเป็นตลาดทางเลือกสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ถูกปฏิเสธจากประเทศหรือภูมิภาคอื่นๆ ได้ หากไม่มีมาตรการควบคุมที่เพียงพอ

เอกสารอ้างอิง

McDougal T. 2026. Fears grow of dumping of Brazilian poultry into the UK following EU ban. [Internet]. [Cited 2026 Sep 18]. Available from: https://www.foodagribusiness.world/poultry/fears-grow-of-dumping-of-brazilian-poultry-into-the-uk-following-eu-ban

ภาพที่ ๑ แนวโน้มที่การนำเข้าเนื้อไก่จากบราซิลจะเพิ่มขึ้น กำลังสร้างความกังวลให้แก่ผู้เลี้ยงไก่เนื้อในสหราชอาณาจักร (แหล่งภาพ Diederik van der Laan)



วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2569

ฝรั่งเศสเผชิญผลผลิตไข่ลดลงจากคลื่นความร้อน

 คลื่นความร้อนที่แผ่ปกคลุมฝรั่งเศส ซึ่งมักทำให้อุณหภูมิสูงถึง ๔๐ องศาเซลเซียสหรือมากกว่านั้น ส่งผลให้การผลิตไข่ลดลง โดยในเดือนสิงหาคมมีการผลิตไข่ประมาณ ๑.๔ พันล้านฟอง ลดลงร้อยละ ๒.๘ เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า

สำนักงานสถิติการเกษตร อาเกรสต์ ระบุว่า การลดลงดังกล่าวสอดคล้องกับอัตราการตายที่เพิ่มขึ้นของแม่ไก่ไข่อันเป็นผลจากคลื่นความร้อน ในช่วงเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม ไก่และสัตว์ปีกชนิดอื่น ๆ หลายแสนตัวตายเนื่องจากอุณหภูมิภายในโรงเรือนสูงเกินไป ส่งผลให้จำนวนสัตว์ปีกที่ถูกนำไปชำแหละในเดือนสิงหาคมลดลงร้อยละ ๑.๖ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

แนวโน้มการลดการใช้ไข่จากระบบกรงยังคงดำเนินต่อไป

แม้จะเผชิญปัญหาดังกล่าว แต่ปริมาณการผลิตไข่ยังคงสูงกว่าปีก่อนร้อยละ ๒.๙ โดยที่น่าสังเกตคือ จำนวนไข่ที่ผลิตจากแม่ไก่ใน ระบบกรงปรับปรุงสวัสดิภาพสัตว์ลดลงเกือบร้อยละ ๓.๘ เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า เหลือประมาณ ๓๐๐ ล้านฟอง ขณะเดียวกัน การผลิตไข่จากระบบการเลี้ยงทางเลือก เช่น ระบบปล่อยอิสระ หรือระบบเลี้ยงกลางแจ้งเพิ่มขึ้นร้อยละ ๕.๓ เป็นมากกว่า ๑.๑ พันล้านฟอง สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านจากการผลิตไข่ในระบบกรงไปสู่ระบบการเลี้ยงที่คำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์มากขึ้น

ตัวเลขจากอาแกรสต์ ยังแสดงให้เห็นอีกด้วยว่า การเปลี่ยนผ่านจากระบบเลี้ยงแม่ไก่ไข่ในกรงไปสู่ระบบการเลี้ยงทางเลือกในฝรั่งเศสประสบความสำเร็จ โดยปัจจุบันปริมาณการผลิตไข่จากแม่ไก่ที่เลี้ยงในกรงลดลงเกือบ ๒๕% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง ๕ ปีที่ผ่านมา ขณะที่การผลิตไข่จากระบบที่เรียกว่า ระบบการเลี้ยงทางเลือก สูงกว่า ๓๓% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย ๕ ปีดังกล่าว นอกจากนี้ อาแกรสต์ ยังรายงานว่า ต้นทุนการผลิตไข่ในช่วงฤดูร้อนของปีนี้ ลดลงเกือบ ๒๐% เมื่อเทียบกับระดับที่สูงผิดปกติในปีก่อนหน้า แต่ยังคงสูงกว่า ค่าเฉลี่ยในช่วง ๕ ปีที่ผ่านมาอยู่ประมาณ ๒๕%

