วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2569

เทคโนโลยีอัจฉริยะระบุเชื้อก่อโรค

 งานวิจัยนี้เน้นที่เชื้อ เอนเทอโรคอคคัส ซีโครัม แต่เทคนิคนี้สามารถประยุกต์ใช้กับเชื้อก่อโรคอื่นๆ ได้

กระบวนการเรียนรู้ของเครื่องจักรที่สามารถทำนายได้ด้วยความแม่นยำประมาณร้อยละ ๙๐ ถึง ๙๕ ว่าสายพันธุ์แบคทีเรียชนิดใดมีแนวโน้มก่อให้เกิดโรคในสัตว์ปีก อาจช่วยให้อุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ปีกตรวจพบการติดเชื้อที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก่อนที่โรคจะแพร่กระจายเป็นวงกว้าง ผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร ฟรอนเทียร์ส อิน ไมโครไบโอโลจี มุ่งศึกษาเชื้อ เอนเทอโรคอคคัส ซีโครัม ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดความสูญเสียในอุตสาหกรรมสัตว์ปีกทั่วโลกคิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

คณะนักวิจัยได้วิเคราะห์จีโนมของแบคทีเรียจำนวน ๒๕๙ สายพันธุ์ ประกอบด้วยเชื้อ ๓๔ ไอโซเลต ที่เก็บจากฟาร์มสัตว์ปีกในรัฐอาร์คันซอส์ และจีโนมอีก ๒๒๕ ชุด ที่เผยแพร่สู่สาธารณะในฐานข้อมูลของ ศูนย์ข้อมูลเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ  จากทั้งหมดนี้ มี ๑๑๐ สายพันธุ์ ที่ถูกจัดเป็นเชื้อประจำถิ่นหรือเชื้อที่ไม่ก่อโรค และ ๙๕ สายพันธุ์ที่ถูกจัดเป็นเชื้อก่อโรคใช้เป็นข้อมูลสำหรับฝึกและทดสอบแบบจำลองการทำนายของระบบเรียนรู้ของเครื่อง

โครงการวิจัยนี้นำโดย อรัณยัก โกสวามี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำ ศูนย์วิเคราะห์ข้อมูลการเกษตร แห่งสถานีวิจัยการเกษตรอาร์คันซอส์ เป็นหน่วยงานวิจัยในสังกัด กองการเกษตร มหาวิทยาลัยอาร์คันซอส์ งานวิจัยดังกล่าวดำเนินการร่วมกับบริษัท ค็อบบ์ เจเนติกส์ และได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก อาร์คันซอส์ รีเสิร์ช อัลไลแอนซ์

ถอดรหัสความสัมพันธ์ของยีน

เทคนิคการเรียนรู้ของเครื่องจักรช่วยให้นักวิจัยตรวจพบรูปแบบการเรียงตัวของยีน หรือที่เรียกว่า “ย่านพันธุกรรม” เป็นเบาะแสสำคัญในการทำนายว่าแบคทีเรียแต่ละสายพันธุ์มีศักยภาพในการก่อโรคในสัตว์ปีก หรือเป็นเพียงเชื้อที่ไม่ก่ออันตราย

การหาลำดับจีโนมช่วยให้นักวิจัยสามารถตรวจพบ ยีนดื้อยาต้านจุลชีพ และ เส้นทางเมแทบอลิซึม ของแบคทีเรียได้ ขณะเดียวกัน เครื่องมือที่ชื่อว่า “ไอแลนด์วิวเวอร์” ยังช่วยตรวจหาบริเวณ “เกาะการก่อโรค” หรือส่วนของจีโนมที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการก่อโรคได้อีกด้วย จากนั้น คณะวิจัยได้นำเทคนิคที่เรียกว่า การวิเคราะห์แคสเซตสู่เวกเตอร์ ดัดแปลงมาจากเทคโนโลยีประมวลผลภาษาธรรมชาติ มาใช้ศึกษาความสัมพันธ์และปฏิสัมพันธ์ระหว่างยีนต่างๆ แทนการพิจารณายีนแต่ละตัวแยกจากกัน ทำให้สามารถมองเห็นภาพรวมของการทำงานร่วมกันของยีนที่เกี่ยวข้องกับการก่อโรคได้ชัดเจนยิ่งขึ้น “เราไม่ได้มองเฉพาะยีนตัวใดตัวหนึ่ง แต่เรากำลังพิจารณาปฏิสัมพันธ์ระหว่างยีนทั้งหมด” โกสวามีกล่าว ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำเข้าสู่เครื่องมือการเรียนรู้ของเครื่องสำหรับการพยากรณ์ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายจำนวน ๒ ระบบ โดยโกสวามีระบุว่า แบบจำลองดังกล่าวได้รับการเปรียบเทียบกับวิธีการที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเพื่อยืนยันความน่าเชื่อถือของผลลัพธ์ นอกจากนี้ การวิเคราะห์ยังสามารถระบุ ชุดลายเซ็นทางพันธุกรรมจำนวน ๒๐ ยีน ที่มีความเกี่ยวข้องกับแบคทีเรียสายพันธุ์ก่อโรค เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญสำหรับการทดสอบในห้องปฏิบัติการด้วยเทคนิค พีซีอาร์และวิธีการวินิจฉัยอื่น ๆ ต่อไป

โค้ดต้นแบบที่ใช้ในงานวิจัยนี้ได้รับการออกแบบให้มีโครงสร้างแบบแยกส่วน และเปิดเผยสู่สาธารณะบน กิตฮับ โดยมียอดดาวน์โหลดประมาณ ๔๐๐ ถึง ๕๐๐ ครั้ง “คุณจะรู้ได้ว่าเครื่องมือวิเคราะห์มีคุณค่าเมื่อมีการนำไปประยุกต์ใช้ในระบบอื่น” โกสวามีกล่าว เขายังเปิดเผยอีกว่ามีกลุ่มนักวิจัยอีกคณะหนึ่งได้นำวิธีการดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ในการศึกษาพฤติกรรมทางสังคมของผึ้ง สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพเทคนิคนี้ที่สามารถนำไปใช้ได้กว้างกว่าการศึกษาด้านจุลชีววิทยาและโรคสัตว์ปีกเพียงอย่างเดียว

เอกสารอ้างอิง

Doughman E. 2026. Machine learning could ID disease-causing poultry bacteria. [Internet]. [Cited 2026 Jul 23]. Available from: https://www.wattagnet.com/broilers-turkeys/diseases-health/news/15835732/machine-learning-could-id-diseasecausing-poultry-bacteria

