วันพุธที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569

เปรู-สเปนพบการติดเชื้อโรคนิวคาสเซิลในสัตว์ปีก

 องค์การสุขภาพสัตว์โลก รายงานการระบาดครั้งใหม่ในทั้งสองประเทศ โดยเปรูพบจำนวนฝูงสัตว์ปีกที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดเท่าที่เคยมี

โรคนิวคาสเซิลในเปรู 

ฝูงไก่เนื้อเชิงพาณิชย์ในประเทศเปรูพบการติดเชื้อนิวคาสเซิล เป็นการยุติช่วงเวลาประมาณหกเดือนที่ไม่มีการตรวจพบไวรัสในประเทศ ตามรายงานฉบับใหม่ขององค์การเพื่อสุขภาพสัตว์โลก ระบุว่า รายล่าสุดได้รับการยืนยันในเดือนกรกฎาคมที่แคว้นอาเรกีปา ผู้ประกอบการฟาร์มรายงานว่าไก่ในฝูงมีอาการระบบทางเดินหายใจ เจ้าหน้าที่ด้านสุขภาพสัตว์ได้ลงพื้นที่เก็บตัวอย่าง และผลตรวจด้วยวิธีเรียลไทม์พีซีอาร์พบผลบวกต่อเชื้อนิวคาสเซิล

มีสัตว์ปีกที่ไวต่อการติดเชื้อจำนวน ๔๖๔,๕๘๘ ตัว อยู่ในฝูงดังกล่าว โดยในจำนวนนี้ ๓๕,๙๗๕ ตัว ได้ตายลง องค์การเพื่อสุขภาพสัตว์โลกรายงานว่า ไก่เนื้อจำนวน ๔๒๘,๖๑๓ ตัวที่เหลือ ถูก “ฆ่าเพื่อใช้ในเชิงพาณิชย์” มาตรการด้านสุขอนามัยที่นำมาใช้ ตามรายงานขององค์การสุขภาพสัตว์โลก ได้แก่ การกักกันโรค การเฝ้าระวัง การจำกัดการเคลื่อนย้าย การทำความสะอาดฆ่าเชื้อ และการเตรียมการสำหรับการทำลายฝูง ถือเป็นรายที่แห่งที่สามในประเทศเปรูที่ได้รับผลกระทบจากโรคนิวคาสเซิลตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี ๒๐๒๕ เป็นต้นมา กรณีล่าสุดนี้ทำให้จำนวนสัตว์ปีกที่ได้รับผลกระทบจากโรคในประเทศเพิ่มเป็น ๗๑๘,๕๙๓ ตัว

โรคนิวคาสเซิลในสเปน 

กรณีล่าสุดของการติดเชื้อโรคนิวคาสเซิลในประเทศสเปนที่องค์การสุขภาพสัตว์โลกรายงาน คือฝูงสัตว์ปีกจำนวน ๓๕,๐๐๐ ตัว ระบุเพียงว่าเป็น “สัตว์ปีกเลี้ยงในบ้าน” ตั้งอยู่ในพื้นที่ซานตา มาเรีย ลา เรอัล เด เนบา ในเหตุการณ์นี้ มีสัตว์ปีก ๒,๓๑๗ ตัว ตาย ส่วนสัตว์ปีกที่เหลือในฝูงถูกทำลายทั้งหมด กรณีนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากมีฝูงสัตว์ปีกอีกฝูงหนึ่งในพื้นที่เดียวกันได้รับผลกระทบ โดยฝูงนั้นมีจำนวน ๕,๔๐๐ ตัว สเปนยังคงดำเนินการควบคุมโรคนิวคาสเซิลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี พ.ศ. ๒๐๒๕ โดยจนถึงขณะนี้มีฝูงสัตว์ปีกได้รับผลกระทบแล้วมากกว่า ๓๐ ฝูง ก่อนปี พ.ศ. ๒๐๒๕ ประเทศสเปนปลอดจากโรคนี้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๐๒๒

เอกสารอ้างอิง

Graber R. 2026. Newcastle disease detected in poultry flocks in Peru, Spain. [Internet]. [Cited 2026 Aug 4]. Available from: https://www.wattagnet.com/broilers-turkeys/diseases-health/news/15831615/newcastle-disease-detected-in-poultry-flocks-in-peru-spain

