วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569

เทคโนโลยีกล้องอัจฉริยะเผยผลกระทบความร้อนและอายุต่อไก่เนื้อ

 งานวิจัยใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์วิชั่น ขั้นสูงได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกชุดใหม่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของไก่เนื้อตลอดช่วงการเลี้ยงผลิต ช่วยให้ผู้ผลิตไก่เนื้อมีเครื่องมือใหม่ในการติดตามสวัสดิภาพ ตรวจพบปัญหาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และจัดการความเครียดจากความร้อนได้

นักวิจัยได้ติดตามไก่เนื้อรอส ๓๐๘ จำนวน ๑,๑๒๐ ตัว ตลอดสี่รอบการผลิต โดยใช้ระบบติดตามแบบหลายกล้อง สามารถติดตามการเคลื่อนไหวของไก่ตั้งแต่อายุ ๘ ถึง ๔๐ วัน เทคโนโลยีนี้สามารถวัดระดับความเคลื่อนไหว พฤติกรรมการกิน และพฤติกรรมการดื่มได้โดยอัตโนมัติ ทำให้ได้ภาพรวมที่ไม่เคยมีมาก่อนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของไก่เนื้อเมื่อไก่เติบโตขึ้น

ผลการศึกษายืนยันข้อสังเกตหลายอย่างที่เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่คุ้นเคยกันดี พร้อมทั้งแสดงให้เห็นว่าการเฝ้าติดตามแบบอัตโนมัติ สามารถเปลี่ยนวิธีการประเมินสวัสดิภาพสัตว์ในโรงเรือนเชิงพาณิชย์ได้อย่างไร หนึ่งในข้อสรุปที่ชัดเจนที่สุดคือ อายุมีผลอย่างมากต่อระดับกิจกรรมของไก่เนื้อ เมื่อไก่โตขึ้น การเคลื่อนไหวโดยรวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ กิจกรรมความเข้มสูง เช่น การวิ่ง เริ่มลดลงตั้งแต่อายุประมาณ ๑๕ วัน และลดลงเร็วกว่ากิจกรรมความเข้มต่ำอื่นๆ เมื่อถึงอายุประมาณ ๓๐ วัน ระดับกิจกรรมในทุกประเภทลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ตามที่นักวิจัยซึ่งนำทีมโดยศาสตราจารย์ แพทริเซีย โซสเตอร์ จากภาควิชาพยาธิชีววิทยา เภสัชวิทยา และสัตวแพทย์สัตว์ป่า คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกนต์ ระบุไว้ ผลการศึกษานี้สะท้อนความเป็นจริงทางชีววิทยาของไก่เนื้อสมัยใหม่ เมื่อไก่มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น การเคลื่อนไหวจะใช้พลังงานมากขึ้นตามไปด้วย และไก่จะหันไปใช้พลังงานกับการเจริญเติบโตมากกว่าการเคลื่อนที่ ผลลัพธ์ที่ได้สอดคล้องกับงานวิจัยก่อนหน้า พบว่าการลดลงของกิจกรรมในไก่ที่มีอายุมากขึ้นเกี่ยวข้องกับความท้าทายด้านการเคลื่อนไหวและสุขภาพกระดูกที่แย่ลง สำหรับผู้ผลิตไก่เนื้อ ข้อค้นพบนี้มีความสำคัญ เพราะระดับกิจกรรมอาจทำหน้าที่เป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าได้ หากพบว่ารูปแบบกิจกรรมเบี่ยงเบนไปจากที่ควรเป็นอย่างมีนัยสำคัญ อาจบ่งชี้ถึงปัญหาสวัสดิภาพที่กำลังก่อตัว เช่น ขาอ่อนแรง โรคขา หรือปัญหาด้านการจัดการ

ความเครียดจากความร้อนทำให้พฤติกรรมไก่เปลี่ยนไป 

งานวิจัยยังให้ข้อมูลเชิงลึกที่มีคุณค่าเกี่ยวกับการตอบสนองของไก่ต่อความเครียดจากความร้อนด้วย ในช่วงที่อุณหภูมิภายในโรงเรือนสูงถึงประมาณ ๒๙ ถึง ๓๐ องศาเซลเซียส ไก่ใช้เวลาอยู่บริเวณจุดดื่มน้ำมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และใช้เวลาอยู่บริเวณจุดให้อาหารลดลง ระดับกิจกรรมโดยรวมไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากความร้อน แทนที่จะลดความเคลื่อนไหวลงอย่างชัดเจน ไก่ดูเหมือนจะปรับการใช้เวลาใหม่ โดยให้ความสำคัญกับการดื่มน้ำมากขึ้น และลดกิจกรรมการกินลง

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนี้ชี้ให้เห็นโอกาสเชิงปฏิบัติที่สำคัญสำหรับผู้เลี้ยงไก่ การติดตามการใช้จุดดื่มน้ำและจุดให้อาหารอาจเป็นตัวชี้วัดความเครียดจากความร้อนได้ไวกว่าเพียงการดูระดับกิจกรรมเพียงอย่างเดียว การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของพฤติกรรมการดื่มน้ำร่วมกับการไปที่จุดให้อาหารลดลง อาจทำหน้าที่เป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าว่าไก่กำลังเริ่มรับมือกับอุณหภูมิที่สูงขึ้นได้ยาก

งานวิจัยยังแสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมของไก่มีจังหวะรายวันที่ชัดเจน ระดับกิจกรรมมักสูงที่สุดในช่วงเช้าและช่วงกลางวัน ก่อนจะลดลงในช่วงหลังของวัน ในช่วงที่เกิดความเครียดจากความร้อน กิจกรรมการกินจะลดลงในขณะที่อุณหภูมิยังคงสูง แต่จะเพิ่มขึ้นอีกครั้งในช่วงเย็นเมื่อสภาพแวดล้อมกลับมาเป็นปกติ การค้นพบนี้สอดคล้องกับประสบการณ์ของผู้เลี้ยงไก่ที่มักสังเกตเห็นว่าไก่จะชดเชยการกินอาหารที่ลดลงในช่วงกลางวันด้วยการกินมากขึ้นในช่วงเย็น ผลลัพธ์ดังกล่าวตอกย้ำความสำคัญของการควบคุมสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม และการจัดให้ไก่มีโอกาสฟื้นตัวหลังจากเผชิญความเครียดจากความร้อน

เอไอช่วยติดตามสวัสดิภาพไก่ได้อย่างต่อเนื่อง 

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุดของงานวิจัยนี้คือเทคโนโลยีที่ใช้ ระบบดังกล่าวประกอบด้วยกล้อง ๔ ตัวร่วมกับอัลกอริทึมปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถติดตามไก่ได้โดยอัตโนมัติ นักวิจัยสามารถทำการติดตามได้อย่างแม่นยำสูง แม้ขนาดตัวของไก่จะเปลี่ยนแปลงอย่างมากตลอดช่วงการเลี้ยง ๖ สัปดาห์ แตกต่างจากการประเมินสวัสดิภาพแบบดั้งเดิมที่ต้องอาศัยการสังเกตด้วยมือเป็นครั้งคราว ระบบอัตโนมัติสามารถเฝ้าติดตามได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่รบกวนฝูงไก่ เปิดโอกาสให้ตรวจพบการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ผิดปกติได้ล่วงหน้า ก่อนที่ความผิดปกตินั้นจะปรากฏให้เห็นผ่านผลผลิตหรืออัตราการตาย