ภาพที่ ๑ เทคโนโลยีอัจฉริยะระบุเชื้อก่อโรค (แหล่งภาพ Coffeemill | Shutterstock.com)



วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2569

ผลออดิตไม่ช่วย! อียูเดินหน้าแบนไก่บราซิล

 สหภาพยุโรปยังคงมาตรการระงับการนำเข้าเนื้อสัตว์ปีกจากบราซิล แม้ว่าการตรวจประเมินทางเทคนิคจะพบว่าระบบควบคุมภาคการผลิตสัตว์ปีกของบราซิลอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ ตามที่รัฐบาลบราซิลอ้าง

มาตรการระงับการนำเข้าดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๓ กันยายน และครอบคลุมผลิตภัณฑ์จากสัตว์ของบราซิลหลายชนิด ได้แก่ เนื้อสัตว์ปีก เนื้อวัว เนื้อสุกร ไข่ น้ำผึ้ง และปลา โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกของบราซิลที่ได้รับผลกระทบจากทุกภาคส่วนรวมกันอาจสูงถึงประมาณ ๒ พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือราว ๖๖,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี

มาตรการดังกล่าวถูกนำมาใช้เนื่องจากสหภาพยุโรปเห็นว่าบราซิลยังไม่สามารถให้หลักประกันที่เพียงพอได้ว่า ผลิตภัณฑ์ที่ส่งออกไปยังสหภาพยุโรปปฏิบัติตามกฎระเบียบของยุโรปเกี่ยวกับการใช้สารต้านจุลชีพในการผลิตสัตว์เพื่อการบริโภค ข้อพิพาทนี้ไม่ได้เกิดจากการตรวจพบการปนเปื้อนในเนื้อสัตว์ปีกของบราซิล หรือเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยอาหารที่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่ส่งออกไปยังยุโรปแต่อย่างใด แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า ระบบควบคุมและการตรวจสอบย้อนกลับของบราซิล สามารถพิสูจน์ได้หรือไม่ว่าปฏิบัติตามข้อกำหนดของสหภาพยุโรปตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิต ภายใต้กฎระเบียบของยุโรป ห้ามใช้สารต้านจุลชีพเพื่อเร่งการเจริญเติบโตของสัตว์ ขณะเดียวกัน สารต้านจุลชีพบางชนิดที่สงวนไว้สำหรับรักษาการติดเชื้อในมนุษย์ ก็ไม่อนุญาตให้นำมาใช้กับสัตว์ที่เลี้ยงเพื่อการผลิตอาหารเช่นกัน ผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะสั้นต่อการส่งออกเนื้อไก่ของบราซิลถือว่ามีนัยสำคัญ แต่ยังอยู่ในระดับจำกัดเมื่อเทียบกับภาพรวมการค้าเนื้อไก่ทั้งหมดของประเทศ โดยในปี พ.ศ.๒๕๖๘ บราซิลส่งออกเนื้อไก่ไปยังสหภาพยุโรป จำนวน ๒๓๓,๑๓๗ ตัน ทำให้ สหภาพยุโรป เป็นตลาดส่งออกเนื้อสัตว์ปีกของบราซิลที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ ๘

บราซิลยังส่งออกเนื้อสัตว์ปีกไปยังกว่า ๑๕๐ ประเทศทั่วโลก ทำให้ผู้ประกอบการยังมีทางเลือกในการปรับเปลี่ยนปลายทางการส่งออกสินค้าบางส่วนที่เดิมมุ่งสู่ตลาดยุโรป อย่างไรก็ตาม ความกังวลที่สำคัญยิ่งกว่าคือผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของประเทศ บราซิลเป็นผู้ส่งออกเนื้อไก่รายใหญ่ที่สุดของโลก และการสูญเสียโอกาสเข้าถึงตลาดที่มีมาตรฐานกำกับดูแลเข้มงวดอย่างสหภาพยุโรป อาจก่อให้เกิดคำถามจากประเทศผู้นำเข้าอื่นๆ ได้ แม้ว่าการตัดสินใจของ สหภาพยุโรป ในครั้งนี้จะไม่ได้เกิดจากหลักฐานที่บ่งชี้ว่าเนื้อสัตว์ของบราซิลไม่ปลอดภัยก็ตาม นอกจากนี้ สหภาพยุโรปยังเป็นตลาดสำคัญเนื่องจากนำเข้าสินค้าบางประเภทที่มีมูลค่าสูงและมีลักษณะเฉพาะ ดังนั้น การทดแทนลูกค้าในยุโรปจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่เพียงแค่เปลี่ยนเส้นทางการส่งออกปริมาณสินค้าเดิมไปยังประเทศอื่นได้ทันที

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมสัตว์ปีกของบราซิลคาดการณ์ว่า การระงับการนำเข้าครั้งนี้จะกินระยะเวลาสั้นกว่ากรณีของเนื้อวัวอย่างมาก เนื่องจากวงจรการผลิตไก่ตั้งแต่ฟักจนถึงส่งเข้าโรงฆ่ามีระยะเวลาประมาณ ๔๕ วันหรือน้อยกว่า ทำให้ผู้ผลิตสามารถปรับระบบการผลิตให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่ด้านการตรวจสอบย้อนกลับและการใช้สารต้านจุลชีพได้ค่อนข้างรวดเร็ว ในทางตรงกันข้าม การผลิตโคเนื้อมีระยะเวลายาวนานกว่า โดยการพิสูจน์ว่าปฏิบัติตามข้อกำหนดตลอดช่วงชีวิตของสัตว์แต่ละตัวอาจต้องใช้เวลานานถึง ๒๔-๓๖ เดือน จึงทำให้การปรับตัวและการแสดงหลักฐานการปฏิบัติตามมาตรฐานเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและใช้เวลามากกว่า

ระบบสัตว์ปีกผ่านการตรวจประเมินของอียู

ในประเด็นนี้ มีพัฒนาการสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๔ กันยายน หลังจากคณะผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคของสหภาพยุโรป เสร็จสิ้นการตรวจประเมินห่วงโซ่การผลิตสัตว์ปีกและน้ำผึ้งของบราซิล