ภาพที่ ๑ เปรู-สเปนพบการติดเชื้อโรคนิวคาสเซิลในสัตว์ปีก (แหล่งภาพ Roy Graber | DALL-E)



วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569

หนึ่งศตวรรษแห่งการต่อสู้กับโรคนิวคาสเซิล

 โรคนิวคาสเซิลเป็นปัญหากวนใจวงการสัตว์ปีกมายาวนานกว่าร้อยปี หนึ่งร้อยปีก่อน บนเกาะชวาในประเทศอินโดนีเซีย สัตวแพทย์ได้บันทึกโรคทำลายล้างในสัตว์ปีก ต่อมาจะเป็นที่รู้จักทั่วโลกในชื่อโรคนิวคาสเซิล ตลอดหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ไวรัสนี้ยังคงเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญที่สุดของสุขภาพสัตว์ปีกทั่วโลก แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นแรงผลักดันสำคัญที่นำไปสู่ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ความร่วมมือระหว่างประเทศ และนวัตกรรมด้านการควบคุมโรค

เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวาระสำคัญนี้ การสัมมนานานาชาติที่จัดโดยบริษัทซีวา ได้รวบรวมนักวิทยาศาสตร์ หน่วยงานกำกับดูแล และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมจากหลายทวีปมาร่วมกัน งานนี้จัดขึ้นที่เมืองโบกอร์ จังหวัดชวาตะวันตก ซึ่งเป็นสถานที่ที่โรคนิวคาสเซิลถูกค้นพบเป็นครั้งแรก การประชุมครั้งนี้จึงเป็นทั้งการรำลึกถึงเหตุการณ์ในอดีตและเป็นการเรียกร้องให้ลงมือปฏิบัติ เพื่อทบทวนบทเรียนที่ได้รับและเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต การสัมมนา “Guards of the Century” เน้นให้เห็นว่าโรคนิวคาสเซิลมีบทบาทสำคัญเพียงใดในการผลักดันพัฒนาการของวิทยาศาสตร์สัตวแพทย์สมัยใหม่

แหล่งกำเนิดของโรคนิวคาสเซิล

อินโดนีเซียคือแหล่งกำเนิดของโรคที่กลายเป็นปัญหาระดับโลก ประเทศนี้มีบทบาทพิเศษในเรื่องราวของโรคนิวคาสเซิล ไม่เพียงเพราะเป็นสถานที่ที่มีการบรรยายลักษณะโรคทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๔๖๙ แต่ยังเป็นประเทศที่ยังต้องเผชิญกับโรคนี้จนถึงปัจจุบัน “อินโดนีเซียไม่ได้เพียงรับมือกับโรคนิวคาสเซิลในวันนี้เท่านั้น” ดร. เฮนดรา วิบาวา ผู้อำนวยการกองสุขภาพสัตว์ กระทรวงเกษตรอินโดนีเซีย กล่าว “แต่ยังเป็นสถานที่ที่โลกได้เรียนรู้การจำแนกโรคนี้ทางวิทยาศาสตร์เป็นครั้งแรกด้วย” การระบาดในยุคอาณานิคมช่วงแรก ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและวิถีชีวิตของผู้คน จนกระตุ้นให้มีการจัดตั้งสถาบันวิจัยในเมืองโบกอร์ ต่อมากลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางวิทยาศาสตร์สุขภาพสัตว์แห่งแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ห้องปฏิบัติการเหล่านี้ช่วยเปลี่ยนแนวคิดจากการรักษาด้วยสารเคมีไปสู่การป้องกันด้วยภูมิคุ้มกัน เป็นความก้าวหน้าทางแนวคิดที่ยังคงเป็นพื้นฐานของยุทธศาสตร์ควบคุมโรคในปัจจุบัน

งานวิจัยในช่วง พุทธทศวรรษ ๒๔๗๗ ถึง ๒๔๘๐ แสดงให้เห็นบทเรียนสำคัญอีกประการหนึ่ง ไวรัสโรคนิวคาสเซิลมีความทนทานอย่างน่าทึ่ง สามารถอยู่รอดในสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายและแพร่กระจายทางอ้อมได้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ต้องทบทวนแนวคิดด้านชีวความปลอดภัยใหม่ทั้งหมด นานก่อนที่คำว่าความปลอดภัยทางชีวภาพจะถูกใช้กันอย่างแพร่หลาย

