วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2569

ไก่บราซิลระบายเข้าตลาดยูเค หลังอียูสั่งแบน

 ภาคอุตสาหกรรมสัตว์ปีกของสหราชอาณาจักรกำลังกังวลมากขึ้นว่า เนื้อไก่จากบราซิลปริมาณมหาศาลอาจถูกส่งเบี่ยงเข้าสู่ตลาดอังกฤษ หลังจากสหภาพยุโรป (EU) ตัดสินใจห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่มาจากบราซิล

มาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๓ กันยายน ได้กระตุ้นให้กลุ่มองค์กรเกษตรกรเรียกร้องอย่างหนักขึ้นให้รัฐบาลสหราชอาณาจักรดำเนินการตามบรัสเซลส์แห่งสหภาพยุโรป ด้วยการประกาศห้ามนำเข้าสินค้าจากบราซิลเช่นเดียวกัน

ความกังวลเกี่ยวกับการใช้สารต้านจุลชีพ

ประเด็นสำคัญของข้อพิพาทนี้อยู่ที่ ความกังวลเกี่ยวกับการใช้สารต้านจุลชีพในการผลิตปศุสัตว์ของบราซิล สหภาพยุโรปประกาศเมื่อเดือนพฤษภาคมว่า บราซิลจะถูกถอดออกจากรายชื่อประเทศที่ได้รับอนุญาตให้ส่งออกผลิตภัณฑ์จากสัตว์ไปยังอียู เนื่องจากมีข้อกังวลว่าบราซิลไม่สามารถแสดงหลักฐานได้ว่าปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันการเกิด การดื้อยาต้านจุลชีพ สำหรับผู้ผลิตสัตว์ปีกใน
สหราชอาณาจักร ประเด็นถกเถียงนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องความปลอดภัยด้านอาหารเท่านั้น แต่ยังมีความกังวลเพิ่มมากขึ้นว่า เนื้อไก่ที่เดิมตั้งใจส่งไปจำหน่ายในตลาดยุโรป อาจถูกเปลี่ยนเส้นทางมาส่งขายใน
สหราชอาณาจักรแทน อาจทำให้ปริมาณการนำเข้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก และสร้างแรงกดดันอย่างรุนแรงต่อผู้ผลิตภายในประเทศ

สหภาพเกษตรกรแห่งชาติของสหราชอาณาจักรหรือเอ็นเอฟยู เป็นแกนนำในการเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินมาตรการดังกล่าว โดย ทอม แบรดชอว์ ประธานเอ็นเอฟยู เตือนว่า หากสหราชอาณาจักรไม่ใช้มาตรการห้ามนำเข้าเช่นเดียวกับสหภาพยุโรป อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และทำให้เกษตรกรอังกฤษต้องแข่งขันกับสินค้าที่ผลิตภายใต้มาตรฐานที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ภายในสหราชอาณาจักร แบรดชอว์กล่าวว่า มีความเสี่ยงอย่างแท้จริงที่ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบอาหารของเราจะถูกบั่นทอน หากผู้บริโภคเชื่อว่าสหราชอาณาจักรกำลังนำเข้าเนื้อวัวหรือเนื้อสัตว์ปีกที่ทั้งสหภาพยุโรปและประเทศอื่นๆ เห็นว่าไม่ปลอดภัย” เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่า “เป็นที่ชัดเจนว่าสหภาพยุโรปไม่มีความเชื่อมั่นว่าสินค้าเหล่านี้มีความปลอดภัยและไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพของมนุษย์ นั่นคือเหตุผลที่รัฐบาลของพวกเขาสั่งห้ามนำเข้าเนื้อสัตว์จากบราซิล และรัฐบาลสหราชอาณาจักรก็ควรดำเนินการเช่นเดียวกัน

ตามข้อมูลของเอ็นเอฟยู บราซิลส่งออกเนื้อไก่ไปยังสหภาพยุโรป จำนวน ๒๑๑,๐๐๐ ตัน ในปี ๒๐๒๕ ทำให้บราซิลเป็นผู้จัดหาเนื้อสัตว์ปีกรายใหญ่ที่สุดของกลุ่มประเทศสมาชิกอียู เมื่อการเข้าถึงตลาดอียูถูกปิดกั้นลงโดยพฤตินัย ผู้นำในอุตสาหกรรมจึงกังวลว่าเนื้อไก่ปริมาณมากที่เคยส่งออกไปยังยุโรปอาจจำเป็นต้องหาตลาดรองรับแห่งใหม่ และอาจส่งผลให้สินค้าจำนวนดังกล่าวถูกเปลี่ยนเส้นทางไปยังประเทศอื่น ๆ รวมถึงสหราชอาณาจักร

อุตสาหกรรมสัตว์ปีกสหราชอาณาจักรชูความสำเร็จในการลดการใช้ยาปฏิชีวนะ

อุตสาหกรรมสัตว์ปีกของสหราชอาณาจักรระบุว่า ผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวอาจมีนัยสำคัญอย่างมาก โดยเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกในสหราชอาณาจักรสามารถลดปริมาณการใช้ยาปฏิชีวนะในฟาร์มลงได้ถึง ร้อยละ ๖๐ นับตั้งแต่ปี ๒๐๑๔ ขณะที่การใช้ยาปฏิชีวนะที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาโรคในมนุษย์ ลดลงถึงร้อยละ ๘๓ นอกจากนี้ ยาปฏิชีวนะที่ใช้เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตของสัตว์ ยังถูกสั่งห้ามใช้ในสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรปมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๙  อุตสาหกรรมสัตว์ปีกอังกฤษจึงมองว่าผู้ผลิตภายในประเทศได้ลงทุนและพัฒนามาตรฐานการผลิตอย่างต่อเนื่องเพื่อลดการพึ่งพายาปฏิชีวนะ และกังวลว่าการนำเข้าสินค้าจากประเทศที่มีมาตรฐานหรือแนวปฏิบัติแตกต่างกัน อาจทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ผลิตในประเทศ