อังเดร เดอ เปาลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรของบราซิล เปิดเผยว่า ผู้ตรวจประเมินของสหภาพยุโรป พิจารณาแล้วว่าระบบควบคุมด้านสุขอนามัยและสุขภาพสัตว์ของประเทศอยู่ในระดับที่น่าพอใจ “การตรวจประเมินโดยหน่วยงานด้านสุขอนามัยของสหภาพยุโรปในประเทศของเราได้เสร็จสิ้นลงในช่วงเช้าวันนี้ ระบบควบคุมด้านสุขอนามัยของเราได้รับการประเมินว่าน่าพอใจ และได้รับการรับรองสำหรับผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกและน้ำผึ้ง” เขากล่าวในแถลงการณ์ที่เผยแพร่โดยกระทรวงเกษตรบราซิล อย่างไรก็ตาม ผลการประเมินดังกล่าว ยังไม่ได้ส่งผลให้ตลาดสหภาพยุโรปกลับมาเปิดรับสินค้าจากบราซิลอีกครั้งในทันที เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญของสหภาพยุโรป ยังต้องจัดทำรายงานฉบับสมบูรณ์ และนำผลการตรวจเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามกฎระเบียบของสหภาพยุโรปก่อนที่จะมีการตัดสินใจขั้นสุดท้าย คณะกรรมการด้านพืช สัตว์ อาหาร และอาหารสัตว์ของสหภาพยุโรป อาจพิจารณาทบทวนการปฏิบัติตามข้อกำหนดของบราซิลสำหรับผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกและน้ำผึ้งอีกครั้ง ในการประชุมวันที่ ๑๖-๑๗ พฤศจิกายน

รัฐบาลบราซิลคาดหวังว่า การส่งออกเนื้อสัตว์ปีกไปยังสหภาพยุโรปจะสามารถกลับมาดำเนินการได้อย่างรวดเร็วหลังจากกระบวนการพิจารณาดังกล่าวแล้วเสร็จ อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการยุโรป ยังคงแสดงท่าทีระมัดระวังต่อกรอบเวลาในการกลับมาเปิดตลาด ก่อนที่การตรวจประเมินจะสิ้นสุดลง เอวา เฮิร์นซีโรวา โฆษกด้านสาธารณสุขของคณะกรรมาธิการยุโรป เปิดเผยว่า กรุงบรัสเซลส์ได้รับหนังสือรับรองบางส่วนจากบราซิลแล้ว ครอบคลุมผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกและน้ำผึ้ง แต่ยังไม่ได้รับการรับรองในระดับเดียวกันสำหรับผลิตภัณฑ์เนื้อวัว “เราเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ในความมุ่งมั่นของบราซิลที่จะแก้ไขประเด็นดังกล่าว เพื่อให้เราสามารถกลับมานำเข้าสินค้าได้โดยเร็วที่สุด” เอวา เฮิร์นซีโรวา กล่าว พร้อมระบุว่าการตรวจประเมินครั้งนี้จะยังไม่ก่อให้เกิดการตัดสินใจในทันที เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญของยุโรปยังต้องใช้เวลาในการจัดทำข้อสรุปและรายงานผลการตรวจประเมิน ทั้งนี้ บราซิลได้ดำเนินมาตรการหลายประการเพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของสหภาพยุโรป ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดการใช้สารต้านจุลชีพบางชนิด การเพิ่มมาตรการควบคุมและกำกับดูแล ตลอดจนการพัฒนาระบบและแนวปฏิบัติด้านการตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อพิสูจน์ว่าสัตว์ที่เตรียมส่งออกไปยังสหภาพยุโรปได้รับการเลี้ยงและผลิตตามหลักเกณฑ์ที่ สหภาพยุโรปกำหนดไว้ครบถ้วนตลอดห่วงโซ่การผลิต

บราซิลพิจารณามาตรการตอบโต้อียู

               แม้จะมีประกาศผลเชิงบวกเกี่ยวกับการตรวจสอบประเมินมาตรฐานเนื้อสัตว์ปีก แต่ข้อพิพาทยังได้ลุกลามเข้าสู่เวทีทางการเมืองและการค้า โดยรัฐบาลบราซิลได้ยกความเป็นไปได้ที่จะใช้มาตรการตอบโต้ต่อสินค้าจากสหภาพยุโรป หากมาตรการจำกัดการนำเข้าสินค้าปศุสัตว์ของบราซิลยังคงมีผลบังคับใช้แนวโน้มการตอบโต้ดังกล่าวส่งผลให้คณะกรรมาธิการยุโรปต้องออกมาชี้แจงต่อสาธารณชน โดย โอโลฟ กิลล์ โฆษกด้านการค้าของคณะกรรมาธิการยุโรป ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าข้อกำหนดของสหภาพยุโรปมีลักษณะเลือกปฏิบัติ ต่อผู้ผลิตชาวบราซิล โดยระบุว่า กฎระเบียบด้านการดื้อยาต้านจุลชีพเป็นที่รับรู้กันมานานหลายปีแล้ว และประเทศผู้ส่งออกก็ได้รับเวลาอย่างเพียงพอในการปรับตัว "กฎระเบียบของเราว่าด้วยการดื้อยาต้านจุลชีพ มีผลบังคับใช้อย่างเท่าเทียมและปราศจากการเลือกปฏิบัติต่อผู้ผลิตในยุโรปทั้งหมด รวมถึงผู้ผลิตทุกรายที่ประสงค์จะวางจำหน่ายสินค้าในตลาดเดี่ยวของเรา" กิลล์ กล่าวระหว่างการแถลงข่าวประจำวันของคณะกรรมาธิการยุโรป ณ กรุงบรัสเซลส์

ตามที่เขากล่าว สหภาพยุโรปได้ออกกฎระเบียบใหม่ดังกล่าวในปี พ.ศ.๒๕๖๑ โดยกฎนี้บังคับใช้กับผู้ผลิตในยุโรปมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๖๕ และตั้งแต่วันที่ ๓ กันยายนของปีนี้ ได้ขยายไปใช้กับสินค้าที่นำเข้ามายังสหภาพยุโรปด้วย กิลล์กล่าวว่า หน่วยงานของยุโรปได้ติดต่อประสานงานกับประเทศคู่ค้าอย่างใกล้ชิดตลอดช่วงเปลี่ยนผ่าน และได้จัดการประชุมให้ข้อมูลมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๖๒ เพื่ออธิบายข้อกำหนดต่าง ๆ “แนวทางของเรามีความเหมาะสมและได้สัดส่วน อีกทั้งไม่มีการเลือกปฏิบัติ เราได้ให้เวลาที่เพียงพอและมอบข้อมูลทั้งหมดที่คู่ค้าของเราจำเป็นต้องใช้ในการปรับตัว” เขากล่าว คณะกรรมาธิการยุโรปยังระบุด้วยว่า ข้อจำกัดดังกล่าวไม่จำเป็นต้องเป็นมาตรการถาวร กิลล์กล่าวว่าสินค้าจากบราซิลสามารถกลับเข้าสู่ตลาดยุโรปได้อีกครั้ง เมื่อบราซิลสามารถแสดงให้เห็นว่าระบบการควบคุมของตนเป็นไปตามข้อกำหนดที่กำหนดไว้ “สิ่งที่เราจะทำในสถานการณ์นี้คือการทำงานร่วมกับหน่วยงานของบราซิลอย่างใกล้ชิดต่อไป เพื่อให้พวกเขาสามารถรับรองได้ว่าการปฏิบัติตามข้อกำหนดเหล่านี้เป็นไปอย่างครบถ้วนและเป็นปัจจุบัน” เขากล่าว “เมื่อพวกเขาสามารถพิสูจน์ได้ว่าปฏิบัติตามข้อกำหนดแล้ว การส่งออกสินค้าประเภทเหล่านี้จากบราซิลไปยังสหภาพยุโรปก็จะสามารถกลับมาดำเนินการได้อีกครั้ง” เขากล่าวเสริม