แม้เวลาจะผ่านไปหนึ่งศตวรรษ โรคนิวคาสเซิลยังคงเป็นโรคประจำถิ่นในอินโดนีเซีย ข้อมูลการเฝ้าระวังแสดงให้เห็นว่าจำนวนสัตว์ป่วยลดลงโดยรวมในช่วงห้าปีที่ผ่านมา แต่การระบาดยังคงเกิดขึ้นอย่างน้อยใน ๑๕ จังหวัด ปัจจัยเสี่ยงได้แก่การทำฟาร์มรายย่อย การมีมาตรการชีวความปลอดภัยที่อ่อนแอ ความยากจน และการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกอย่างเข้มข้น “หนึ่งในความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของเราคือการรายงานโรคที่ต่ำกว่าความเป็นจริง” วิบาวา กล่าว “โรคนิวคาสเซิลมักถูกมองว่าเป็นโรคไม่รุนแรง และอาการทางคลินิกคล้ายกับการติดเชื้ออื่น ๆ ทำให้การตอบสนองล่าช้า” อินโดนีเซียจึงได้กำหนดให้โรคนิวคาสเซิลเป็นโรคสัตว์ที่ต้องรายงาน เพื่อเสริมสร้างภาระหน้าที่ในการรายงานและการประสานงานระดับชาติ การให้วัคซีนยังคงเป็นแกนหลักของการควบคุมโรค โดยได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายห้องปฏิบัติการทั่วประเทศ และระบบข้อมูลสุขภาพสัตว์แบบดิจิทัลที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือเตือนภัยล่วงหน้า

อินโดนีเซียยังได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตวัคซีนระดับภูมิภาคอีกด้วย “ตอนนี้เรามีกำลังการผลิตมากกว่า ๑ พันล้านโดสต่อปี” วิบาวา กล่าว “รวมถึงวัคซีนที่พัฒนาจากเชื้อไวรัสท้องถิ่นด้วย” ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ถูกส่งออกมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้อินโดนีเซียมีบทบาทสำคัญเพิ่มขึ้นในด้านสุขภาพสัตว์ระดับโลก

พลิกความลึกลับให้เป็นวิทยาศาสตร์

               หากอินโดนีเซียคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวโรคนิวคาสเซิล สหราชอาณาจักร ก็เป็นสถานที่ที่ทำให้ความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับโรคนี้เริ่มตื่นตัวขึ้น ศาสตราจารย์เอียน บราวน์ หัวหน้ากลุ่มวิทยาไวรัสสัตว์ปีกแห่งสถาบันเพอร์ไบรต์ ได้ย้อนทบทวนงานวิจัยหลายทศวรรษที่ห้องปฏิบัติการเวย์บริดจ์ อันเก่าแก่ และอธิบายว่าความสับสนในช่วงแรกค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยความกระจ่างชัดอย่างไร “ในช่วงทศวรรษ พ.ศ. ๒๔๖๓ การระบาดใกล้ท่าเรือนิวคาสเซิลตีความได้ยากมาก” เขาเล่า “เครื่องมือวินิจฉัยมีจำกัด และโรคมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นการติดเชื้ออื่นในสัตว์ปีก” การทดลองที่เวย์บริดจ์ ในเวลาต่อมาช่วยเปิดทางสู่ความก้าวหน้าครั้งสำคัญ โดยแสดงให้เห็นว่าสาเหตุของโรคเป็นไวรัสที่สามารถผ่านตัวกรองได้ ไม่ใช่แบคทีเรีย เป็นความเข้าใจที่พลิกโฉมวิชาไวรัสวิทยาสัตวแพทย์อย่างแท้จริง ความก้าวหน้าที่ตามมา เช่น การเพาะเลี้ยงไวรัสในไข่มีตัวอ่อน และการใช้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน ได้ปูทางไปสู่การพัฒนาวัคซีนเชื้อเป็นที่มีประสิทธิภาพ