นักวิจัยเสนอว่า ในอนาคต ระบบการเลี้ยงสัตว์แบบแม่นยำ อาจช่วยแจ้งเตือนผู้เลี้ยงถึงความท้าทายด้านสวัสดิภาพที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเครียดจากความร้อน ความผิดปกติของอุปกรณ์ การระบาดของโรค หรือปัญหาด้านการเคลื่อนไหวของไก่ การเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างฉับพลันของระดับกิจกรรม รูปแบบการกินที่ผิดปกติ หรือการใช้จุดดื่มน้ำที่เปลี่ยนไป ล้วนสามารถเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าได้ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดอยู่บ้าง งานวิจัยนี้ทำภายใต้สภาพการทดลองที่มีความหนาแน่นการเลี้ยงค่อนข้างต่ำ จึงจำเป็นต้องมีการทดสอบเพิ่มเติมภายใต้สภาพการผลิตเชิงพาณิชย์ ระบบที่ใช้ยังติดตามเพียง ๓ พฤติกรรมหลัก และไม่ได้ประเมินตัวชี้วัดสวัสดิภาพอื่น ๆ เช่น การคลุกฝุ่น การหอบ หรือการกระพือปีก ถึงแม้จะมีข้อจำกัดดังกล่าว งานวิจัยนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการติดตามไก่เนื้อแบบอัตโนมัติ ในขณะที่ผู้ผลิตไก่ต้องเผชิญแรงกดดันมากขึ้นในการแสดงให้เห็นถึงมาตรฐานสวัสดิภาพที่ดีควบคู่กับประสิทธิภาพการผลิต เทคโนโลยีที่สามารถติดตามพฤติกรรมไก่ได้อย่างต่อเนื่องจึงมีแนวโน้มจะมีคุณค่ามากขึ้นเรื่อยๆ

เอกสารอ้างอิง

McDougal T.  2026. Smart cameras reveal how broilers respond to heat stress and ageing. [Internet]. [Cited 2026 Aug 9. Available from: https://www.foodagribusiness.world/poultry/new-insights-into-broiler-welfare-and-heat-stress-revealed-by-smart-cameras

ภาพที่ ๑ ระบบติดตามพฤติกรรมไก่เนื้อแบบหลายกล้องที่ขับเคลื่อนด้วยเอไอสามารถติดตามพฤติกรรมไก่ตั้งแต่อายุ ๘ ถึง ๔๐ วัน เผยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เชื่อมโยงกับการเจริญเติบโต สวัสดิภาพ และความเครียดจากความร้อน (แหล่งภาพ Boerderij)



วันพุธที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569

บทเรียนการเรียกคืนอาหารล่าสุดต่ออุตสาหกรรมไก่

 การระบาดของโรคอาหารเป็นพิษในช่วงฤดูร้อนปีนี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นแผนป้องกันที่เข้มงวดและรัดกุมมากขึ้น

ไข่ไก่สด สลัดไก่ และแรปไก่ ล้วนถูกเรียกคืนด้านความปลอดภัยอาหารในปีนี้ และแทบทุกกรณี สาเหตุไม่ได้มาจากตัวผลิตภัณฑ์ไก่เอง แต่เป็นเชื้อ ซัลโมเนลลา และ ไซโคลสปอรา ที่ปนเปื้อนมากับวัตถุดิบจากภายนอกโรงงาน

มีการตรวจพบเชื้อ ซัลโมเนลลา สองครั้งในระดับใหญ่ ครั้งแรกในไข่ไก่สดที่เชื่อมโยงกับการระบาดมีผู้ป่วย ๙๘ ราย และล่าสุดพบในวัตถุดิบที่ถูกเรียกคืน ทำให้สลัดไก่ที่มีส่วนผสมของพริกฮาลาปีโญและผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกอื่น ๆ ถูกดึงเข้าสู่การสอบสวนกรณีเชื้อ  ซัลโมเนลลา จาเวียนา

ในขณะเดียวกันเชื้อ ไซโคลสปอรา เป็นโปรโตซัวก่อโรคในระบบทางเดินอาหาร อยู่ในกลุ่มคอกซิเดีย ก็ปนเปื้อนมาจากผักกาดหอมเข้าสู่ผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกผ่านเส้นทางเดียวกัน เมื่อวันที่ ๓๐ กรกฎาคม หน่วยงาน หน่วยงานบริการความปลอดภัยอาหารและการตรวจสอบของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ ได้ออกประกาศเตือนด้านสาธารณสุขสำหรับสลัดและแรปเนื้อสัตว์ปีกมากกว่า ๒๔ ครั้งที่ผลิตโดยใช้ผักกาดหอมโรมานซึ่งปนเปื้อน ไซโคลสปอรา

นี่เป็นส่วนหนึ่งของการระบาดในวงกว้างที่ทำให้มีผู้ป่วยเกือบสองพันคน โดยมีความเชื่อมโยงกับผักกาดหอมจากบริษัทเทย์เลอร์ฟาร์ม บริษัทนี้ยังเกี่ยวข้องกับการระบาดจากพริกฮาลาปีโญที่กล่าวถึงข้างต้นด้วย  ตอนนี้ไม่มีใครอยากอยู่ในทีมประชาสัมพันธ์และทีมความปลอดภัยอาหารของบริษัทที่เกี่ยวข้องเหล่านี้เลย ในทุกกรณี ผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกไม่ได้เป็นต้นตอของการปนเปื้อน แต่เป็นเพียงพาหะนำส่งการปนเปื้อนที่เกิดขึ้นจากขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการก่อนถึงโรงงาน

ไม่ใช่ทุกเหตุการณ์ในฤดูร้อนปีนี้ที่มีต้นตอมาจากเชื้อก่อโรค ในเดือนมิถุนายน เอฟซิส ได้แจ้งเตือนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เนื้ออกไก่แบบไม่มีกระดูกรสฮันนีดีฌง หลังพบว่า มีไข่ที่ไม่ได้ประกาศบนฉลาก การเกิดเหตุนี้น่าจะเป็นความผิดพลาดในหมวดการดำเนินงานเดียวกับกรณีไข่และพริกฮาลาปีโญก่อนหน้า คือเกิดจาก ความบกพร่องในขั้นตอนการตรวจสอบซัพพลายเออร์หรือการควบคุมฉลาก มากกว่าจะเป็นสาเหตุระบบเดียวที่ชัดเจน

 

บทเรียนต่อผู้ประกอบการแปรรูปอาหาร

เมื่อมองภาพรวม เหตุการณ์การเรียกคืนสินค้าในช่วงฤดูร้อนนี้ไม่ได้ชี้ไปที่ผู้กระทำผิดเพียงรายเดียว แต่สะท้อนถึงจุดควบคุมสามส่วนที่แตกต่างกัน ได้แก่ การจัดการเชื้อก่อโรคในระดับฟาร์ม การตรวจสอบย้อนกลับวัตถุดิบจากซัพพลายเออร์ที่ไม่ใช่เนื้อสัตว์ และการตรวจสอบความถูกต้องของฉลากและบรรจุภัณฑ์ แต่ละส่วนเกิดความล้มเหลวขึ้นอย่างอิสระในเหตุการณ์สำคัญที่เป็นข่าวในฤดูร้อนนี้

สำหรับผู้ประกอบการแปรรูปเนื้อสัตว์ เหตุเตือนกรณีพริกฮาลาปีโญเป็นเครื่องย้ำเตือนว่า แม้ผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้ายจะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของเอฟซิส แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยจากประวัติการเรียกคืนของวัตถุดิบที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่อาหารพร้อมรับประทานจำนวนมากเริ่มใช้วัตถุดิบจากผักและผลิตภัณฑ์นม ที่มาจากซัพพลายเชนภายนอกอุตสาหกรรมเนื้อและสัตว์ปีกแบบดั้งเดิม