เอกสารอ้างอิง

Azevedo. D2026. EU ban on Brazilian poultry and meat begins despite positive audit. [Internet]. [Cited 2026 Sep 21]. Available from: https://www.foodagribusiness.world/poultry/eu-ban-on-brazilian-poultry-and-meat-begins-despite-positive-audit

ภาพที่ ๑ เนื้อไก่จากบราซิลได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดการนำเข้าของสหภาพยุโรปเนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับ มาตรการควบคุมการใช้ยาต้านจุลชีพ และระบบตรวจสอบย้อนกลับของผลิตภัณฑ์ (แหล่งภาพ Secom)



วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2569

ฮังการี-สเปนรายงานการระบาดโรคนิวคาสเซิลเพิ่ม

 การติดเชื้อในฝูงสัตว์ปีกที่รายงานล่าสุด พบในฮังการีจำนวน ๒๐,๔๑๒ ตัว ในสเปนจำนวน ๔,๔๐๐ ตัว

องค์การสุขภาพสัตว์โลก รายงานการพบโรคนิวคาสเซิลระบาดรายใหม่ในฮังการีและสเปน ขณะเดียวกันได้แจ้งว่าสถานการณ์การระบาดของโรคใน ๔ พื้นที่ของโปแลนด์ได้รับการควบคุมและยุติการระบาดแล้ว

ฮังการี

องค์การสุขภาพสัตว์โลก รายงานว่า การพบโรคนิวคาสเซิลล่าสุดในฮังการีได้รับการยืนยันในเมือง เคเรเคกีฮาซา โดยฝูงสัตว์ปีกที่ได้รับผลกระทบถูกระบุเพียงว่าเป็นไก่ อย่างไรก็ตาม องค์กรไม่ได้ชี้แจงว่าเป็นไก่เนื้อ ไก่ไข่ หรือไก่พ่อแม่พันธุ์ ฝูงสัตว์ปีกที่เกี่ยวข้องกับการระบาดครั้งนี้มีจำนวนทั้งสิ้น ๒๐,๔๑๒ ตัว

ก่อนหน้านี้ในเดือนนี้ องค์การสุขภาพสัตว์โลก ได้รายงานยืนยันการพบโรคนิวคาสเซิลใน ฝูงไก่เนื้อสองแห่งในฮังการี โดยทั้งสองฟาร์มตั้งอยู่ในเมือง เคชเคเมต  ฟาร์มแห่งแรกมีไก่เนื้อจำนวน ๑๒๔,๐๐๐ ตัว ขณะที่ฟาร์มอีกแห่งมีไก่เนื้อจำนวน ๙๕,๐๐๐ ตัว องค์การสุขภาพสัตว์โลก ระบุว่า ก่อนเกิดการระบาดในทั้งสองกรณีดังกล่าว ฮังการีเคยเป็นประเทศที่ปลอดจากโรคนิวคาสเซิลมาก่อน

สเปน

ในรายงานล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์โรคนิวคาสเซิลในสเปน องค์การสุขภาพสัตว์โลก รายงานว่า เมื่อวันที่ ๘ กันยายน ได้มีการยืนยันการพบโรคนิวคาสเซิลในฝูงสัตว์ปีกแห่งหนึ่งในเมือง กันตาเลโฆ ฝูงสัตว์ปีกดังกล่าวมีจำนวน ๔,๔๐๐ ตัว อย่างไรก็ตาม องค์การสุขภาพสัตว์โลก ไม่ได้ระบุว่าเป็นสัตว์ปีกประเภทใด สเปนได้ต่อสู้กับการระบาดของโรคนิวคาสเซิลอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ เดือนธันวาคม ปี ๒๐๒๕ โดยจนถึงปัจจุบันพบฝูงสัตว์ปีกได้รับผลกระทบจากโรคแล้ว มากกว่า ๓๐ ฝูง ก่อนปี พ.ศ. ๒๕๖๘ สเปนเป็นประเทศปลอดโรคนิวคาสเซิลมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๖๕  

โปแลนด์

โปแลนด์เป็นประเทศที่มีการยืนยันการพบโรคนิวคาสเซิลมากที่สุดในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ โดยองค์การสุขภาพสัตว์โลก ได้เริ่มเผยแพร่รายงานสถานการณ์โรคแยกตามภูมิภาค แทนการรายงานภาพรวมทั้งประเทศ ในสัปดาห์นี้ องค์การสุขภาพสัตว์โลก ได้ประกาศให้สถานการณ์โรคนิวคาสเซิลใน ๔ ภูมิภาคของโปแลนด์ ได้แก่ วีลโคโปลสเกีย, วาร์มินสโก-มาซูร์สเกีย, ซัคฮอดนีออปอมอร์สเกีย และ วูช  สิ้นสุดลงแล้ว หรืออยู่ในสถานะ ควบคุมการระบาดได้สำเร็จ

ในช่วงเดือนที่ผ่านมา โปแลนด์มีรายงานการพบโรคนิวคาสเซิลเพียง ๑ ราย โดยเกิดขึ้นในฝูงไก่ไข่จำนวน ๗๘,๖๗๓ ตัว ที่เมือง ปชิคซีนา ดอลนา นอกเหนือจากฮังการี สเปน และโปแลนด์แล้ว องค์การสุขภาพสัตว์โลก ยังมีรายงานสถานการณ์โรคนิวคาสเซิลที่ยังคงมีการเฝ้าติดตามอย่างต่อเนื่องในประเทศต่อไปนี้ ได้แก่ สิงคโปร์ เยอรมนี เปรู อิสราเอล มาเลเซีย และบูร์กินาฟาโซ

เอกสารอ้างอิง

Graber R. 2026. New cases of Newcastle disease reported in Hungary, Spain. [Internet]. [Cited 2026 Sep 17]. Available from: https://www.wattagnet.com/regions/europe/news/15835164/new-cases-of-newcastle-disease-reported-in-hungary-spain