“ภายในพุทธทศวรรษ ๒๕๑๓ การให้วัคซีนได้เข้ามาแทนที่การทำลายสัตว์ปีกจำนวนมากในฐานะยุทธศาสตร์หลักในการควบคุมโรค” บราวน์กล่าว ช่วยลดการระบาดในสหราชอาณาจักรลงอย่างมาก อย่างไรก็ตาม โรคนิวคาสเซิลไม่เคยหายไปอย่างสิ้นเชิง การกลับเข้ามาเป็นครั้งคราวผ่านผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกนำเข้า นกเลี้ยง และนกพิราบป่า ตอกย้ำความสำคัญของมาตรการชีวความปลอดภัยและการควบคุมการค้าระหว่างประเทศต่อมา เครื่องมือระดับโมเลกุลช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถแยกสายพันธุ์วัคซีนออกจากไวรัสภาคสนาม และระบุเครื่องหมายทางพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงของโรคได้ “เครื่องมือเหล่านั้นเปลี่ยนทุกอย่างไปเลย” เขากล่าว “มันทำให้เราติดตามไวรัสได้อย่างแม่นยำ”

ไขความหมายของไวรัสที่ไม่รู้จักพรมแดน

ดร. คิริล เอ็ม. ดิมิทรอฟ รองผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการวินิจฉัยโรคสัตว์ มหาวิทยาลัยเทกซัส เอแอนด์เอ็ม ให้ความสนใจกับความท้าทายสำคัญของยุคปัจจุบันสำหรับการจัดจำแนกไวรัสที่ยังคงวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องข้ามทวีปได้อย่างไร เขาอธิบายว่า “โรคนิวคาสเซิลไม่เคยเป็นไวรัสที่นิ่งหรือคงที่เลย ตลอดศตวรรษที่ผ่านมา เราเห็นการระบาดใหญ่ระดับโลกหลายระลอก แต่ละระลอกถูกขับเคลื่อนโดยจีโนไทป์ที่แตกต่างกัน”

ความหลากหลายทางพันธุกรรมนี้ทำให้เกิดความสับสน ระบบการจำแนกแบบเก่าอาศัยลำดับพันธุกรรมเพียงบางส่วนหรือใช้เกณฑ์ที่ไม่สม่ำเสมอ ส่งผลให้ชื่อเรียกทับซ้อนกันและยากต่อการเปรียบเทียบงานวิจัยระหว่างกัน “นักวิทยาศาสตร์มักพูดถึงไวรัสชนิดเดียวกัน แต่ใช้คำศัพท์ต่างกัน” ดิมิทรอฟกล่าว เพื่อแก้ปัญหานี้ เขาและกลุ่มผู้เชี่ยวชาญนานาชาติจากกว่าสิบห้าประเทศใช้เวลานานกว่าทศวรรษในการพัฒนาระบบการตั้งชื่อที่เป็นหนึ่งเดียวและสอดคล้องกันทั่วโลก ปัจจุบันระบบนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง โดยอิงจากการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมและเกณฑ์ที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องเชิงวิชาการเท่านั้น” เขาเน้นย้ำ “ภาษากลางที่ใช้ร่วมกันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเฝ้าระวังโรค การประเมินวัคซีน การตัดสินใจด้านการค้า และการตอบสนองต่อการระบาด” เครื่องมือสมัยใหม่ เช่น เรียลไทม์พีซีอาร์ การถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนม และชีวสารสนเทศ ได้เปลี่ยนโฉมงานวิจัยโรคนิวคาสเซิล ทำให้สามารถแยกความแตกต่างระหว่างสายพันธุ์รุนแรงและไม่รุนแรงได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องพึ่งการทดสอบในสัตว์เพียงอย่างเดียว ดิมิทรอฟเน้นว่า การจำแนกไวรัสเป็นพื้นฐานของทุกการตัดสินใจด้านการควบคุมโรค “โรคนิวคาสเซิลยังคงเป็นหนึ่งในโรคสัตว์ปีกที่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจมากที่สุดในโลก” เขาสรุป “ไวรัสยังคงวิวัฒนาการต่อไป แต่ด้วยความร่วมมือระดับโลกและระบบที่ใช้ร่วมกัน เรามีความพร้อมสำหรับอีกหนึ่งร้อยปีข้างหน้ามากกว่าที่เคยมีในร้อยปีที่ผ่านมา