แรงกดดันต่อรัฐบาลสหราชอาณาจักรเพิ่มสูงขึ้น

ประเด็นดังกล่าวได้กลายเป็นวาระทางการเมืองสำคัญของสหราชอาณาจักรอย่างรวดเร็ว นับตั้งแต่สหภาพยุโรป ประกาศมาตรการดังกล่าวเมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๐๒๖ โดยตัวแทนของเอ็นเอฟยู ได้เข้าหารือกับเจ้าหน้าที่กระทรวงสิ่งแวดล้อม อาหาร และกิจการชนบทของสหราชอาณาจักรหรือดีฟรา รัฐมนตรี และสมาชิกรัฐสภาอย่างต่อเนื่อง ในเดือน กรกฎาคม ทอม แบรดชอว์ ได้เข้าพบ เดม แองเจลา อีเกิล จากดีฟราเพื่อชี้แจงถึงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่การเบี่ยงเส้นทางการส่งออกเนื้อสัตว์จากบราซิลอาจมีต่อตลาดภายในประเทศ ความพยายามในการผลักดันนโยบายดังกล่าวยิ่งเข้มข้นขึ้นตลอดช่วงฤดูร้อน โดยสหภาพเกษตรกรจากทั่วสหราชอาณาจักรได้ประสานความร่วมมือและกำหนดท่าทีร่วมกัน ภายในเดือน สิงหาคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกสภาขุนนางได้รับการชี้แจงข้อมูลล่วงหน้าก่อนที่รัฐสภาจะกลับมาเปิดประชุมหลังช่วงปิดสมัยประชุม เมื่อวันที่ ๒ กันยายน ประเด็นนี้ได้ถูกหยิบยกขึ้นหารือในช่วงตอบกระทู้ถามนายกรัฐมนตรี โดย อลาสแตร์ คาร์ไมเคิล ประธานคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม อาหาร และกิจการชนบทได้สอบถามว่าสหราชอาณาจักรจะดำเนินการตามตัวอย่างของอียู หรือไม่ นายกรัฐมนตรีตอบว่า “ทุกทางเลือกยังคงอยู่บนโต๊ะ” หมายความว่ารัฐบาลยังไม่ได้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย และยังคงพิจารณาทางเลือกต่าง ๆ รวมถึงความเป็นไปได้ในการห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์จากสัตว์ของบราซิลเช่นเดียวกับสหภาพยุโรป

ความไม่แน่นอนยังคงเป็นความท้าทายหลักสำหรับผู้ผลิตสัตว์ปีก

สำหรับผู้ผลิตสัตว์ปีก ความไม่แน่นอนยังคงเป็นความท้าทายที่ใหญ่ที่สุด แม้ขณะนี้จะยังไม่มีรายงานการทะลักเข้ามาของสินค้าในทันที แต่ความเป็นไปได้ที่ผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกจากบราซิลที่ถูกเบี่ยงเบนจากตลาดอื่นจะเข้ามาสู่สหราชอาณาจักร ยังคงเป็นประเด็นหลักที่ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง ตัวแทนภาคอุตสาหกรรมเตือนว่า การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นอาจบิดเบือนกลไกการค้า กดดันราคาสินค้า และบั่นทอนความเชื่อมั่นในการลงทุน โดย สหภาพเกษตรกรแห่งชาติ เรียกร้องให้คงมาตรการห้ามนำเข้าเชิงป้องกันไว้ จนกว่าบราซิลจะสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างมีความรับผิดชอบ และทางการสหราชอาณาจักรจะดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียดครบถ้วน ผู้สนับสนุนมาตรการดังกล่าวให้เหตุผลว่า ประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับการรักษาความเชื่อมั่นของสาธารณชน และการทำให้มั่นใจว่าสัตว์ปีกนำเข้ามีมาตรฐานตามความคาดหวังเดียวกับที่กำหนดให้เกษตรกรชาวอังกฤษต้องปฏิบัติ ในทางกลับกัน ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์การไม่ดำเนินการเตือนว่า สหราชอาณาจักรอาจกลายเป็นตลาดทางเลือกสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ถูกปฏิเสธจากประเทศหรือภูมิภาคอื่นๆ ได้ หากไม่มีมาตรการควบคุมที่เพียงพอ

เอกสารอ้างอิง

McDougal T. 2026. Fears grow of dumping of Brazilian poultry into the UK following EU ban. [Internet]. [Cited 2026 Sep 18]. Available from: https://www.foodagribusiness.world/poultry/fears-grow-of-dumping-of-brazilian-poultry-into-the-uk-following-eu-ban

ภาพที่ ๑ แนวโน้มที่การนำเข้าเนื้อไก่จากบราซิลจะเพิ่มขึ้น กำลังสร้างความกังวลให้แก่ผู้เลี้ยงไก่เนื้อในสหราชอาณาจักร (แหล่งภาพ Diederik van der Laan)



วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2569

ฝรั่งเศสเผชิญผลผลิตไข่ลดลงจากคลื่นความร้อน

 คลื่นความร้อนที่แผ่ปกคลุมฝรั่งเศส ซึ่งมักทำให้อุณหภูมิสูงถึง ๔๐ องศาเซลเซียสหรือมากกว่านั้น ส่งผลให้การผลิตไข่ลดลง โดยในเดือนสิงหาคมมีการผลิตไข่ประมาณ ๑.๔ พันล้านฟอง ลดลงร้อยละ ๒.๘ เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า

สำนักงานสถิติการเกษตร อาเกรสต์ ระบุว่า การลดลงดังกล่าวสอดคล้องกับอัตราการตายที่เพิ่มขึ้นของแม่ไก่ไข่อันเป็นผลจากคลื่นความร้อน ในช่วงเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม ไก่และสัตว์ปีกชนิดอื่น ๆ หลายแสนตัวตายเนื่องจากอุณหภูมิภายในโรงเรือนสูงเกินไป ส่งผลให้จำนวนสัตว์ปีกที่ถูกนำไปชำแหละในเดือนสิงหาคมลดลงร้อยละ ๑.๖ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