เอฟซิส ระบุว่ารายการผลิตภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับพริกฮาลาปีโญอาจเพิ่มขึ้นอีกเมื่อการตรวจสอบย้อนกลับวัตถุดิบยังคงดำเนินต่อไป และโครงการทดสอบเชื้อ ซัลโมเนลลา แบบนำร่องของหน่วยงานก็อาจถูกตั้งคำถามว่ามีศักยภาพเพียงพอที่จะตรวจจับการปนเปื้อนที่เกี่ยวข้องกับไข่หรือพริกฮาลาปีโญได้เร็วกว่านี้หรือไม่ โดยภาพรวม เหตุการณ์เหล่านี้ตอกย้ำความสำคัญของการมีระบบความปลอดภัยอาหารที่เข้มแข็งในองค์กร เพราะการป้องกันไม่ให้เกิดโรคจากอาหารย่อมดีกว่าการต้องแก้สถานการณ์ย้อนหลังเมื่อเหตุการณ์ได้เกิดขึ้นไปแล้ว

 

เอกสารอ้างอิง

Doughman E. 2026. What the 2026 food safety recalls teach the poultry industry. [Internet]. [Cited 2026 Jul 24. Available from: https://www.wattagnet.com/blogs/poultry-tech-trends/blog/15832098/what-the-2026-food-safety-recalls-teach-the-poultry-industry

ภาพที่ ๑ บทเรียนการเรียกคืนอาหารล่าสุดต่ออุตสาหกรรมไก่     (แหล่งภาพ Waldemarus I iStockimage.com)



วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569

โปแลนด์เข้าสู่วิกฤตไข่ครั้งใหม่ หลังหวัดนกระบาดหนัก

 ผู้ผลิตไข่ในยุโรปตะวันออกกำลัง ส่งสัญญาณเตือนถึงความสูญเสียที่เพิ่มขึ้นจากการระบาดระลอกใหม่ของเชื้อไข้หวัดนกชนิดความรุนแรงสูงและโรคนิวคาสเซิล ด้วยจำนวนแม่ไก่ไข่หลายล้านตัวที่ถูกทำลายในโปแลนด์ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา สมาคมอุตสาหกรรมจึงเตือนผู้ค้าปลีกและผู้บริโภคให้เตรียมรับมือกับปริมาณไข่ที่ลดลงและราคาที่สูงขึ้น

พาเวล พอดสตาฟกา ประธานสหพันธ์เลี้ยงสัตว์ปีกและผู้ผลิตไข่แห่งชาติของโปแลนด์ เตือนว่าโรคติดเชื้อเหล่านี้กำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมไข่ของประเทศ

ยอดความสูญเสียที่เพิ่มขึ้น 

การฟื้นฟูฝูงแม่ไก่ไข่ต้องใช้เวลาราว ๖ ถึง ๙ เดือน หมายความว่าบางฟาร์มยังไม่สามารถฟื้นตัวจากการระบาดเมื่อปีที่แล้ว ที่ทำให้ต้องทำลายสัตว์ปีกไปประมาณ ๒๐ ล้านตัว “ปีนี้ การระบาดของโรคไข้หวัดนกส่งผลกระทบต่อแม่ไก่ไข่จำนวน ๔.๘๘ ล้านตัว เทียบกับจำนวนแม่ไก่ไข่ทั่วประเทศที่มีอยู่ราว  ๓๘ ถึง ๔๒ ล้านตัว การทำลายแม่ไก่ไข่ในครั้งนี้เท่ากับการสูญเสียศักยภาพการผลิตประมาณร้อยละ ๑๒ หนึ่งแม่ไก่ไข่ผลิตไข่เฉลี่ย ๓๐๐ ถึง ๓๕๐ ฟองต่อปี ดังนั้นเรากำลังพูดถึงการสูญเสียไข่ประมาณ ๑๒๐ ถึง ๑๓๕ ล้านฟองต่อเดือน” พอดสตาฟกา กล่าว พร้อมเสริมว่าขนาดของความสูญเสียครั้งนี้มหาศาลมาก

แนวโน้มที่เลวร้ายขึ้น 

ตัวแทนอุตสาหกรรมคาดว่าจำนวนแม่ไก่ไข่ที่สูญเสียทั้งหมดจะเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย ๕.๕ ถึง ๖ ล้านตัวภายในสิ้นปีนี้ อุปทานไข่ที่จำกัดมีแนวโน้มว่าจะทำให้ราคายังคงสูงกว่าค่าเฉลี่ยหลายปีที่ผ่านมา และจะยิ่งเพิ่มการแข่งขันในการแย่งชิงวัตถุดิบระหว่างผู้ค้าปลีกและผู้ผลิตอาหาร หากจำนวนแม่ไก่ไข่ที่สูญเสียมีมากเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ ตลาดอาจเผชิญกับภาวะขาดแคลนไข่เกรดอุตสาหกรรม ผลที่ตามมา คือ ผงไข่และผลิตภัณฑ์ไข่แปรรูปอื่นๆ มีแนวโน้มว่าจะมีราคาสูงขึ้น ขณะเดียวกัน การนำเข้าไข่และผลิตภัณฑ์ไข่อาจเพิ่มขึ้น ตามคำกล่าวของพอดสตาฟกา

ผลกระทบที่แตกต่างกัน 

ตามที่พอดสตาฟกาอธิบาย ลักษณะการผลิตสัตว์ปีกทำให้โรคต่างชนิดส่งผลต่อแต่ละส่วนของอุตสาหกรรมไม่เหมือนกัน โรคไข้หวัดนกส่งผลกระทบต่อฟาร์มแม่ไก่ไข่ขนาดใหญ่ เป็นหลัก ขณะที่โรคนิวคาสเซิลมีผลกระทบมากกว่าในอุตสาหกรรมไก่เนื้อ อย่างไรก็ตาม ภาคเนื้อไก่ก็อาจเผชิญความท้าทายเช่นกัน เนื่องจากการระบาดของโรคติดเชื้อเกิดบ่อยขึ้นในฟาร์มสัตว์ปีกของโปแลนด์ พอดสตาฟกาไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะเกิดผลกระทบ เช่น ราคาเนื้อไก่ที่สูงขึ้น และ ข้อจำกัดเพิ่มเติมจากตลาดส่งออกสำคัญ

เอกสารอ้างอิง

Vorotnikov V. 2026. Poland may be heading into a new egg crisis as bird flu decimates farms. [Internet]. [Cited 2026 Jul 24. Available from: https://www.foodagribusiness.world/poultry/poland-may-be-heading-into-a-new-egg-crisis-as-bird-flu-decimates-farms

ภาพที่ ๑ การฟื้นฟูฝูงแม่ไก่ไข่ต้องใช้เวลาราว ๖ ถึง ๙ เดือน หมายความว่าบางฟาร์มยังไม่สามารถฟื้นตัวจากการระบาดเมื่อปีที่แล้ว ที่ทำให้ต้องทำลายสัตว์ปีกไปประมาณ ๒๐ ล้านตัว(แหล่งภาพ Koos Groenewold)



วันพุธที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569

เปรู-สเปนพบการติดเชื้อโรคนิวคาสเซิลในสัตว์ปีก

 องค์การสุขภาพสัตว์โลก รายงานการระบาดครั้งใหม่ในทั้งสองประเทศ โดยเปรูพบจำนวนฝูงสัตว์ปีกที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดเท่าที่เคยมี

โรคนิวคาสเซิลในเปรู 

ฝูงไก่เนื้อเชิงพาณิชย์ในประเทศเปรูพบการติดเชื้อนิวคาสเซิล เป็นการยุติช่วงเวลาประมาณหกเดือนที่ไม่มีการตรวจพบไวรัสในประเทศ ตามรายงานฉบับใหม่ขององค์การเพื่อสุขภาพสัตว์โลก ระบุว่า รายล่าสุดได้รับการยืนยันในเดือนกรกฎาคมที่แคว้นอาเรกีปา ผู้ประกอบการฟาร์มรายงานว่าไก่ในฝูงมีอาการระบบทางเดินหายใจ เจ้าหน้าที่ด้านสุขภาพสัตว์ได้ลงพื้นที่เก็บตัวอย่าง และผลตรวจด้วยวิธีเรียลไทม์พีซีอาร์พบผลบวกต่อเชื้อนิวคาสเซิล