ภาพที่ ๑ ฮังการี-สเปนรายงานการระบาดโรคนิวคาสเซิลเพิ่ม (แหล่งภาพ Roy Graber | DALL-E)



วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2569

ไก่บราซิลระบายเข้าตลาดยูเค หลังอียูสั่งแบน

 ภาคอุตสาหกรรมสัตว์ปีกของสหราชอาณาจักรกำลังกังวลมากขึ้นว่า เนื้อไก่จากบราซิลปริมาณมหาศาลอาจถูกส่งเบี่ยงเข้าสู่ตลาดอังกฤษ หลังจากสหภาพยุโรป (EU) ตัดสินใจห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่มาจากบราซิล

มาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๓ กันยายน ได้กระตุ้นให้กลุ่มองค์กรเกษตรกรเรียกร้องอย่างหนักขึ้นให้รัฐบาลสหราชอาณาจักรดำเนินการตามบรัสเซลส์แห่งสหภาพยุโรป ด้วยการประกาศห้ามนำเข้าสินค้าจากบราซิลเช่นเดียวกัน

ความกังวลเกี่ยวกับการใช้สารต้านจุลชีพ

ประเด็นสำคัญของข้อพิพาทนี้อยู่ที่ ความกังวลเกี่ยวกับการใช้สารต้านจุลชีพในการผลิตปศุสัตว์ของบราซิล สหภาพยุโรปประกาศเมื่อเดือนพฤษภาคมว่า บราซิลจะถูกถอดออกจากรายชื่อประเทศที่ได้รับอนุญาตให้ส่งออกผลิตภัณฑ์จากสัตว์ไปยังอียู เนื่องจากมีข้อกังวลว่าบราซิลไม่สามารถแสดงหลักฐานได้ว่าปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันการเกิด การดื้อยาต้านจุลชีพ สำหรับผู้ผลิตสัตว์ปีกใน
สหราชอาณาจักร ประเด็นถกเถียงนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องความปลอดภัยด้านอาหารเท่านั้น แต่ยังมีความกังวลเพิ่มมากขึ้นว่า เนื้อไก่ที่เดิมตั้งใจส่งไปจำหน่ายในตลาดยุโรป อาจถูกเปลี่ยนเส้นทางมาส่งขายใน
สหราชอาณาจักรแทน อาจทำให้ปริมาณการนำเข้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก และสร้างแรงกดดันอย่างรุนแรงต่อผู้ผลิตภายในประเทศ

สหภาพเกษตรกรแห่งชาติของสหราชอาณาจักรหรือเอ็นเอฟยู เป็นแกนนำในการเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินมาตรการดังกล่าว โดย ทอม แบรดชอว์ ประธานเอ็นเอฟยู เตือนว่า หากสหราชอาณาจักรไม่ใช้มาตรการห้ามนำเข้าเช่นเดียวกับสหภาพยุโรป อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และทำให้เกษตรกรอังกฤษต้องแข่งขันกับสินค้าที่ผลิตภายใต้มาตรฐานที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ภายในสหราชอาณาจักร แบรดชอว์กล่าวว่า “มีความเสี่ยงอย่างแท้จริงที่ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบอาหารของเราจะถูกบั่นทอน หากผู้บริโภคเชื่อว่าสหราชอาณาจักรกำลังนำเข้าเนื้อวัวหรือเนื้อสัตว์ปีกที่ทั้งสหภาพยุโรปและประเทศอื่นๆ เห็นว่าไม่ปลอดภัย” เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่า “เป็นที่ชัดเจนว่าสหภาพยุโรปไม่มีความเชื่อมั่นว่าสินค้าเหล่านี้มีความปลอดภัยและไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพของมนุษย์ นั่นคือเหตุผลที่รัฐบาลของพวกเขาสั่งห้ามนำเข้าเนื้อสัตว์จากบราซิล และรัฐบาลสหราชอาณาจักรก็ควรดำเนินการเช่นเดียวกัน”

ตามข้อมูลของเอ็นเอฟยู บราซิลส่งออกเนื้อไก่ไปยังสหภาพยุโรป จำนวน ๒๑๑,๐๐๐ ตัน ในปี ๒๐๒๕ ทำให้บราซิลเป็นผู้จัดหาเนื้อสัตว์ปีกรายใหญ่ที่สุดของกลุ่มประเทศสมาชิกอียู เมื่อการเข้าถึงตลาดอียูถูกปิดกั้นลงโดยพฤตินัย ผู้นำในอุตสาหกรรมจึงกังวลว่าเนื้อไก่ปริมาณมากที่เคยส่งออกไปยังยุโรปอาจจำเป็นต้องหาตลาดรองรับแห่งใหม่ และอาจส่งผลให้สินค้าจำนวนดังกล่าวถูกเปลี่ยนเส้นทางไปยังประเทศอื่น ๆ รวมถึงสหราชอาณาจักร

อุตสาหกรรมสัตว์ปีกสหราชอาณาจักรชูความสำเร็จในการลดการใช้ยาปฏิชีวนะ

อุตสาหกรรมสัตว์ปีกของสหราชอาณาจักรระบุว่า ผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวอาจมีนัยสำคัญอย่างมาก โดยเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกในสหราชอาณาจักรสามารถลดปริมาณการใช้ยาปฏิชีวนะในฟาร์มลงได้ถึง ร้อยละ ๖๐ นับตั้งแต่ปี ๒๐๑๔ ขณะที่การใช้ยาปฏิชีวนะที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาโรคในมนุษย์ ลดลงถึงร้อยละ ๘๓ นอกจากนี้ ยาปฏิชีวนะที่ใช้เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตของสัตว์ ยังถูกสั่งห้ามใช้ในสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรปมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๙  อุตสาหกรรมสัตว์ปีกอังกฤษจึงมองว่าผู้ผลิตภายในประเทศได้ลงทุนและพัฒนามาตรฐานการผลิตอย่างต่อเนื่องเพื่อลดการพึ่งพายาปฏิชีวนะ และกังวลว่าการนำเข้าสินค้าจากประเทศที่มีมาตรฐานหรือแนวปฏิบัติแตกต่างกัน อาจทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ผลิตในประเทศ