แนวโน้มการลดการใช้ไข่จากระบบกรงยังคงดำเนินต่อไป

แม้จะเผชิญปัญหาดังกล่าว แต่ปริมาณการผลิตไข่ยังคงสูงกว่าปีก่อนร้อยละ ๒.๙ โดยที่น่าสังเกตคือ จำนวนไข่ที่ผลิตจากแม่ไก่ใน ระบบกรงปรับปรุงสวัสดิภาพสัตว์ลดลงเกือบร้อยละ ๓.๘ เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า เหลือประมาณ ๓๐๐ ล้านฟอง ขณะเดียวกัน การผลิตไข่จากระบบการเลี้ยงทางเลือก เช่น ระบบปล่อยอิสระ หรือระบบเลี้ยงกลางแจ้งเพิ่มขึ้นร้อยละ ๕.๓ เป็นมากกว่า ๑.๑ พันล้านฟอง สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านจากการผลิตไข่ในระบบกรงไปสู่ระบบการเลี้ยงที่คำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์มากขึ้น

ตัวเลขจากอาแกรสต์ ยังแสดงให้เห็นอีกด้วยว่า การเปลี่ยนผ่านจากระบบเลี้ยงแม่ไก่ไข่ในกรงไปสู่ระบบการเลี้ยงทางเลือกในฝรั่งเศสประสบความสำเร็จ โดยปัจจุบันปริมาณการผลิตไข่จากแม่ไก่ที่เลี้ยงในกรงลดลงเกือบ ๒๕% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง ๕ ปีที่ผ่านมา ขณะที่การผลิตไข่จากระบบที่เรียกว่า ระบบการเลี้ยงทางเลือก สูงกว่า ๓๓% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย ๕ ปีดังกล่าว นอกจากนี้ อาแกรสต์ ยังรายงานว่า ต้นทุนการผลิตไข่ในช่วงฤดูร้อนของปีนี้ ลดลงเกือบ ๒๐% เมื่อเทียบกับระดับที่สูงผิดปกติในปีก่อนหน้า แต่ยังคงสูงกว่า ค่าเฉลี่ยในช่วง ๕ ปีที่ผ่านมาอยู่ประมาณ ๒๕%

เอกสารอ้างอิง

Peijs R. 2026. Heatwaves cause dip in French egg production. [Internet]. [Cited 2026 Sep 15]. Available from: https://www.foodagribusiness.world/poultry/heatwaves-cause-dip-in-french-egg-production

ภาพที่ ๑ การผลิตไข่ของฝรั่งเศสลดลงในเดือนสิงหาคม เนื่องจากคลื่นความร้อนส่งผลให้อัตราการตายของแม่ไก่ไข่เพิ่มสูงขึ้น ภาพประกอบสร้างขึ้นด้วยความช่วยเหลือของปัญญาประดิษฐ์ (แหล่งภาพ เรเวล)



วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2569

ฮังการีพบนิวคาสเซิลในไก่เนื้อ

 ฟาร์มไก่เนื้อที่เกี่ยวข้องกับการระบาดครั้งนี้รวมแล้วจำนวน ๒๑๙,๐๐๐ ตัว

มีการยืนยันการเกิดโรคนิวคาสเซิลในฝูงไก่เนื้อเชิงพาณิชย์ ๒ แห่ง ในเมืองเคชเคเมต ประเทศฮังการี โดยองค์การโรคระบาดสัตว์โลก ระบุว่า นี่เป็นการรายงานการพบโรคนิวคาสเซิลในฮังการีเป็นครั้งแรกของประเทศ

รายงานขององค์การโรคระบาดสัตว์โลก ลงวันที่ ๙ กันยายน ระบุว่า ฝูงไก่เนื้อแห่งหนึ่งมีจำนวนไก่ ๑๒๔,๐๐๐ ตัว ขณะที่อีกฝูงหนึ่งมีจำนวน ๙๕,๐๐๐ ตัว โดยทั้งสองรายได้รับการยืนยันผลจากการตรวจด้วยวิธีเรียลไทม์-พีซีอาร์ ซึ่งดำเนินการโดยกองวินิจฉัยโรคสัตว์ สังกัดสำนักงานความปลอดภัยห่วงโซ่อาหารแห่งชาติของฮังการี

แหล่งที่มาของการติดเชื้อยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้ ได้มีการดำเนินมาตรการควบคุมโรค ได้แก่ การทำลายสัตว์ปีกในฝูงที่ติดโรค การทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ การสอบสวนย้อนรอย การกำหนดเขตควบคุมโรค การเฝ้าระวังโรคภายในเขตจำกัดการระบาด ตลอดจนการกำจัดซากสัตว์ ผลพลอยได้ และของเสียภายใต้การกำกับของเจ้าหน้าที่ทางการ โดยองค์การโรคระบาดสัตว์โลก ระบุว่าจะขยายการเฝ้าระวังโรคไปยังพื้นที่นอกเขตจำกัดการระบาดในระยะต่อไป

นอกเหนือจากฮังการีแล้วองค์การโรคระบาดสัตว์โลก ยังมีรายงานการเฝ้าติดตามสถานการณ์โรคนิวคาสเซิลในหลายประเทศ ได้แก่ โปแลนด์ สเปน สิงคโปร์ เยอรมนี เปรู อิสราเอล มาเลเซีย และบูร์กินาฟาโซ ทั้งนี้ ไม่มีประเทศใดที่รายงานการระบาดดังกล่าวมีพรมแดนติดต่อกับประเทศฮังการีโดยตรง

เอกสารอ้างอิง

Graber R. 2026. Newcastle disease strikes two Hungarian broiler flocks. [Internet]. [Cited 2026 Sep 9]. Available from: https://www.wattagnet.com/broilers-turkeys/diseases-health/news/15834519/newcastle-disease-strikes-two-hungarian-broiler-flocks

ภาพที่ ๑ ฟาร์มไก่เนื้อที่เกี่ยวข้องกับการระบาดครั้งนี้รวมแล้วจำนวน ๒๑๙,๐๐๐ ตัว ในประเทศฮังการี (แหล่งภาพ MabelAmber | Pixabay)



วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2569

อียูแบนการนำเข้าเนื้อสัตว์ทั้งหมดจากบราซิล

 คณะกรรมาธิการยุโรป ระบุว่า บราซิลไม่สามารถให้หลักประกันได้เพียงพอ ว่าการส่งออกเนื้อสัตว์ของตนเป็นไปตามมาตรฐานของสหภาพยุโรปที่มุ่งป้องกันการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่เหมาะสมในการเลี้ยงสัตว์ สหภาพยุโรปมีข้อห้ามไม่ให้ใช้สารต้านจุลชีพ เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตของปศุสัตว์ เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการลดปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพ

สหภาพยุโรปจะระงับการนำเข้าเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์อื่นๆ จากบราซิลตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ ๓ กันยายนนี้ เป็นต้นไป โดยกรุงบรัสเซลส์ระบุว่าการระงับดังกล่าวจะมีผลจนกว่าบราซิลจะสามารถให้หลักประกันได้ว่ากำลังปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านสุขภาพสัตว์ของสหภาพยุโรปอย่างครบถ้วน

คณะกรรมาธิการยุโรประบุว่า บราซิลไม่สามารถให้หลักประกันได้เพียงพอ ว่าการส่งออกของประเทศเป็นไปตามมาตรฐานของสหภาพยุโรป ที่มีเป้าหมายเพื่อป้องกันการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่เหมาะสมในการเลี้ยงปศุสัตว์ “บราซิลจะไม่ได้รับอนุญาตให้ส่งออกสัตว์ที่ใช้ผลิตอาหาร รวมถึงผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่มีจุดประสงค์เพื่อการบริโภคของมนุษย์เข้าสู่สหภาพยุโรปอีกต่อไป” โฆษกหญิงของคณะกรรมาธิการยุโรปให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอเอฟพี เมื่อวันจันทร์ที่ ๓๑ สิงหาคมที่ผ่านมา

มาตรการนี้จะส่งผลกระทบต่อสินค้าโภคภัณฑ์หลายประเภท ได้แก่ เนื้อสัตว์ปีก เนื้อสัตว์ ไข่ น้ำผึ้ง และไส้สำหรับผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ ทางกรุงบรัสเซลส์ยังไม่ได้ระบุกรอบเวลาที่ชัดเจนว่าการนำเข้าจะกลับมาดำเนินการได้เมื่อใด เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา บราซิลถูกบรรจุอยู่ในรายชื่อประเทศของสหภาพยุโรปที่ ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์ ปัจจุบัน การตรวจประเมินภาคอุตสาหกรรม สัตว์ปีกและน้ำผึ้งของบราซิล มีกำหนดแล้วเสร็จในวันศุกร์นี้ หากผลการตรวจออกมาเป็นบวก และได้รับความเห็นชอบจากประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป การส่งออกเนื้อสัตว์ปีกของบราซิลไปยังอียูอาจกลับมาดำเนินการได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม การนำเข้าเนื้อวัวจากบราซิลอาจใช้เวลานานกว่านั้น ก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้กลับมาส่งออกสู่ตลาดสหภาพยุโรปอีกครั้ง

นิตยสารการเกษตรของเยอรมนี คำนวณว่า นับตั้งแต่ต้นปี พ.ศ.๒๕๖๙ จนถึงขณะนี้ บราซิลได้ส่งออก เนื้อวัวสดและเนื้อวัวแปรรูป ไปยังสหภาพยุโรปแล้วประมาณ ๕๙,๐๐๐ ตัน และส่งออก เนื้อสัตว์ปีก ประมาณ ๑๙๗,๐๐๐ ตัน ในขณะเดียวกัน การส่งออก เนื้อสุกรแปรรูป จากบราซิลไปยังสหภาพยุโรป มีเพียง ๒๖ ตัน เท่านั้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง การระงับการนำเข้าของอียู จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรม สัตว์ปีกของบราซิลมากที่สุด รองลงมาคือ อุตสาหกรรมเนื้อวัว ขณะที่ภาคเนื้อสุกร แทบไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากมีปริมาณการส่งออกไปยังอียูน้อยมากอยู่แล้ว

 

เกษตรกรฝรั่งเศสวิจารณ์อย่างหนัก

คณะกรรมาธิการยุโรประบุว่า ระยะเวลาของการระงับนำเข้าจะขึ้นอยู่กับว่าบราซิลสามารถแสดงให้เห็นได้รวดเร็วเพียงใดว่าปฏิบัติตามข้อกำหนดของสหภาพยุโรปอย่างครบถ้วน โฆษกหญิงของคณะกรรมาธิการยุโรปกล่าวว่า “บราซิลเป็นหุ้นส่วนที่สำคัญของสหภาพยุโรป และเรากำลังทำงานร่วมกับทางการบราซิลอย่างใกล้ชิด ในลักษณะที่สร้างสรรค์และเป็นบวก เพื่อให้มั่นใจว่าบราซิลปฏิบัติตามข้อกำหนดเหล่านี้” เธอกล่าวเพิ่มเติมว่า “เมื่อสามารถพิสูจน์ได้ว่าปฏิบัติตามข้อกำหนดแล้ว การส่งออกไปยังสหภาพยุโรปก็จะสามารถกลับมาดำเนินการได้อีกครั้ง

สหภาพยุโรป มีความต้องการที่จะแสดงให้เห็นถึงความเข้มงวดและความระมัดระวังในการบังคับใช้มาตรการต่างๆ หลังจากเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากเกษตรกรและจากรัฐบาลฝรั่งเศส ภายหลังการลงนามข้อตกลงการค้าเสรี เมื่อเดือนมกราคมปี พ.ศ.๒๕๖๙ กับกลุ่มประเทศ เมอร์โคซูร์ ในอเมริกาใต้ ซึ่งประกอบด้วย อาร์เจนตินา บราซิล อุรุกวัย และปารากวัย การวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวมีสาเหตุจากความกังวลว่า การเปิดเสรีทางการค้าอาจส่งผลให้สินค้าเกษตรและปศุสัตว์จากประเทศเหล่านี้เข้ามาแข่งขันกับเกษตรกรในสหภาพยุโรปมากขึ้น และอาจมีมาตรฐานการผลิตที่แตกต่างจากข้อกำหนดที่เข้มงวดของอียู