มีสัตว์ปีกที่ไวต่อการติดเชื้อจำนวน ๔๖๔,๕๘๘ ตัว อยู่ในฝูงดังกล่าว โดยในจำนวนนี้ ๓๕,๙๗๕ ตัว ได้ตายลง องค์การเพื่อสุขภาพสัตว์โลกรายงานว่า ไก่เนื้อจำนวน ๔๒๘,๖๑๓ ตัวที่เหลือ ถูก “ฆ่าเพื่อใช้ในเชิงพาณิชย์” มาตรการด้านสุขอนามัยที่นำมาใช้ ตามรายงานขององค์การสุขภาพสัตว์โลก ได้แก่ การกักกันโรค การเฝ้าระวัง การจำกัดการเคลื่อนย้าย การทำความสะอาดฆ่าเชื้อ และการเตรียมการสำหรับการทำลายฝูง ถือเป็นรายที่แห่งที่สามในประเทศเปรูที่ได้รับผลกระทบจากโรคนิวคาสเซิลตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี ๒๐๒๕ เป็นต้นมา กรณีล่าสุดนี้ทำให้จำนวนสัตว์ปีกที่ได้รับผลกระทบจากโรคในประเทศเพิ่มเป็น ๗๑๘,๕๙๓ ตัว

โรคนิวคาสเซิลในสเปน 

กรณีล่าสุดของการติดเชื้อโรคนิวคาสเซิลในประเทศสเปนที่องค์การสุขภาพสัตว์โลกรายงาน คือฝูงสัตว์ปีกจำนวน ๓๕,๐๐๐ ตัว ระบุเพียงว่าเป็น “สัตว์ปีกเลี้ยงในบ้าน” ตั้งอยู่ในพื้นที่ซานตา มาเรีย ลา เรอัล เด เนบา ในเหตุการณ์นี้ มีสัตว์ปีก ๒,๓๑๗ ตัว ตาย ส่วนสัตว์ปีกที่เหลือในฝูงถูกทำลายทั้งหมด กรณีนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากมีฝูงสัตว์ปีกอีกฝูงหนึ่งในพื้นที่เดียวกันได้รับผลกระทบ โดยฝูงนั้นมีจำนวน ๕,๔๐๐ ตัว สเปนยังคงดำเนินการควบคุมโรคนิวคาสเซิลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี พ.ศ. ๒๐๒๕ โดยจนถึงขณะนี้มีฝูงสัตว์ปีกได้รับผลกระทบแล้วมากกว่า ๓๐ ฝูง ก่อนปี พ.ศ. ๒๐๒๕ ประเทศสเปนปลอดจากโรคนี้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๐๒๒

เอกสารอ้างอิง

Graber R. 2026. Newcastle disease detected in poultry flocks in Peru, Spain. [Internet]. [Cited 2026 Aug 4]. Available from: https://www.wattagnet.com/broilers-turkeys/diseases-health/news/15831615/newcastle-disease-detected-in-poultry-flocks-in-peru-spain

ภาพที่ ๑ เปรู-สเปนพบการติดเชื้อโรคนิวคาสเซิลในสัตว์ปีก (แหล่งภาพ Roy Graber | DALL-E)



วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569

หนึ่งศตวรรษแห่งการต่อสู้กับโรคนิวคาสเซิล

 โรคนิวคาสเซิลเป็นปัญหากวนใจวงการสัตว์ปีกมายาวนานกว่าร้อยปี หนึ่งร้อยปีก่อน บนเกาะชวาในประเทศอินโดนีเซีย สัตวแพทย์ได้บันทึกโรคทำลายล้างในสัตว์ปีก ต่อมาจะเป็นที่รู้จักทั่วโลกในชื่อโรคนิวคาสเซิล ตลอดหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ไวรัสนี้ยังคงเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญที่สุดของสุขภาพสัตว์ปีกทั่วโลก แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นแรงผลักดันสำคัญที่นำไปสู่ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ความร่วมมือระหว่างประเทศ และนวัตกรรมด้านการควบคุมโรค

เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวาระสำคัญนี้ การสัมมนานานาชาติที่จัดโดยบริษัทซีวา ได้รวบรวมนักวิทยาศาสตร์ หน่วยงานกำกับดูแล และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมจากหลายทวีปมาร่วมกัน งานนี้จัดขึ้นที่เมืองโบกอร์ จังหวัดชวาตะวันตก ซึ่งเป็นสถานที่ที่โรคนิวคาสเซิลถูกค้นพบเป็นครั้งแรก การประชุมครั้งนี้จึงเป็นทั้งการรำลึกถึงเหตุการณ์ในอดีตและเป็นการเรียกร้องให้ลงมือปฏิบัติ เพื่อทบทวนบทเรียนที่ได้รับและเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต การสัมมนา “Guards of the Century” เน้นให้เห็นว่าโรคนิวคาสเซิลมีบทบาทสำคัญเพียงใดในการผลักดันพัฒนาการของวิทยาศาสตร์สัตวแพทย์สมัยใหม่

แหล่งกำเนิดของโรคนิวคาสเซิล

อินโดนีเซียคือแหล่งกำเนิดของโรคที่กลายเป็นปัญหาระดับโลก ประเทศนี้มีบทบาทพิเศษในเรื่องราวของโรคนิวคาสเซิล ไม่เพียงเพราะเป็นสถานที่ที่มีการบรรยายลักษณะโรคทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๔๖๙ แต่ยังเป็นประเทศที่ยังต้องเผชิญกับโรคนี้จนถึงปัจจุบัน “อินโดนีเซียไม่ได้เพียงรับมือกับโรคนิวคาสเซิลในวันนี้เท่านั้น” ดร. เฮนดรา วิบาวา ผู้อำนวยการกองสุขภาพสัตว์ กระทรวงเกษตรอินโดนีเซีย กล่าว “แต่ยังเป็นสถานที่ที่โลกได้เรียนรู้การจำแนกโรคนี้ทางวิทยาศาสตร์เป็นครั้งแรกด้วย” การระบาดในยุคอาณานิคมช่วงแรก ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและวิถีชีวิตของผู้คน จนกระตุ้นให้มีการจัดตั้งสถาบันวิจัยในเมืองโบกอร์ ต่อมากลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางวิทยาศาสตร์สุขภาพสัตว์แห่งแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ห้องปฏิบัติการเหล่านี้ช่วยเปลี่ยนแนวคิดจากการรักษาด้วยสารเคมีไปสู่การป้องกันด้วยภูมิคุ้มกัน เป็นความก้าวหน้าทางแนวคิดที่ยังคงเป็นพื้นฐานของยุทธศาสตร์ควบคุมโรคในปัจจุบัน

งานวิจัยในช่วง พุทธทศวรรษ ๒๔๗๗ ถึง ๒๔๘๐ แสดงให้เห็นบทเรียนสำคัญอีกประการหนึ่ง ไวรัสโรคนิวคาสเซิลมีความทนทานอย่างน่าทึ่ง สามารถอยู่รอดในสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายและแพร่กระจายทางอ้อมได้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ต้องทบทวนแนวคิดด้านชีวความปลอดภัยใหม่ทั้งหมด นานก่อนที่คำว่าความปลอดภัยทางชีวภาพจะถูกใช้กันอย่างแพร่หลาย