แรงกดดันต่อรัฐบาลสหราชอาณาจักรเพิ่มสูงขึ้น

ประเด็นดังกล่าวได้กลายเป็นวาระทางการเมืองสำคัญของสหราชอาณาจักรอย่างรวดเร็ว นับตั้งแต่สหภาพยุโรป ประกาศมาตรการดังกล่าวเมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๐๒๖ โดยตัวแทนของเอ็นเอฟยู ได้เข้าหารือกับเจ้าหน้าที่กระทรวงสิ่งแวดล้อม อาหาร และกิจการชนบทของสหราชอาณาจักรหรือดีฟรา รัฐมนตรี และสมาชิกรัฐสภาอย่างต่อเนื่อง ในเดือน กรกฎาคม ทอม แบรดชอว์ ได้เข้าพบ เดม แองเจลา อีเกิล จากดีฟราเพื่อชี้แจงถึงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่การเบี่ยงเส้นทางการส่งออกเนื้อสัตว์จากบราซิลอาจมีต่อตลาดภายในประเทศ ความพยายามในการผลักดันนโยบายดังกล่าวยิ่งเข้มข้นขึ้นตลอดช่วงฤดูร้อน โดยสหภาพเกษตรกรจากทั่วสหราชอาณาจักรได้ประสานความร่วมมือและกำหนดท่าทีร่วมกัน ภายในเดือน สิงหาคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกสภาขุนนางได้รับการชี้แจงข้อมูลล่วงหน้าก่อนที่รัฐสภาจะกลับมาเปิดประชุมหลังช่วงปิดสมัยประชุม เมื่อวันที่ ๒ กันยายน ประเด็นนี้ได้ถูกหยิบยกขึ้นหารือในช่วงตอบกระทู้ถามนายกรัฐมนตรี โดย อลาสแตร์ คาร์ไมเคิล ประธานคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม อาหาร และกิจการชนบทได้สอบถามว่าสหราชอาณาจักรจะดำเนินการตามตัวอย่างของอียู หรือไม่ นายกรัฐมนตรีตอบว่า “ทุกทางเลือกยังคงอยู่บนโต๊ะ” หมายความว่ารัฐบาลยังไม่ได้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย และยังคงพิจารณาทางเลือกต่าง ๆ รวมถึงความเป็นไปได้ในการห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์จากสัตว์ของบราซิลเช่นเดียวกับสหภาพยุโรป

ความไม่แน่นอนยังคงเป็นความท้าทายหลักสำหรับผู้ผลิตสัตว์ปีก

สำหรับผู้ผลิตสัตว์ปีก ความไม่แน่นอนยังคงเป็นความท้าทายที่ใหญ่ที่สุด แม้ขณะนี้จะยังไม่มีรายงานการทะลักเข้ามาของสินค้าในทันที แต่ความเป็นไปได้ที่ผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกจากบราซิลที่ถูกเบี่ยงเบนจากตลาดอื่นจะเข้ามาสู่สหราชอาณาจักร ยังคงเป็นประเด็นหลักที่ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง ตัวแทนภาคอุตสาหกรรมเตือนว่า การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นอาจบิดเบือนกลไกการค้า กดดันราคาสินค้า และบั่นทอนความเชื่อมั่นในการลงทุน โดย สหภาพเกษตรกรแห่งชาติ เรียกร้องให้คงมาตรการห้ามนำเข้าเชิงป้องกันไว้ จนกว่าบราซิลจะสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างมีความรับผิดชอบ และทางการสหราชอาณาจักรจะดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียดครบถ้วน ผู้สนับสนุนมาตรการดังกล่าวให้เหตุผลว่า ประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับการรักษาความเชื่อมั่นของสาธารณชน และการทำให้มั่นใจว่าสัตว์ปีกนำเข้ามีมาตรฐานตามความคาดหวังเดียวกับที่กำหนดให้เกษตรกรชาวอังกฤษต้องปฏิบัติ ในทางกลับกัน ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์การไม่ดำเนินการเตือนว่า สหราชอาณาจักรอาจกลายเป็นตลาดทางเลือกสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ถูกปฏิเสธจากประเทศหรือภูมิภาคอื่นๆ ได้ หากไม่มีมาตรการควบคุมที่เพียงพอ

เอกสารอ้างอิง

McDougal T. 2026. Fears grow of dumping of Brazilian poultry into the UK following EU ban. [Internet]. [Cited 2026 Sep 18]. Available from: https://www.foodagribusiness.world/poultry/fears-grow-of-dumping-of-brazilian-poultry-into-the-uk-following-eu-ban

ภาพที่ ๑ แนวโน้มที่การนำเข้าเนื้อไก่จากบราซิลจะเพิ่มขึ้น กำลังสร้างความกังวลให้แก่ผู้เลี้ยงไก่เนื้อในสหราชอาณาจักร (แหล่งภาพ Diederik van der Laan)



วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2569

ฝรั่งเศสเผชิญผลผลิตไข่ลดลงจากคลื่นความร้อน

 คลื่นความร้อนที่แผ่ปกคลุมฝรั่งเศส ซึ่งมักทำให้อุณหภูมิสูงถึง ๔๐ องศาเซลเซียสหรือมากกว่านั้น ส่งผลให้การผลิตไข่ลดลง โดยในเดือนสิงหาคมมีการผลิตไข่ประมาณ ๑.๔ พันล้านฟอง ลดลงร้อยละ ๒.๘ เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า

สำนักงานสถิติการเกษตร อาเกรสต์ ระบุว่า การลดลงดังกล่าวสอดคล้องกับอัตราการตายที่เพิ่มขึ้นของแม่ไก่ไข่อันเป็นผลจากคลื่นความร้อน ในช่วงเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม ไก่และสัตว์ปีกชนิดอื่น ๆ หลายแสนตัวตายเนื่องจากอุณหภูมิภายในโรงเรือนสูงเกินไป ส่งผลให้จำนวนสัตว์ปีกที่ถูกนำไปชำแหละในเดือนสิงหาคมลดลงร้อยละ ๑.๖ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

แนวโน้มการลดการใช้ไข่จากระบบกรงยังคงดำเนินต่อไป

แม้จะเผชิญปัญหาดังกล่าว แต่ปริมาณการผลิตไข่ยังคงสูงกว่าปีก่อนร้อยละ ๒.๙ โดยที่น่าสังเกตคือ จำนวนไข่ที่ผลิตจากแม่ไก่ใน ระบบกรงปรับปรุงสวัสดิภาพสัตว์ลดลงเกือบร้อยละ ๓.๘ เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า เหลือประมาณ ๓๐๐ ล้านฟอง ขณะเดียวกัน การผลิตไข่จากระบบการเลี้ยงทางเลือก เช่น ระบบปล่อยอิสระ หรือระบบเลี้ยงกลางแจ้งเพิ่มขึ้นร้อยละ ๕.๓ เป็นมากกว่า ๑.๑ พันล้านฟอง สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านจากการผลิตไข่ในระบบกรงไปสู่ระบบการเลี้ยงที่คำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์มากขึ้น