ในปี พ.ศ.๒๕๖๘ บราซิลเป็นผู้ส่งออกเนื้อวัวรายใหญ่อันดับสองให้แก่สหภาพยุโรป โดยส่งออกเนื้อวัวมากกว่า ๙๒,๐๐๐ ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า ๒.๗ หมื่นล้านบาท สหภาพยุโรปมีข้อห้ามการใช้ สารต้านจุลชีพ เพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตของปศุสัตว์ และยังจำกัดการใช้ยาปฏิชีวนะบางชนิดที่สงวนไว้สำหรับการรักษาในมนุษย์ โดยเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการควบคุมและลดปัญหา การดื้อยาต้านจุลชีพ ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อสุขภาพของประชาชนทั่วโลก

เอกสารอ้างอิง

Le Monde. 2026. EU suspends Brazilian meat imports over health concerns. [Internet]. [Cited 2026 Sep 8]. Available from: https://www.wattagnet.com/poultry-meat/diseases-health/avian-influenza/news/15834291/bulgaria-france-record-first-seasons-first-avian-flu-cases-in-poultry

ภาพที่ ๑ โครงสร้างอุตสาหกรรมการผลิตสัตว์ปีกส่งผลต่อความยืดหยุ่นในการเผชิญการระบาดของโรคไข้หวัดนก (แหล่งภาพ Roy Graber | DALL-E)



วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2569

โครงสร้างอุตสาหกรรมสัตว์ปีกส่งผลต่อความยืดหยุ่นรับมือหวัดนก

โครงสร้างอุตสาหกรรมการผลิตสัตว์ปีกส่งผลต่อความยืดหยุ่นในการเผชิญการระบาดของโรคไข้หวัดนก

การศึกษาใหม่เผยให้เห็นว่าปัจจัยหลากหลายด้านส่งผลต่อศักยภาพของภาคอุตสาหกรรมในการเตรียมความพร้อมและการตอบสนองต่อการระบาดของโรคไข้หวัดนกชนิดความรุนแรงสูง นับตั้งแต่สิ้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ยุโรปพบการระบาดของโรคไข้หวัดนกชนิดความรุนแรงสูงในสัตว์ปีกเพียง ๑ เหตุการณ์ใหม่เท่านั้น เป็นหลักฐานเพิ่มเติมที่สะท้อนถึงการชะลอตัวของการติดเชื้อตามฤดูกาลในช่วงฤดูร้อนของซีกโลกเหนือ อย่างไรก็ตาม การตรวจพบการติดเชื้อรายใหม่ในนกป่าทั่วทวีปยุโรปในช่วงเวลาดังกล่าว บ่งชี้ว่าไวรัสก่อโรคไข้หวัดนกชนิดความรุนแรงสูงสับไทป์เอช ๕ เอ็น ๑ อาจกลับมาระบาดรุนแรงอีกครั้งเมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงที่กำลังใกล้เข้ามา

เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่า การรักษามาตรฐานความปลอดภัยทางชีวภาพในระดับสูง ช่วยปกป้องสัตว์ปีกในแต่ละฟาร์มจากโรคไข้หวัดนกชนิดความรุนแรงสูงได้ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยที่เผยแพร่ล่าสุดแสดงให้เห็นว่า ปัจจัยในระดับอุตสาหกรรมที่กว้างกว่านั้นก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน ตามข้อมูลของ ราชวิทยาลัยสัตวแพทยศาสตร์ หรืออาร์วีซี มองว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมสัตว์ปีกในสหราชอาณาจักร ได้แก่ การวางแผน การมีโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม และความเสี่ยงทางการเงิน ล้วนมีผลต่อความสามารถในการรับมือกับการระบาดของโรค

จากการศึกษาของอาร์วีซี ที่ดำเนินการร่วมกับมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ พบว่าการวางแผนและการประกันภัยเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความสามารถในการรับมือกับโรคไข้หวัดนกชนิดความรุนแรงสูง ผลการศึกษาระบุว่า การเลือกที่ตั้งฟาร์มสัตว์ปีกขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของหน่วยงานท้องถิ่น ต้องสร้างสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของเกษตรกร ความต้องการของชุมชนโดยรอบ และประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ เนื่องจากทางเลือกด้านการประกันภัยสำหรับโรคไข้หวัดนกยังมีอยู่อย่างจำกัด ความเสี่ยงทางการเงินจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องคำนึงถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการจัดการเมื่อเกิดการระบาด และการฟื้นฟูธุรกิจให้กลับมาดำเนินการได้ตามปกติหลังจากการระบาดสิ้นสุดลง นักวิจัยยังพบอีกว่า แต่ละภาคส่วนของอุตสาหกรรมสัตว์ปีก ได้แก่ ธุรกิจการผลิตเนื้อสัตว์ปีก ธุรกิจการผลิตไข่ และธุรกิจสัตว์ปีกที่เลี้ยงเพื่อการกีฬา ต่างเผชิญกับความท้าทายที่เกี่ยวข้องกับโรคไข้หวัดนก ในลักษณะที่แตกต่างกันเล็กน้อยตามลักษณะการผลิตของแต่ละภาคส่วน

บทความวิจัยของอาร์วีซี เรื่อง “การต่อรองระหว่างความมั่นคงและความยืดหยุ่น ความท้าทายด้านการวางแผนเพื่อการควบคุมโรคไข้หวัดนกในระบบการผลิตสัตว์ปีกของสหราชอาณาจักร” โดย เอ็ม. เฮนเนสซี และคณะ ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ 

ในฤดูกาลการระบาดของโรคไข้หวัดนกความรุนแรงสูงปี พ.ศ.๒๕๖๘ ถึง ๒๕๖๙ เริ่มนับตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๖๘ มีการยืนยันการระบาดในสัตว์ปีกของสหราชอาณาจักรรวม ๑๐๐ แห่ง ตามข้อมูลของกระทรวงสิ่งแวดล้อม อาหาร และกิจการชนบท หรือดีฟรา โดยการระบาดทั้งหมดเกิดจากไวรัสไข้หวัดนกความรุนแรงสูงสับไทป์เอช ๕ เอ็น ๑ ในจำนวนนี้พบการระบาด ๗๙ แห่งในอังกฤษ ๙ แห่งในสกอตแลนด์ ๗ แห่งในเวลส์ และ ๕ แห่งในไอร์แลนด์เหนือ ทั้งนี้ สหราชอาณาจักรไม่พบการระบาดครั้งใหม่ในสัตว์ปีกนับตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา

สถานการณ์โรคไข้หวัดนกความรุนแรงสูงในสัตว์ปีกของยุโรป

               ในช่วงสี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ยุโรปรายงานการระบาดของโรคไข้หวัดนกความรุนแรงสูงในสัตว์ปีกเชิงพาณิชย์เพียง ๑ แห่ง โดยพบการระบาดในฟาร์มไก่ไข่เชิงพาณิชย์ขนาดเล็กแห่งหนึ่งทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศสวีเดน ตามรายงานอย่างเป็นทางการที่หน่วยงานสัตวแพทย์ของสวีเดนแจ้งต่อองค์การสุขภาพสัตว์โลก

               มีการยืนยันการพบไวรัสไข้หวัดนกความรุนแรงสูงสับไทป์เอช ๕ เอ็น ๑ ในฝูงสัตว์ปีกจำนวน ๑๔๕ ตัว ในเขตเทศบาลเมืองทานุมเมื่อช่วงกลางเดือนสิงหาคม จากข้อมูลของระบบสารสนเทศโรคสัตว์ หรือเอเดิส ในวันที่ ๑๙ สิงหาคม นับเป็นการระบาดในสัตว์ปีกครั้งที่ ๓ ของสวีเดนในปีนี้ ระบบฐานข้อมูลดังกล่าวซึ่งจัดทำโดยคณะกรรมาธิการยุโรป ใช้สำหรับติดตามโรคสัตว์ที่อยู่ในบัญชีเฝ้าระวังในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปและบางประเทศใกล้เคียง อย่างไรก็ตาม ระบบดังกล่าวไม่ครอบคลุมข้อมูลจากเกาะบริเตนใหญ่แต่อย่างใด

นับตั้งแต่ต้นปีนี้ ยุโรปรายงานการระบาดของโรคไข้หวัดนกชนิดความรุนแรงสูงในสัตว์ปีกเชิงพาณิชย์รวม ๓๑๑ แห่ง โดยมี ๑๖ ประเทศรายงานการระบาดอย่างน้อย ๑ แห่ง และการระบาดทั้งหมดเกี่ยวข้องกับไวรัสไข้หวัดนกสายสับไทป์เอช ๕ เอ็น ๑ ทั้งสิ้น โปแลนด์เป็นประเทศที่มีจำนวนการระบาดสูงสุด ๑๔๓ แห่ง รองลงมาคือเยอรมนี ๔๐ แห่ง ฝรั่งเศส ๒๐ แห่ง และอิตาลี ๑๙ แห่ง ตลอดทั้งปี พ.ศ.๒๕๖๘ มีการระบาดในกลุ่มสัตว์ปีกเชิงพาณิชย์รวม ๗๒๙ แห่ง ใน ๒๓ ประเทศ ระบบสารสนเทศโรคสัตว์ของคณะกรรมาธิการยุโรปจัดเก็บข้อมูลการระบาดของโรคไข้หวัดนกชนิดความรุนแรงสูงในสัตว์ปีกเลี้ยงหลังบ้าน ฝูงนกสวยงาม สวนสัตว์ และสถานที่เลี้ยงนกในลักษณะใกล้เคียงกัน แยกออกเป็นอีกหมวดหนึ่งภายใต้กลุ่ม “นกที่ถูกเลี้ยงกักขัง”  

พบสัตว์ป่วยรายใหม่ประปรายในนกป่าของยุโรป

นับตั้งแต่วันที่ ๓๑ กรกฎาคม เป็นต้นมา ระบบสารสนเทศโรคสัตว์ของคณะกรรมาธิการยุโรป ได้บันทึกการระบาดของโรคไข้หวัดนกชนิดความรุนแรงสูงในประชากรนกป่ารายใหม่รวม ๑๙ ครั้งใน ๕ ประเทศของภูมิภาคยุโรป ในจำนวนนี้ ๑๓ ครั้งได้รับการยืนยันในเนเธอร์แลนด์ ส่วนที่เหลือพบในฟินแลนด์ เยอรมนี นอร์เวย์ และสวีเดน ส่งผลให้จำนวนการระบาดสะสมในนกป่าของยุโรปตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ ๑๙ สิงหาคม เพิ่มเป็น ๒,๖๗๒ ครั้งโดยมีอย่างน้อย ๓๒ ประเทศรายงานการพบโรค ทั้งนี้ มีการตรวจพบไวรัสไข้หวัดนกชนิดรุนแรงสูงสายพันธุ์ย่อยเอช ๕ เอ็น ๑ มากกว่า ๒,๖๓๐ ครั้ง ส่วนการระบาดที่เหลือระบุได้เพียงว่าเกิดจากไวรัสในกลุ่มเอช ๕ อย่างไรก็ตาม ระบบฐานข้อมูลของคณะกรรมาธิการยุโรปไม่ได้รวมข้อมูลการระบาดจากเกาะบริเตนใหญ่ โดยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา มีรายงานว่าห่านป่าตัวหนึ่งที่พบตายในพื้นที่ตอนเหนือของเวลส์ตรวจพบเชื้อไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ย่อยเอช ๕ เอ็น ๑ ตามรายงานแจ้งเตือนล่าสุดที่ส่งถึงองค์การสุขภาพสัตว์โลก เนื่องจากไม่มีรายงานการระบาดใหม่ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา จำนวนการระบาดสะสมในกลุ่มสัตว์ปีกที่ถูกเลี้ยงกักขังในยุโรปสำหรับปี พ.ศ.๒๕๖๙ จึงยังคงอยู่ที่ ๑๑๙ แห่งใน ๑๕ ประเทศ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง

เอกสารอ้างอิง

Linden J. 2026. Poultry industry structure affects resilience to avian flu. [Internet]. [Cited 2026 Aug 26]. Available from: https://www.wattagnet.com/poultry-meat/diseases-health/avian-influenza/news/15833384/poultry-industry-structure-affects-resilience-to-avian-flu

ภาพที่ ๑ โครงสร้างอุตสาหกรรมการผลิตสัตว์ปีกส่งผลต่อความยืดหยุ่นในการเผชิญการระบาดของโรคไข้หวัดนก (แหล่งภาพ Alena Ozihilevich | Bigstock)


 

วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2569

ไม่พบความเชื่อมโยงในการระบาดซัลโมฯในเบลเยียมและสหราชอาณาจักร

 โฆษกของสำนักงานความปลอดภัยห่วงโซ่อาหารแห่งสหพันธรัฐเบลเยียมยืนยันว่า การระบาดทั้งสองเหตุการณ์ไม่เกี่ยวข้องกัน

ในสหราชอาณาจักร ขณะนี้มีการระบาดของเชื้อซัลโมเนลลาครั้งใหญ่ มีผู้เสียชีวิตแล้ว ๑ คน และมีผู้ป่วยมากกว่า ๒๐๐ คน  ตามข้อมูลของหน่วยงานความมั่นคงด้านสุขภาพแห่งสหราชอาณาจักร  พบว่าทุกเหตุการณ์สามารถสืบย้อนกลับไปยังแหล่งเดียวกันได้ โดยมีหลักฐานชี้ชัดที่สุดว่าเกี่ยวข้องกับ ไข่นำเข้า

เบลเยียมกำลังเผชิญกับการระบาดของเชื้อซัลโมเนลลาครั้งใหญ่เช่นกันมีผู้ป่วยมากกว่า สามร้อยคน จากการบริโภคไข่ที่ปนเปื้อนเชื้อ ทางการระบุว่านี่เป็นเหตุการณ์การปนเปื้อนซัลโมเนลลาที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นในเบลเยียม

ฟาร์มไก่ถูกสั่งระงับการผลิต

ในเบลเยียม ไข่ที่พบการปนเปื้อนมาจากฟาร์มไก่ ลาเออร์โก ในเมืองเฮล ตั้งอยู่เลยชายแดนจากเมืองทิลเบิร์ก ไปเล็กน้อย ไข่จากฟาร์มดังกล่าวถูกส่งไปยังซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่ง รวมถึง อัลดี และ คาร์ฟูร์ สำนักงานความปลอดภัยด้านอาหารและผลิตภัณฑ์ของเนเธอร์แลนด์ ระบุว่า ได้รับแจ้งเมื่อ ๒ สัปดาห์ก่อน ว่าอาจมีไข่ปนเปื้อนบางส่วนถูกส่งเข้ามาในเนเธอร์แลนด์ด้วย ทำให้สำนักงานความปลอดภัยด้านอาหารและผลิตภัณฑ์ของเนเธอร์แลนด์ ติดต่อไปยัง “จำนวนจำกัดของร้านค้าที่จำหน่ายเป็นรายจุด” เพื่อแจ้งเตือน ตามข้อมูลของ สำนักงานความปลอดภัยด้านอาหารและผลิตภัณฑ์ของเนเธอร์แลนด์ ขณะนี้ ยังไม่พบผู้ป่วยในเนเธอร์แลนด์ ดังนั้น หน่วยงานกำกับดูแลจึงเห็นว่า ยังไม่มีเหตุผลที่จะต้องสอบสวนเพิ่มเติม

ในเบลเยียม ฟาร์มไก่ ลาเออร์โก ในเมือง เฮล  ถูกสั่งระงับการดำเนินงานทั้งหมดตั้งแต่วันที่ ๑๐ สิงหาคม ตามข้อมูลของหน่วยงานความปลอดภัยอาหาร สำนักงานความปลอดภัยด้านอาหารและผลิตภัณฑ์ของเนเธอร์แลนด์ ขณะนี้มีการเรียกคืนสินค้าเฉพาะในประเทศลักเซมเบิร์กเพื่อเป็นมาตรการป้องกันไว้ก่อนเท่านั้น และยังไม่พบความเชื่อมโยงใดๆ กับการระบาดของเชื้อซัลโมเนลลาในสหราชอาณาจักร

การเรียกคืนครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม

เชื้อซัลโมเนลลาที่ฟาร์มไก่ ลาเออร์โก ในเมือง เฮล ถูกตรวจพบตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งนำไปสู่การเรียกคืนครั้งใหญ่ โดยมีการเรียกคืนไข่ทั้งหมดจากฟาร์มดังกล่าว หลังการตรวจสอบ โรงเรือนอื่น ๆ สามารถกลับมาใช้งานได้ เพราะในตอนแรกการปนเปื้อนดูเหมือนจำกัดอยู่เพียง ๑ ใน ๔ โรงเรือนเท่านั้น อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้ติดเชื้อซัลโมเนลลา ไม่ได้ลดลงอย่างรวดเร็วตามที่คาดหวัง จึงมีการตรวจสอบโรงเรือนอีกครั้ง และพบว่ามีการปนเปื้อนในโรงเรือนที่สองด้วย หลังจากนั้นจึงมีการตัดสินใจ ปิดฟาร์มทั้งหมด และดำเนินการเรียกคืนสินค้าอีกครั้ง ไข่ที่อยู่ในกระบวนการเรียกคืนทั้งหมดจะถูกทำลาย

เอกสารอ้างอิง

Veldman JM. 2026. No link between Salmonella outbreaks in Belgium and the UK. [Internet]. [Cited 2026 Sep 1]. Available from: https://www.foodagribusiness.world/poultry/no-link-between-salmonella-outbreaks-in-belgium-and-the-uk

ภาพที่ ๑ การระบาดของเชื้อซัลโมเนลลาในสหราชอาณาจักรที่เชื่อมโยงกับไข่นำเข้า ทำให้มีผู้ป่วยมากกว่า ๒๐๐ คน และมีผู้เสียชีวิต ๑ คน โดยทุกกรณีสามารถสืบย้อนกลับไปยังแหล่งเดียวกันได้ทั้งหมด(แหล่งภาพ Bert Jansen)



วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2569

เบตา บักส์ เดินหน้าโปรตีนแมลงสำหรับสัตว์ปีก

 เบตา บักส์ ได้เสริมความแข็งแกร่งให้กับสถานะของบริษัทในฐานะหนึ่งในผู้เล่นที่ถูกจับตามองมากที่สุดในอุตสาหกรรมโปรตีนจากแมลง หลังประกาศความคืบหน้าสำคัญสองเรื่อง ที่ช่วยเร่งการยอมรับส่วนผสมที่มาจากแมลงในอุตสาหกรรมสัตว์ปีกได้เร็วขึ้น

บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุกรรมแมลงวันลายทหารหรือบีเอสเอฟจากเอดินบะระ ได้รับเงินลงทุนใหม่จำนวน ๓๖ ล้านบาทจากผู้ถือหุ้นเดิม พร้อมทั้งได้เข้าร่วมความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับฟรีซเอ็ม ไครโอเจเนติกส์  เพื่อขยายการเข้าถึงแพลตฟอร์มพันธุกรรมไฮเพอร์-ฟลายขั้นสูงไปยังผู้ผลิตทั่วทวีปยุโรป

        ความคืบหน้าเหล่านี้ถือเป็นประเด็นสำคัญต่ออุตสาหกรรมสัตว์ปีก เพราะอาหารโปรตีนจากแมลงยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องในฐานะแหล่งโปรตีนที่ยั่งยืนสำหรับอาหารสัตว์ปีก การเพิ่มประสิทธิภาพ ผลผลิต และความสม่ำเสมอของการผลิตแมลงวันลายทหาร ถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยเพิ่มการเข้าถึงและลดต้นทุนของวัตถุดิบจากแมลงสำหรับผู้ผลิตอาหารสัตว์เชิงพาณิชย์

เงินทุนที่ได้รับช่วยสนับสนุนการพัฒนาไฮเพอร์-ฟลาย

เบตา บักส์ ระบุว่าเงินทุนรอบล่าสุดจะช่วยให้บริษัทสามารถดำเนินงานตามหมุดหมายสำคัญก่อนการเริ่มจำหน่ายเชิงพาณิชย์ของผลิตภัณฑ์ ไฮเพอร์-ฟลาย ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงต้นปี พ.ศ.๒๕๗๐ โดยบริษัทรายงานว่าการทดลองอิสระที่เสร็จสิ้นในช่วงต้นปี พ.ศ.๒๕๖๙ แสดงให้เห็นถึงสมรรถนะที่เหนือกว่ามาตรฐานอุตสาหกรรม

ไฮเพอร์-ฟลาย เป็นผลลัพธ์จากการคัดเลือกสายพันธุ์ต่อเนื่องมากกว่า ๔๕ รุ่น เพื่อยกระดับสมรรถนะของแมลงวันลายทหาร ตามข้อมูลของบริษัท การทดลองเปรียบเทียบล่าสุดยืนยันถึงประโยชน์ของโครงการปรับปรุงพันธุกรรมนี้ และสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของเทคนิคการปรับปรุงพันธุ์ขั้นสูงในอุตสาหกรรมการเลี้ยงแมลง

        การประกาศเงินลงทุนครั้งนี้มาพร้อมกับการยืนยันว่า ดร. อลัน ทินช์ ได้เข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อย่างเป็นทางการ บริษัทระบุว่าทินช์มีประสบการณ์กว้างขวางในการผลักดันโครงการพันธุกรรมขั้นสูงสู่เชิงพาณิชย์ในอุตสาหกรรมปศุสัตว์หลายประเภท รวมถึงไก่ สุกร และปลาแซลมอน

ดร. คริสโตเฟอร์ ริชาร์ดส์ ประธานบริษัท เบตา บักส์ กล่าวว่า การลงทุนรอบล่าสุดสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อความก้าวหน้าที่บริษัททำได้ในปีที่ผ่านมา พร้อมเน้นย้ำถึงคุณค่าของประสบการณ์ของทินช์ในการนำเทคโนโลยีพันธุกรรมขั้นสูงไปสู่ธุรกิจเชิงพาณิชย์ที่สร้างผลกำไรได้จริง

ความร่วมมือเพื่อยกระดับความสม่ำเสมอในการผลิต 

นอกจากข่าวเงินลงทุนแล้ว เบตา บักส์ ยังได้ตกลงความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ ฟรีซเอ็ม ไครโอเจเนติกส์  โดยทั้งสองบริษัทจะผสานเทคโนโลยีพันธุกรรมของ เบตา บักส์ เข้ากับเทคโนโลยีพอสเอ็มสำหรับตัวอ่อนแขวนลอยของฟรีซเอ็ม เพื่อสร้างจุดเริ่มต้นทางชีวภาพที่มีความเสถียรและมาตรฐานมากขึ้นสำหรับผู้ผลิตแมลง ตามข้อตกลง จะมีการจัดตั้งประชากรพ่อแม่พันธุ์ ไฮเพอร์-ฟลาย ที่โรงงานผลิตของ ฟรีซเอ็ม ในประเทศเยอรมนี ซึ่งจะเป็นฐานสำหรับการผลิตตัวอ่อนแขวนลอย ไฮเพอร์-ฟลาย-พอสเอ็ม เพื่อใช้ในการประเมินเชิงพาณิชย์และทดสอบตลาด ทั้งสองฝ่ายมีแผนดำเนินการทดลองภายใต้การควบคุมและการทดลองเชิงพาณิชย์ในช่วงครึ่งหลังของปี พ.ศ.๒๕๖๙ โดยมุ่งเน้นที่ผลผลิต ปริมาณผลผลิต และความสม่ำเสมอภายใต้สภาพการผลิตจริง คาดว่าการทำตลาดเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบจะเกิดขึ้นในปี พ.ศ.๒๕๗๐

เอกสารอ้างอิง

McDougal T. 2026. Beta Bugs boosts poultry insect protein ambitions with new funding. [Internet]. [Cited 2026 Aug 25]. Available from: https://www.foodagribusiness.world/poultry/beta-bugs-boosts-poultry-insect-protein-ambitions-with-new-funding

ภาพที่ ๑ ความก้าวหน้าในด้านพันธุกรรมและเทคโนโลยีการผลิตมีเป้าหมายเพื่อยกระดับประสิทธิภาพและความสม่ำเสมอของการผลิตโปรตีนจากแมลง (แหล่งภาพ Beta Bugs)



ไก่บราซิลระบายเข้าตลาดยูเค หลังอียูสั่งแบน

  ภาคอุตสาหกรรมสัตว์ปีกของสหราชอาณาจักรกำลังกังวลมากขึ้นว่า เนื้อไก่จากบราซิลปริมาณมหาศาลอาจถูกส่งเบี่ยงเข้าสู่ตลาดอังกฤษ หลังจากสหภาพยุโรป ...