แม้เวลาจะผ่านไปหนึ่งศตวรรษ โรคนิวคาสเซิลยังคงเป็นโรคประจำถิ่นในอินโดนีเซีย ข้อมูลการเฝ้าระวังแสดงให้เห็นว่าจำนวนสัตว์ป่วยลดลงโดยรวมในช่วงห้าปีที่ผ่านมา แต่การระบาดยังคงเกิดขึ้นอย่างน้อยใน ๑๕ จังหวัด ปัจจัยเสี่ยงได้แก่การทำฟาร์มรายย่อย การมีมาตรการชีวความปลอดภัยที่อ่อนแอ ความยากจน และการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกอย่างเข้มข้น “หนึ่งในความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของเราคือการรายงานโรคที่ต่ำกว่าความเป็นจริง” วิบาวา กล่าว “โรคนิวคาสเซิลมักถูกมองว่าเป็นโรคไม่รุนแรง และอาการทางคลินิกคล้ายกับการติดเชื้ออื่น ๆ ทำให้การตอบสนองล่าช้า” อินโดนีเซียจึงได้กำหนดให้โรคนิวคาสเซิลเป็นโรคสัตว์ที่ต้องรายงาน เพื่อเสริมสร้างภาระหน้าที่ในการรายงานและการประสานงานระดับชาติ การให้วัคซีนยังคงเป็นแกนหลักของการควบคุมโรค โดยได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายห้องปฏิบัติการทั่วประเทศ และระบบข้อมูลสุขภาพสัตว์แบบดิจิทัลที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือเตือนภัยล่วงหน้า

อินโดนีเซียยังได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตวัคซีนระดับภูมิภาคอีกด้วย “ตอนนี้เรามีกำลังการผลิตมากกว่า ๑ พันล้านโดสต่อปี” วิบาวา กล่าว “รวมถึงวัคซีนที่พัฒนาจากเชื้อไวรัสท้องถิ่นด้วย” ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ถูกส่งออกมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้อินโดนีเซียมีบทบาทสำคัญเพิ่มขึ้นในด้านสุขภาพสัตว์ระดับโลก

พลิกความลึกลับให้เป็นวิทยาศาสตร์

               หากอินโดนีเซียคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวโรคนิวคาสเซิล สหราชอาณาจักร ก็เป็นสถานที่ที่ทำให้ความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับโรคนี้เริ่มตื่นตัวขึ้น ศาสตราจารย์เอียน บราวน์ หัวหน้ากลุ่มวิทยาไวรัสสัตว์ปีกแห่งสถาบันเพอร์ไบรต์ ได้ย้อนทบทวนงานวิจัยหลายทศวรรษที่ห้องปฏิบัติการเวย์บริดจ์ อันเก่าแก่ และอธิบายว่าความสับสนในช่วงแรกค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยความกระจ่างชัดอย่างไร “ในช่วงทศวรรษ พ.ศ. ๒๔๖๓ การระบาดใกล้ท่าเรือนิวคาสเซิลตีความได้ยากมาก” เขาเล่า “เครื่องมือวินิจฉัยมีจำกัด และโรคมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นการติดเชื้ออื่นในสัตว์ปีก” การทดลองที่เวย์บริดจ์ ในเวลาต่อมาช่วยเปิดทางสู่ความก้าวหน้าครั้งสำคัญ โดยแสดงให้เห็นว่าสาเหตุของโรคเป็นไวรัสที่สามารถผ่านตัวกรองได้ ไม่ใช่แบคทีเรีย เป็นความเข้าใจที่พลิกโฉมวิชาไวรัสวิทยาสัตวแพทย์อย่างแท้จริง ความก้าวหน้าที่ตามมา เช่น การเพาะเลี้ยงไวรัสในไข่มีตัวอ่อน และการใช้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน ได้ปูทางไปสู่การพัฒนาวัคซีนเชื้อเป็นที่มีประสิทธิภาพ

“ภายในพุทธทศวรรษ ๒๕๑๓ การให้วัคซีนได้เข้ามาแทนที่การทำลายสัตว์ปีกจำนวนมากในฐานะยุทธศาสตร์หลักในการควบคุมโรค” บราวน์กล่าว ช่วยลดการระบาดในสหราชอาณาจักรลงอย่างมาก อย่างไรก็ตาม โรคนิวคาสเซิลไม่เคยหายไปอย่างสิ้นเชิง การกลับเข้ามาเป็นครั้งคราวผ่านผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกนำเข้า นกเลี้ยง และนกพิราบป่า ตอกย้ำความสำคัญของมาตรการชีวความปลอดภัยและการควบคุมการค้าระหว่างประเทศต่อมา เครื่องมือระดับโมเลกุลช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถแยกสายพันธุ์วัคซีนออกจากไวรัสภาคสนาม และระบุเครื่องหมายทางพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงของโรคได้ “เครื่องมือเหล่านั้นเปลี่ยนทุกอย่างไปเลย” เขากล่าว “มันทำให้เราติดตามไวรัสได้อย่างแม่นยำ”

ไขความหมายของไวรัสที่ไม่รู้จักพรมแดน

ดร. คิริล เอ็ม. ดิมิทรอฟ รองผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการวินิจฉัยโรคสัตว์ มหาวิทยาลัยเทกซัส เอแอนด์เอ็ม ให้ความสนใจกับความท้าทายสำคัญของยุคปัจจุบันสำหรับการจัดจำแนกไวรัสที่ยังคงวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องข้ามทวีปได้อย่างไร เขาอธิบายว่า “โรคนิวคาสเซิลไม่เคยเป็นไวรัสที่นิ่งหรือคงที่เลย ตลอดศตวรรษที่ผ่านมา เราเห็นการระบาดใหญ่ระดับโลกหลายระลอก แต่ละระลอกถูกขับเคลื่อนโดยจีโนไทป์ที่แตกต่างกัน”

ความหลากหลายทางพันธุกรรมนี้ทำให้เกิดความสับสน ระบบการจำแนกแบบเก่าอาศัยลำดับพันธุกรรมเพียงบางส่วนหรือใช้เกณฑ์ที่ไม่สม่ำเสมอ ส่งผลให้ชื่อเรียกทับซ้อนกันและยากต่อการเปรียบเทียบงานวิจัยระหว่างกัน “นักวิทยาศาสตร์มักพูดถึงไวรัสชนิดเดียวกัน แต่ใช้คำศัพท์ต่างกัน” ดิมิทรอฟกล่าว เพื่อแก้ปัญหานี้ เขาและกลุ่มผู้เชี่ยวชาญนานาชาติจากกว่าสิบห้าประเทศใช้เวลานานกว่าทศวรรษในการพัฒนาระบบการตั้งชื่อที่เป็นหนึ่งเดียวและสอดคล้องกันทั่วโลก ปัจจุบันระบบนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง โดยอิงจากการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมและเกณฑ์ที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องเชิงวิชาการเท่านั้น” เขาเน้นย้ำ “ภาษากลางที่ใช้ร่วมกันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเฝ้าระวังโรค การประเมินวัคซีน การตัดสินใจด้านการค้า และการตอบสนองต่อการระบาด” เครื่องมือสมัยใหม่ เช่น เรียลไทม์พีซีอาร์ การถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนม และชีวสารสนเทศ ได้เปลี่ยนโฉมงานวิจัยโรคนิวคาสเซิล ทำให้สามารถแยกความแตกต่างระหว่างสายพันธุ์รุนแรงและไม่รุนแรงได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องพึ่งการทดสอบในสัตว์เพียงอย่างเดียว ดิมิทรอฟเน้นว่า การจำแนกไวรัสเป็นพื้นฐานของทุกการตัดสินใจด้านการควบคุมโรค “โรคนิวคาสเซิลยังคงเป็นหนึ่งในโรคสัตว์ปีกที่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจมากที่สุดในโลก” เขาสรุป “ไวรัสยังคงวิวัฒนาการต่อไป แต่ด้วยความร่วมมือระดับโลกและระบบที่ใช้ร่วมกัน เรามีความพร้อมสำหรับอีกหนึ่งร้อยปีข้างหน้ามากกว่าที่เคยมีในร้อยปีที่ผ่านมา