ตัวเลขจากอาแกรสต์ ยังแสดงให้เห็นอีกด้วยว่า การเปลี่ยนผ่านจากระบบเลี้ยงแม่ไก่ไข่ในกรงไปสู่ระบบการเลี้ยงทางเลือกในฝรั่งเศสประสบความสำเร็จ โดยปัจจุบันปริมาณการผลิตไข่จากแม่ไก่ที่เลี้ยงในกรงลดลงเกือบ ๒๕% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง ๕ ปีที่ผ่านมา ขณะที่การผลิตไข่จากระบบที่เรียกว่า ระบบการเลี้ยงทางเลือก สูงกว่า ๓๓% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย ๕ ปีดังกล่าว นอกจากนี้ อาแกรสต์ ยังรายงานว่า ต้นทุนการผลิตไข่ในช่วงฤดูร้อนของปีนี้ ลดลงเกือบ ๒๐% เมื่อเทียบกับระดับที่สูงผิดปกติในปีก่อนหน้า แต่ยังคงสูงกว่า ค่าเฉลี่ยในช่วง ๕ ปีที่ผ่านมาอยู่ประมาณ ๒๕%

เอกสารอ้างอิง

Peijs R. 2026. Heatwaves cause dip in French egg production. [Internet]. [Cited 2026 Sep 15]. Available from: https://www.foodagribusiness.world/poultry/heatwaves-cause-dip-in-french-egg-production

ภาพที่ ๑ การผลิตไข่ของฝรั่งเศสลดลงในเดือนสิงหาคม เนื่องจากคลื่นความร้อนส่งผลให้อัตราการตายของแม่ไก่ไข่เพิ่มสูงขึ้น ภาพประกอบสร้างขึ้นด้วยความช่วยเหลือของปัญญาประดิษฐ์ (แหล่งภาพ เรเวล)



วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2569

ฮังการีพบนิวคาสเซิลในไก่เนื้อ

 ฟาร์มไก่เนื้อที่เกี่ยวข้องกับการระบาดครั้งนี้รวมแล้วจำนวน ๒๑๙,๐๐๐ ตัว

มีการยืนยันการเกิดโรคนิวคาสเซิลในฝูงไก่เนื้อเชิงพาณิชย์ ๒ แห่ง ในเมืองเคชเคเมต ประเทศฮังการี โดยองค์การโรคระบาดสัตว์โลก ระบุว่า นี่เป็นการรายงานการพบโรคนิวคาสเซิลในฮังการีเป็นครั้งแรกของประเทศ

รายงานขององค์การโรคระบาดสัตว์โลก ลงวันที่ ๙ กันยายน ระบุว่า ฝูงไก่เนื้อแห่งหนึ่งมีจำนวนไก่ ๑๒๔,๐๐๐ ตัว ขณะที่อีกฝูงหนึ่งมีจำนวน ๙๕,๐๐๐ ตัว โดยทั้งสองรายได้รับการยืนยันผลจากการตรวจด้วยวิธีเรียลไทม์-พีซีอาร์ ซึ่งดำเนินการโดยกองวินิจฉัยโรคสัตว์ สังกัดสำนักงานความปลอดภัยห่วงโซ่อาหารแห่งชาติของฮังการี

แหล่งที่มาของการติดเชื้อยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้ ได้มีการดำเนินมาตรการควบคุมโรค ได้แก่ การทำลายสัตว์ปีกในฝูงที่ติดโรค การทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ การสอบสวนย้อนรอย การกำหนดเขตควบคุมโรค การเฝ้าระวังโรคภายในเขตจำกัดการระบาด ตลอดจนการกำจัดซากสัตว์ ผลพลอยได้ และของเสียภายใต้การกำกับของเจ้าหน้าที่ทางการ โดยองค์การโรคระบาดสัตว์โลก ระบุว่าจะขยายการเฝ้าระวังโรคไปยังพื้นที่นอกเขตจำกัดการระบาดในระยะต่อไป

นอกเหนือจากฮังการีแล้วองค์การโรคระบาดสัตว์โลก ยังมีรายงานการเฝ้าติดตามสถานการณ์โรคนิวคาสเซิลในหลายประเทศ ได้แก่ โปแลนด์ สเปน สิงคโปร์ เยอรมนี เปรู อิสราเอล มาเลเซีย และบูร์กินาฟาโซ ทั้งนี้ ไม่มีประเทศใดที่รายงานการระบาดดังกล่าวมีพรมแดนติดต่อกับประเทศฮังการีโดยตรง

เอกสารอ้างอิง

Graber R. 2026. Newcastle disease strikes two Hungarian broiler flocks. [Internet]. [Cited 2026 Sep 9]. Available from: https://www.wattagnet.com/broilers-turkeys/diseases-health/news/15834519/newcastle-disease-strikes-two-hungarian-broiler-flocks

ภาพที่ ๑ ฟาร์มไก่เนื้อที่เกี่ยวข้องกับการระบาดครั้งนี้รวมแล้วจำนวน ๒๑๙,๐๐๐ ตัว ในประเทศฮังการี (แหล่งภาพ MabelAmber | Pixabay)



วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2569

อียูแบนการนำเข้าเนื้อสัตว์ทั้งหมดจากบราซิล

 คณะกรรมาธิการยุโรป ระบุว่า บราซิลไม่สามารถให้หลักประกันได้เพียงพอ ว่าการส่งออกเนื้อสัตว์ของตนเป็นไปตามมาตรฐานของสหภาพยุโรปที่มุ่งป้องกันการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่เหมาะสมในการเลี้ยงสัตว์ สหภาพยุโรปมีข้อห้ามไม่ให้ใช้สารต้านจุลชีพ เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตของปศุสัตว์ เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการลดปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพ

สหภาพยุโรปจะระงับการนำเข้าเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์อื่นๆ จากบราซิลตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ ๓ กันยายนนี้ เป็นต้นไป โดยกรุงบรัสเซลส์ระบุว่าการระงับดังกล่าวจะมีผลจนกว่าบราซิลจะสามารถให้หลักประกันได้ว่ากำลังปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านสุขภาพสัตว์ของสหภาพยุโรปอย่างครบถ้วน