เอกสารอ้างอิง

Peijs R. 2026. Heatwaves cause dip in French egg production. [Internet]. [Cited 2026 Sep 15]. Available from: https://www.foodagribusiness.world/poultry/heatwaves-cause-dip-in-french-egg-production

ภาพที่ ๑ การผลิตไข่ของฝรั่งเศสลดลงในเดือนสิงหาคม เนื่องจากคลื่นความร้อนส่งผลให้อัตราการตายของแม่ไก่ไข่เพิ่มสูงขึ้น ภาพประกอบสร้างขึ้นด้วยความช่วยเหลือของปัญญาประดิษฐ์ (แหล่งภาพ เรเวล)



วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2569

ฮังการีพบนิวคาสเซิลในไก่เนื้อ

 ฟาร์มไก่เนื้อที่เกี่ยวข้องกับการระบาดครั้งนี้รวมแล้วจำนวน ๒๑๙,๐๐๐ ตัว

มีการยืนยันการเกิดโรคนิวคาสเซิลในฝูงไก่เนื้อเชิงพาณิชย์ ๒ แห่ง ในเมืองเคชเคเมต ประเทศฮังการี โดยองค์การโรคระบาดสัตว์โลก ระบุว่า นี่เป็นการรายงานการพบโรคนิวคาสเซิลในฮังการีเป็นครั้งแรกของประเทศ

รายงานขององค์การโรคระบาดสัตว์โลก ลงวันที่ ๙ กันยายน ระบุว่า ฝูงไก่เนื้อแห่งหนึ่งมีจำนวนไก่ ๑๒๔,๐๐๐ ตัว ขณะที่อีกฝูงหนึ่งมีจำนวน ๙๕,๐๐๐ ตัว โดยทั้งสองรายได้รับการยืนยันผลจากการตรวจด้วยวิธีเรียลไทม์-พีซีอาร์ ซึ่งดำเนินการโดยกองวินิจฉัยโรคสัตว์ สังกัดสำนักงานความปลอดภัยห่วงโซ่อาหารแห่งชาติของฮังการี

แหล่งที่มาของการติดเชื้อยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้ ได้มีการดำเนินมาตรการควบคุมโรค ได้แก่ การทำลายสัตว์ปีกในฝูงที่ติดโรค การทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ การสอบสวนย้อนรอย การกำหนดเขตควบคุมโรค การเฝ้าระวังโรคภายในเขตจำกัดการระบาด ตลอดจนการกำจัดซากสัตว์ ผลพลอยได้ และของเสียภายใต้การกำกับของเจ้าหน้าที่ทางการ โดยองค์การโรคระบาดสัตว์โลก ระบุว่าจะขยายการเฝ้าระวังโรคไปยังพื้นที่นอกเขตจำกัดการระบาดในระยะต่อไป

นอกเหนือจากฮังการีแล้วองค์การโรคระบาดสัตว์โลก ยังมีรายงานการเฝ้าติดตามสถานการณ์โรคนิวคาสเซิลในหลายประเทศ ได้แก่ โปแลนด์ สเปน สิงคโปร์ เยอรมนี เปรู อิสราเอล มาเลเซีย และบูร์กินาฟาโซ ทั้งนี้ ไม่มีประเทศใดที่รายงานการระบาดดังกล่าวมีพรมแดนติดต่อกับประเทศฮังการีโดยตรง

เอกสารอ้างอิง

Graber R. 2026. Newcastle disease strikes two Hungarian broiler flocks. [Internet]. [Cited 2026 Sep 9]. Available from: https://www.wattagnet.com/broilers-turkeys/diseases-health/news/15834519/newcastle-disease-strikes-two-hungarian-broiler-flocks

ภาพที่ ๑ ฟาร์มไก่เนื้อที่เกี่ยวข้องกับการระบาดครั้งนี้รวมแล้วจำนวน ๒๑๙,๐๐๐ ตัว ในประเทศฮังการี (แหล่งภาพ MabelAmber | Pixabay)



ราโบแบงค์มอง อุตสาหกรรมสัตว์ปีกโลกเติบโตต่อเนื่อง

  การผลิตสัตว์ปีกทั่วโลกกำลังขยายตัวเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ราโบแบงค์ เตือนว่าผู้ผลิตอาจเสี่ยงต่อการทำให้สภาวะตลาดเสียสมดุล หากยังคงเพิ่มก...