นวัตกรรมด้านวัคซีน

ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ได้เปลี่ยนวิธีที่อุตสาหกรรมสัตว์ปีกมองการฉีดวัคซีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการต่อสู้กับโรคนิวคาสเซิล มีเพียงไม่กี่เทคโนโลยีที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ชัดเจนเท่ากับวัคซีนเวกเตอร์ มีเส้นทางการพัฒนาครอบคลุมกว่าสี่ทศวรรษของการทดลอง การปรับปรุง และการพิสูจน์ผลในภาคสนามจริง

ดร. อัตสึชิ ยาสุดะ และ ดร. โมโตะ เอซากิ จากบริษัท ซีวา ประเทศญี่ปุ่น ได้ย้อนรอยประวัติการพัฒนาวัคซีนเวกเตอร์ ตั้งแต่ช่วงทดลองในยุค พ.ศ.๒๕๒๓ จนถึงแพลตฟอร์มที่ออกแบบอย่างซับซ้อนในปัจจุบัน ยาสุดะเล่าว่า งานวิจัยยุคแรกมุ่งเน้นไปที่เวกเตอร์ไวรัสฝีดาษ  มีข้อได้เปรียบสำคัญคือ สามารถแทรกดีเอ็นเอจากภายนอกเข้าไปได้ค่อนข้างง่าย ทำให้แอนติเจนที่ช่วยป้องกันโรคสามารถถูกแสดงออกในร่างกายเจ้าบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม คำมั่นทางวิทยาศาสตร์ก็มาพร้อมกับความซับซ้อนด้านกฎระเบียบ ต้องมีการศึกษาทดลองในสัตว์อย่างกว้างขวางเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นแอนติเจน และความสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ตามด้วยการหารือยาวนานกับหน่วยงานกำกับดูแล” ยาสุดะกล่าว “ต้องใช้เวลาราวแปดปีในการหารือก่อนที่เราจะได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงเกษตรสหรัฐฯได้ในที่สุด” การอนุมัติในปี พ.ศ.๒๕๓๗ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ได้รับการยอมรับในวงการวิทยาศาสตร์ในเวลาต่อมา และเป็นการยืนยันว่าวัคซีนเวกเตอร์แบบรีคอมบิแนนต์เป็นเทคโนโลยีที่ใช้งานได้จริงและสามารถขยายการผลิตได้ ต่อยอดจากพื้นฐานนี้ เอซากิอธิบายว่า วัคซีนเวกเตอร์ โดยเฉพาะวัคซีนที่ใช้เอชวีทีเป็นเวกเตอร์ ถูกออกแบบด้วยความแม่นยำสูงกว่ามากในปัจจุบัน เขาเน้นว่า ประสิทธิภาพของวัคซีนขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลัก ๓ อย่าง ได้แก่ ตำแหน่งการแทรก การเลือกแอนติเจน และความแรงของโปรโมเตอร์  ถ้าเลือกตำแหน่งแทรกผิด อาจทำให้การจำลองตัวของไวรัสลดลงและทำให้ความสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันอ่อนลงได้” เขากล่าว

การเลือกแอนติเจนก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน การเลือกยีนของเชื้อโรคที่จะนำมาแสดงผลในเวกเตอร์ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของการตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน ขณะเดียวกัน โปรโมเตอร์เป็นตัวกำหนดว่าปริมาณโปรตีนแอนติเจนจะถูกสร้างขึ้นในร่างกายเจ้าบ้านมากน้อยเพียงใด “มันควบคุมว่าร่างกายสัตว์เจ้าบ้านจะผลิตโปรตีนมากแค่ไหน” เอซากิอธิบาย ทีมของเขาทดสอบโครงสร้างวัคซีนมากกว่ายี่สิบแบบแบบก่อนจะคัดเลือกแบบที่มีความเสถียรและมีประสิทธิภาพที่สุด ปัจจุบันถูกใช้ทั่วโลก

มองไปข้างหน้า เอซากิได้อธิบายทิศทางอนาคตของวัคซีนเวกเตอร์ชนิดเอชวีทีการพัฒนาวัคซีนเวกเตอร์ เอชวีที ในอนาคตจะผสานการออกแบบแอนติเจนขั้นสูงที่สนับสนุนด้วยปัญญาประดิษฐ์และชีวสารสนเทศ” เขากล่าว แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพวัคซีนด้วยข้อมูลเชิงลึกและการวิเคราะห์ขั้นสูง

จากห้องแล็บสู่ฟาร์ม

               แม้จะมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่โรคนิวคาสเซิลยังคงเป็นความท้าทายแบบถิ่นกำเนิดในหลายภูมิภาค ศ. วิลมอส ปาลยา ผู้เชี่ยวชาญด้านสนับสนุนทางวิทยาศาสตร์ของซีวา ชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดของวัคซีนเชื้อเป็นและวัคซีนเชื้อตายแบบดั้งเดิม “วัคซีนนิวคาสเซิลแบบดั้งเดิมสามารถป้องกันอาการป่วยทางคลินิกได้ แต่ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อหรือการปล่อยไวรัสออกสู่สิ่งแวดล้อมภายหลังได้” เขาเตือน ศ. ปาลยาเน้นถึงข้อได้เปรียบด้านภูมิคุ้มกันของเทคโนโลยีรีคอมบิแนนเอชวีที-เอฟ วัคซีนเวกเตอร์มูน เอ็นดี ให้แบบฉีดเข้าไข่ฟัก หรือในลูกไก่อายุวันเดียว ได้แสดงศักยภาพสูงในการสร้างภูมิคุ้มกันแบบออกฤทธิ์ตั้งแต่ระยะแรกและยาวนานตลอดชีวิต แม้ในสภาวะที่มีแอนติบอดีจากแม่อยู่ก็ตาม และไม่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางระบบหายใจ ความสามารถในการป้องกันตั้งแต่ต้นขณะลดการแพร่กระจายของไวรัสนี้ ถือเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญในพื้นที่ที่โรคเป็นปัญหาเรื้อรัง

               ความสำคัญของการควบคุมการแพร่เชื้อได้รับการเน้นย้ำเพิ่มเติมโดย ดร. เจ.เอ. (อาร์ยัน) สเตเกมัน ศาสตราจารย์ด้านสุขภาพสัตว์ฟาร์มแห่งมหาวิทยาลัยอูเทรคต์ “ถ้าคุณป้องกันการแพร่เชื้อได้ คุณก็ป้องกันโรคได้เช่นกัน” เขาอธิบาย โดยใช้ข้อมูลจากไก่เนื้อเชิงพาณิชย์ที่สัมผัสกับไวรัสนิวคาสเซิล ชนิดรุนแรงจีโนไทป์ ๗ เขาแสดงให้เห็นว่าวัคซีนรีคอมบิแนนเอชวีที-เอฟ สามารถลดอัตราการแพร่เชื้อได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยลดการปล่อยไวรัสและทำให้ช่วงเวลาที่สัตว์ติดเชื้อสั้นลง ท้ายที่สุด ดร. มาร์เซโล พานิอาโก ที่ปรึกษาของซีวา ได้นำเสนอข้อมูลการทดสอบป้อนเชื้อพิษทับอย่างกว้างขวาง ยืนยันประสิทธิภาพของ เอชวีที-เอฟ ต่อเชื้อไวรัสนิวคาสเซิลในจีโนไทป์ที่เกิดขึ้นใหม่ ผลลัพธ์แสดงให้เห็นถึงการป้องกันที่สม่ำเสมอและสูงสุดในทุกจีโนไทป์ พร้อมการสร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่ระยะแรกและยาวนานตลอดชีวิต “วัคซีนจะได้ผลก็ต่อเมื่อถูกใช้ให้ถูกต้อง” เขากล่าวย้ำ พร้อมเน้นบทบาทของการวินิจฉัย การติดตาม และการเฝ้าระวังโรค หลังจากหนึ่งศตวรรษที่ต้องอยู่ร่วมกับโรคนิวคาสเซิล ไวรัสนี้ยังคงเป็นความท้าทายระดับโลก แต่เป็นความท้าทายที่เราเข้าใจได้ดีกว่าที่เคยเป็นมา ผู้เชี่ยวชาญต่างเห็นพ้องกันว่า การควบคุมโรคในศตวรรษต่อไปจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการนำเอานวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ไปสู่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงในภาคสนามอย่างมีประสิทธิภาพ