คณะกรรมาธิการยุโรประบุว่า บราซิลไม่สามารถให้หลักประกันได้เพียงพอ ว่าการส่งออกของประเทศเป็นไปตามมาตรฐานของสหภาพยุโรป ที่มีเป้าหมายเพื่อป้องกันการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่เหมาะสมในการเลี้ยงปศุสัตว์ “บราซิลจะไม่ได้รับอนุญาตให้ส่งออกสัตว์ที่ใช้ผลิตอาหาร รวมถึงผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่มีจุดประสงค์เพื่อการบริโภคของมนุษย์เข้าสู่สหภาพยุโรปอีกต่อไป” โฆษกหญิงของคณะกรรมาธิการยุโรปให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอเอฟพี เมื่อวันจันทร์ที่ ๓๑ สิงหาคมที่ผ่านมา

มาตรการนี้จะส่งผลกระทบต่อสินค้าโภคภัณฑ์หลายประเภท ได้แก่ เนื้อสัตว์ปีก เนื้อสัตว์ ไข่ น้ำผึ้ง และไส้สำหรับผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ ทางกรุงบรัสเซลส์ยังไม่ได้ระบุกรอบเวลาที่ชัดเจนว่าการนำเข้าจะกลับมาดำเนินการได้เมื่อใด เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา บราซิลถูกบรรจุอยู่ในรายชื่อประเทศของสหภาพยุโรปที่ ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์ ปัจจุบัน การตรวจประเมินภาคอุตสาหกรรม สัตว์ปีกและน้ำผึ้งของบราซิล มีกำหนดแล้วเสร็จในวันศุกร์นี้ หากผลการตรวจออกมาเป็นบวก และได้รับความเห็นชอบจากประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป การส่งออกเนื้อสัตว์ปีกของบราซิลไปยังอียูอาจกลับมาดำเนินการได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม การนำเข้าเนื้อวัวจากบราซิลอาจใช้เวลานานกว่านั้น ก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้กลับมาส่งออกสู่ตลาดสหภาพยุโรปอีกครั้ง

นิตยสารการเกษตรของเยอรมนี คำนวณว่า นับตั้งแต่ต้นปี พ.ศ.๒๕๖๙ จนถึงขณะนี้ บราซิลได้ส่งออก เนื้อวัวสดและเนื้อวัวแปรรูป ไปยังสหภาพยุโรปแล้วประมาณ ๕๙,๐๐๐ ตัน และส่งออก เนื้อสัตว์ปีก ประมาณ ๑๙๗,๐๐๐ ตัน ในขณะเดียวกัน การส่งออก เนื้อสุกรแปรรูป จากบราซิลไปยังสหภาพยุโรป มีเพียง ๒๖ ตัน เท่านั้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง การระงับการนำเข้าของอียู จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรม สัตว์ปีกของบราซิลมากที่สุด รองลงมาคือ อุตสาหกรรมเนื้อวัว ขณะที่ภาคเนื้อสุกร แทบไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากมีปริมาณการส่งออกไปยังอียูน้อยมากอยู่แล้ว

 

เกษตรกรฝรั่งเศสวิจารณ์อย่างหนัก

คณะกรรมาธิการยุโรประบุว่า ระยะเวลาของการระงับนำเข้าจะขึ้นอยู่กับว่าบราซิลสามารถแสดงให้เห็นได้รวดเร็วเพียงใดว่าปฏิบัติตามข้อกำหนดของสหภาพยุโรปอย่างครบถ้วน โฆษกหญิงของคณะกรรมาธิการยุโรปกล่าวว่า “บราซิลเป็นหุ้นส่วนที่สำคัญของสหภาพยุโรป และเรากำลังทำงานร่วมกับทางการบราซิลอย่างใกล้ชิด ในลักษณะที่สร้างสรรค์และเป็นบวก เพื่อให้มั่นใจว่าบราซิลปฏิบัติตามข้อกำหนดเหล่านี้” เธอกล่าวเพิ่มเติมว่า “เมื่อสามารถพิสูจน์ได้ว่าปฏิบัติตามข้อกำหนดแล้ว การส่งออกไปยังสหภาพยุโรปก็จะสามารถกลับมาดำเนินการได้อีกครั้ง”

สหภาพยุโรป มีความต้องการที่จะแสดงให้เห็นถึงความเข้มงวดและความระมัดระวังในการบังคับใช้มาตรการต่างๆ หลังจากเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากเกษตรกรและจากรัฐบาลฝรั่งเศส ภายหลังการลงนามข้อตกลงการค้าเสรี เมื่อเดือนมกราคมปี พ.ศ.๒๕๖๙ กับกลุ่มประเทศ เมอร์โคซูร์ ในอเมริกาใต้ ซึ่งประกอบด้วย อาร์เจนตินา บราซิล อุรุกวัย และปารากวัย การวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวมีสาเหตุจากความกังวลว่า การเปิดเสรีทางการค้าอาจส่งผลให้สินค้าเกษตรและปศุสัตว์จากประเทศเหล่านี้เข้ามาแข่งขันกับเกษตรกรในสหภาพยุโรปมากขึ้น และอาจมีมาตรฐานการผลิตที่แตกต่างจากข้อกำหนดที่เข้มงวดของอียู

ในปี พ.ศ.๒๕๖๘ บราซิลเป็นผู้ส่งออกเนื้อวัวรายใหญ่อันดับสองให้แก่สหภาพยุโรป โดยส่งออกเนื้อวัวมากกว่า ๙๒,๐๐๐ ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า ๒.๗ หมื่นล้านบาท สหภาพยุโรปมีข้อห้ามการใช้ สารต้านจุลชีพ เพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตของปศุสัตว์ และยังจำกัดการใช้ยาปฏิชีวนะบางชนิดที่สงวนไว้สำหรับการรักษาในมนุษย์ โดยเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการควบคุมและลดปัญหา การดื้อยาต้านจุลชีพ ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อสุขภาพของประชาชนทั่วโลก

เอกสารอ้างอิง

Le Monde. 2026. EU suspends Brazilian meat imports over health concerns. [Internet]. [Cited 2026 Sep 8]. Available from: https://www.wattagnet.com/poultry-meat/diseases-health/avian-influenza/news/15834291/bulgaria-france-record-first-seasons-first-avian-flu-cases-in-poultry

ภาพที่ ๑ โครงสร้างอุตสาหกรรมการผลิตสัตว์ปีกส่งผลต่อความยืดหยุ่นในการเผชิญการระบาดของโรคไข้หวัดนก (แหล่งภาพ Roy Graber | DALL-E)



เทคโนโลยีอัจฉริยะระบุเชื้อก่อโรค

  งานวิจัยนี้เน้นที่เชื้อ เอนเทอโรคอคคัส ซีโครัม แต่เทคนิคนี้สามารถประยุกต์ใช้กับเชื้อก่อโรคอื่นๆ ได้ กระบวนการเรียนรู้ของเครื่องจักรที่ส...