เอกสารอ้างอิง

Dahlan M. 2026. Newcastle disease has been a nuisance for a hundred years. [Internet]. [Cited 2026 Jul 28]. Available from: https://www.foodagribusiness.world/poultry/newcastle-disease-has-been-a-nuisance-for-a-hundred-years

ภาพที่ ๑ ด้วยความสามารถในการอยู่รอดในสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายและการแพร่กระจายทางอ้อม ไวรัสโรคนิวคาสเซิลได้บังคับให้นักวิทยาศาสตร์ต้องคิดใหม่เกี่ยวกับมาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพ นานก่อนที่คำนี้จะถูกใช้กันอย่างแพร่หลาย (แหล่งภาพ Ton Kastermans)



วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

บราซิลเดือด: ศึกภายในเรื่องแบนสารเร่งโตเพื่อให้ผ่านกฎเข้มของสหภาพยุโรป

 บราซิลกำลังเผชิญความขัดแย้งภายในระหว่างผู้เลี้ยงสัตว์ ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ และรัฐบาลกลาง เกี่ยวกับกฎการใช้สารเร่งการเจริญเติบโตในกระบวนการผลิตโปรตีนสัตว์ ความขัดแย้งนี้เริ่มรุนแรงขึ้นหลังจากสหภาพยุโรปสั่งห้ามนำเข้าเนื้อจากบราซิล ทำให้ประเด็นว่าบราซิลควรปรับมาตรฐานให้เข้มงวดขึ้นตามข้อกำหนดของยุโรปกลายเป็นเรื่องเร่งด่วนและเป็นที่ถกเถียงอย่างหนัก

แรงกดดันจากตลาดยุโรปเกิดขึ้นหลังจากสหภาพยุโรปถอดชื่อบราซิลออกจากรายชื่อประเทศที่ได้รับอนุญาตให้ส่งออกเข้าสู่ตลาดยุโรปในเดือนพฤษภาคม และคาดว่ามาตรการนี้จะมีผลบังคับใช้ช่วงต้นเดือนกันยายน แม้สัดส่วนการส่งออกเนื้อสัตว์ของบราซิลไปยุโรปจะไม่มากนัก โดยยุโรปเป็นปลายทางเพียงร้อยละ ๔.๓ ของการส่งออกไก่ ร้อยละ ๖ ของการส่งออกเนื้อวัว และมีสัดส่วนเพียงเล็กน้อยของการส่งออกเนื้อสุกร แต่การถูกถอดออกจากรายชื่อก็สร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองและเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างชัดเจน

แม้ยุโรปจะเป็นตลาดที่มีสัดส่วนการนำเข้าเนื้อสัตว์จากบราซิลไม่มากนัก แต่ก็ยังถูกมองว่าเป็นตลาดเชิงกลยุทธ์ เพราะเป็นช่องทางสำหรับสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และยังเป็นมาตรฐานอ้างอิงด้านการผลิตที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

ในทางปฏิบัติ สหภาพยุโรปต้องการหลักฐานยืนยันว่าเนื้อสัตว์ถูกผลิตโดยไม่ใช้สารเร่งการเจริญเติบโตที่เป็นยาต้านจุลชีพตลอดทั้งกระบวนการผลิต นับตั้งแต่เกิดข้อพิพาท บราซิลยืนยันว่าพวกเขาไม่ได้ใช้สารเหล่านี้ในสินค้าที่ส่งออกไปยุโรป อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีมาตรฐานที่สหภาพยุโรปรับรองสำหรับการพิสูจน์ว่ามีการปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าว

ปัญหาเกี่ยวข้องกับระบบการตรวจสอบย้อนกลับ

การทำระบบตรวจสอบย้อนกลับให้ครบทุกขั้นตอนในห่วงโซ่การผลิตจะต้องใช้เวลา การดำเนินการในอุตสาหกรรมไก่และสุกรสามารถทำได้ค่อนข้างง่ายกว่า แต่สำหรับโคเนื้อจะมีความซับซ้อนมากกว่าและอาจต้องใช้เวลาหลายปีจึงจะทำได้ครบถ้วน รัฐบาลกลางบราซิลได้สั่งห้ามสารเร่งการเจริญเติบโตเพิ่มเติมหลายชนิดระหว่างการเจรจาที่ตึงเครียด และผลักดันให้อุตสาหกรรมเนื้อสัตว์เพิ่มความเข้มงวดในการควบคุม เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดของสหภาพยุโรป

 สารที่ถูกสั่งห้ามใหม่ได้แก่ avoparcin, bacitracin, zinc bacitracin, bacitracin methylene di-salicylate และ virginiamycin แม้ว่าจำนวนสารที่ได้รับอนุญาตให้ใช้จะลดลงเรื่อย ๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่ยังคงมีสารต้านจุลชีพบางชนิดที่ได้รับอนุญาตให้ใช้เป็นสารเร่งการเจริญเติบโตในระบบการผลิตสัตว์ อาริโอวัลโด ซานี ประธานสมาพันธ์อุตสาหกรรมอาหารสัตว์บราซิล ระบุว่ายาต้านจุลชีพที่ถูกจัดเป็นกลุ่ม “มีความสำคัญอย่างยิ่ง” หรือ “มีความสำคัญสูง” ต่อการแพทย์มนุษย์ ได้ถูกสั่งห้ามใช้โดยสมบูรณ์แล้ว

แม้จะมีการสั่งห้ามสารหลายชนิด แต่ยังมีสารบางประเภทที่ถูกจัดว่าเป็นเพียง “มีความสำคัญ” ซึ่งยังคงได้รับอนุญาตให้ใช้ต่อไป ในกลุ่มสารที่ยังใช้ได้ในตลาดภายในประเทศ อาริโอวัลโด ซานี ระบุว่ามีโซเดียมโมเนนซิน ซาลิโนมัยซิน นาราซิน และลาซาโลซิด องค์กรอุตสาหกรรมรายใหญ่ เช่น สมาคมโปรตีนสัตว์บราซิล (ABPA) และสมาคมผู้ส่งออกเนื้อวัวบราซิล (Abiec) ได้เสนอให้มีการสั่งห้ามสารยาปฏิชีวนะที่เหลือทั้งหมด โดยส่งหนังสืออย่างเป็นทางการถึงกระทรวงเกษตรบราซิล (MAPA) แม้แต่โจสลีย์ บาติสตา ผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทเจบีเอส และซีอีโอระดับโลกของบริษัท กิลแบร์โต โทมาโซนี ก็ได้เรียกร้องต่อประธานาธิบดีลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ให้ดำเนินมาตรการดังกล่าวด้วย

ข้อเสนอนี้ทำให้ผู้เลี้ยงสัตว์และผู้ผลิตผลิตภัณฑ์สุขภาพสัตว์ประหลาดใจ เพราะสมาคมต่างๆ ต้องการส่งสัญญาณให้ทางการยุโรปเห็นว่าบราซิลกำลังเพิ่มความเข้มงวดในการยกเลิกการใช้สารเหล่านี้ในระบบการผลิตปศุสัตว์ แต่ท่าทีดังกล่าวกลับไม่ใช่สิ่งที่ผู้เลี้ยงสัตว์คาดคิดมาก่อน และสร้างความกังวลในภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศ

ผู้ผลิตแสดงความกังวล

ฝ่ายผู้ผลิตออกมาแสดงความกังวล โดยเกษตรกรให้เหตุผลว่าการสั่งห้ามยาบางชนิดจะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และอาจกระทบต่อประสิทธิภาพการเลี้ยงสัตว์ องค์กรผู้ผลิตอย่างน้อย ๑๔ แห่งได้ร่วมลงนามในแถลงการณ์ร่วมเกี่ยวกับประเด็นนี้ ฟรานซิสโก มันซี ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของสมาคมผู้เลี้ยงโครัฐมาตูโกรสโซ ระบุว่าข้อกำหนดของตลาดใดตลาดหนึ่งไม่ควรถูกนำมาใช้กับทั้งประเทศ เขากล่าวกับหนังสือพิมพ์ว่า เมื่อยุโรปต้องการข้อกำหนดเพิ่มเติม เราเชื่อว่าควรพิจารณาเป็นรายกรณี บราซิลสามารถแยกสินค้าที่จะส่งออกไปยุโรปได้ และเราก็ต้องการให้บริการตลาดนั้น แต่เราไม่สามารถยอมรับให้สมาคมผู้ส่งออกเนื้อวัวบราซิล เรียกร้องให้ทั้งประเทศต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดที่ลูกค้ารายเดียวเป็นผู้กำหนด

เอกสารอ้างอิง

Azevedo A. 2026. Brazil: Domestic dispute on banning growth promoters to meet EU rules. [Internet]. [Cited 2026 Jul 21]. Available from: https://www.foodagribusiness.world/agribusiness/brazil-domestic-dispute-on-banning-growth-promoters-to-meet-eu-rules

ภาพที่ ๑ การถกเถียงเรื่องการยกเลิกการใช้สารเร่งการเจริญเติบโตที่เป็นยาปฏิชีวนะยังคงเป็นประเด็นร้อนในบราซิล ภาพนี้สะท้อนให้เห็นว่าประเด็นดังกล่าวกำลังถูกจับตามองอย่างมากในภาคปศุสัตว์ของประเทศ โดยเฉพาะเมื่อมีแรงกดดันจากตลาดยุโรปที่ต้องการมาตรฐานการผลิตที่เข้มงวดขึ้น (แหล่งภาพ Sindirações)



วันอังคารที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569

หวัดนกซ้ำเติม ส่งออกไก่โปแลนด์เผชิญแรงกดดันหนัก

การระบาดครั้งใหม่ของโรคไข้หวัดนกในประเทศโปแลนด์ กำลังส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไข่ของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอาจบั่นทอนศักยภาพการส่งออกในช่วงหลายเดือนข้างหน้า ตามข้อมูลจากตัวแทนอุตสาหกรรม

ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. ๒๕๖๙ เป็นต้นมา โปแลนด์พบการระบาดของไข้หวัดนกหลายสิบครั้ง โรคดังกล่าวส่งผลกระทบต่อหลายพื้นที่สำคัญของการผลิตสัตว์ปีก ทำให้ต้องดำเนินมาตรการกำจัดสัตว์ปีก และใช้มาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพอย่างเข้มงวด ไม่เพียงรบกวนการผลิต แต่ยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของเกษตรกรอีกด้วย

ผลกระทบเริ่มปรากฏชัดในฝูงไก่ระดับประเทศ นับตั้งแต่ช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปี พ.ศ. ๒๕๖๘ จำนวนแม่ไก่ไข่ของโปแลนด์ลดลงประมาณ ๗.๕ ล้านตัว หรือราวร้อยละ ๑๕ ของจำนวนทั้งหมด ตามการประเมินของอุตสาหกรรม ผู้ผลิตระบุว่า ความเสียหายรุนแรงเป็นพิเศษในพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของฟาร์มสูง ซึ่งการระบาดมักแพร่กระจายได้รวดเร็วกว่า เกษตรกรให้ข้อมูลกับสื่อท้องถิ่น เวียชชี รอลญีเชว่า การฟื้นฟูกำลังการผลิตจะต้องใช้เวลาหลายเดือน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยังคงมีรายงานการระบาดใหม่เกือบทุกสัปดาห์ ความหวังในการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจึงยังไม่แน่นอน และผู้ผลิตบางส่วนกำลังชะลอการนำไก่เข้าเลี้ยงใหม่ เนื่องจากกังวลต่อความเสี่ยงของการสูญเสียเพิ่มเติม

ผลกระทบต่อการส่งออกในระยะสั้นยังมีจำกัด

ในเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๙ สำนักงานผู้ตรวจการสัตวแพทย์ใหญ่ของโปแลนด์ได้ออกข้อจำกัดการส่งออกไข่จากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบไปยังประเทศมาซิโดเนียเหนือ บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา และคีร์กีซสถาน มาตรการเหล่านี้เพียงอย่างเดียวไม่น่าจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อปริมาณการส่งออกโดยรวม ตามคำกล่าวของคาทาร์ซีนา กาฟรอญ์สกา ประธานหอการค้าสัตว์ปีกและผู้ผลิตอาหารสัตว์แห่งชาติ “มาซิโดเนียเหนือไม่เคยเป็นผู้นำเข้าไข่จากโปแลนด์รายใหญ่ ดังนั้นข้อจำกัดนี้จึงไม่น่าจะทำให้ห่วงโซ่อุปทานเกิดการหยุดชะงักอย่างมีนัยสำคัญ” เธอกล่าว

อย่างไรก็ตาม การส่งออกยังคงเป็นเสาหลักสำคัญของอุตสาหกรรมนี้ โดยประมาณ ร้อยละ ๓๕–๔๕ ของการผลิตไข่ในโปแลนด์ถูกจำหน่ายไปต่างประเทศ กาฟรอญ์สกาประเมินว่า ความต้องการจากตลาดส่งออกที่แข็งแกร่งยังช่วยให้เกษตรกรโปแลนด์มีความยืดหยุ่นด้านกลยุทธ์การตั้งราคา ทำให้สามารถปรับสมดุลปริมาณในประเทศและรักษาระดับราคาขายปลีกให้แข่งขันได้ แม้ผลผลิตจะตึงตัวขึ้น

การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นเพิ่มแรงกดดัน

ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตของโปแลนด์ กำลังเผชิญการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นในตลาดส่งออก โดยเฉพาะภายในสหภาพยุโรป “หนึ่งในความท้าทายสำคัญของเราคือ การเข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้นของผู้ผลิตนอกสหภาพยุโรป เช่น ยูเครน ตุรกี และบราซิล ในตลาดยุโรป” กาฟรอญ์สกา กล่าว พร้อมระบุว่า ผู้ผลิตเหล่านี้สามารถแข่งขันด้านราคาได้มากขึ้นเรื่อย ๆ

สื่อท้องถิ่นเตือนว่า หากสถานการณ์การระบาดยังไม่ทรงตัวในช่วงหลายเดือนข้างหน้า ผลกระทบสะสมอาจทำให้โปแลนด์สูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดส่งออกสำคัญ และทำให้การฟื้นตัวล่าช้าออกไปจนถึงปี พ.ศ. ๒๕๗๐

เอกสารอ้างอิง

Vorotnikov V. 2026. Bird flu piles pressure on Poland’s poultry exports. [Internet]. [Cited 2026 Apr 24]. Available from: https://www.poultryworld.net/the-industrymarkets/market-trends-analysis-the-industrymarkets-2/bird-flu-piles-pressure-on-polands-poultry-exports/

ภาพที่ ๑ ผู้ผลิตของ Poland กำลังเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาดส่งออก โดยเฉพาะภายในสหภาพยุโรป (แหล่งภาพ AI (Reve))



เทคโนโลยีกล้องอัจฉริยะเผยผลกระทบความร้อนและอายุต่อไก่เนื้อ

  งานวิจัยใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์วิชั่น ขั้นสูงได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกชุดใหม่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของไก่เนื้อตลอดช่วงการเลี...