นวัตกรรมด้านวัคซีน

ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ได้เปลี่ยนวิธีที่อุตสาหกรรมสัตว์ปีกมองการฉีดวัคซีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการต่อสู้กับโรคนิวคาสเซิล มีเพียงไม่กี่เทคโนโลยีที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ชัดเจนเท่ากับวัคซีนเวกเตอร์ มีเส้นทางการพัฒนาครอบคลุมกว่าสี่ทศวรรษของการทดลอง การปรับปรุง และการพิสูจน์ผลในภาคสนามจริง

ดร. อัตสึชิ ยาสุดะ และ ดร. โมโตะ เอซากิ จากบริษัท ซีวา ประเทศญี่ปุ่น ได้ย้อนรอยประวัติการพัฒนาวัคซีนเวกเตอร์ ตั้งแต่ช่วงทดลองในยุค พ.ศ.๒๕๒๓ จนถึงแพลตฟอร์มที่ออกแบบอย่างซับซ้อนในปัจจุบัน ยาสุดะเล่าว่า งานวิจัยยุคแรกมุ่งเน้นไปที่เวกเตอร์ไวรัสฝีดาษ  มีข้อได้เปรียบสำคัญคือ สามารถแทรกดีเอ็นเอจากภายนอกเข้าไปได้ค่อนข้างง่าย ทำให้แอนติเจนที่ช่วยป้องกันโรคสามารถถูกแสดงออกในร่างกายเจ้าบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม คำมั่นทางวิทยาศาสตร์ก็มาพร้อมกับความซับซ้อนด้านกฎระเบียบ ต้องมีการศึกษาทดลองในสัตว์อย่างกว้างขวางเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นแอนติเจน และความสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ตามด้วยการหารือยาวนานกับหน่วยงานกำกับดูแล” ยาสุดะกล่าว “ต้องใช้เวลาราวแปดปีในการหารือก่อนที่เราจะได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงเกษตรสหรัฐฯได้ในที่สุด” การอนุมัติในปี พ.ศ.๒๕๓๗ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ได้รับการยอมรับในวงการวิทยาศาสตร์ในเวลาต่อมา และเป็นการยืนยันว่าวัคซีนเวกเตอร์แบบรีคอมบิแนนต์เป็นเทคโนโลยีที่ใช้งานได้จริงและสามารถขยายการผลิตได้ ต่อยอดจากพื้นฐานนี้ เอซากิอธิบายว่า วัคซีนเวกเตอร์ โดยเฉพาะวัคซีนที่ใช้เอชวีทีเป็นเวกเตอร์ ถูกออกแบบด้วยความแม่นยำสูงกว่ามากในปัจจุบัน เขาเน้นว่า ประสิทธิภาพของวัคซีนขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลัก ๓ อย่าง ได้แก่ ตำแหน่งการแทรก การเลือกแอนติเจน และความแรงของโปรโมเตอร์  ถ้าเลือกตำแหน่งแทรกผิด อาจทำให้การจำลองตัวของไวรัสลดลงและทำให้ความสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันอ่อนลงได้” เขากล่าว

การเลือกแอนติเจนก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน การเลือกยีนของเชื้อโรคที่จะนำมาแสดงผลในเวกเตอร์ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของการตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน ขณะเดียวกัน โปรโมเตอร์เป็นตัวกำหนดว่าปริมาณโปรตีนแอนติเจนจะถูกสร้างขึ้นในร่างกายเจ้าบ้านมากน้อยเพียงใด “มันควบคุมว่าร่างกายสัตว์เจ้าบ้านจะผลิตโปรตีนมากแค่ไหน” เอซากิอธิบาย ทีมของเขาทดสอบโครงสร้างวัคซีนมากกว่ายี่สิบแบบแบบก่อนจะคัดเลือกแบบที่มีความเสถียรและมีประสิทธิภาพที่สุด ปัจจุบันถูกใช้ทั่วโลก

มองไปข้างหน้า เอซากิได้อธิบายทิศทางอนาคตของวัคซีนเวกเตอร์ชนิดเอชวีทีการพัฒนาวัคซีนเวกเตอร์ เอชวีที ในอนาคตจะผสานการออกแบบแอนติเจนขั้นสูงที่สนับสนุนด้วยปัญญาประดิษฐ์และชีวสารสนเทศ” เขากล่าว แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพวัคซีนด้วยข้อมูลเชิงลึกและการวิเคราะห์ขั้นสูง

จากห้องแล็บสู่ฟาร์ม

               แม้จะมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่โรคนิวคาสเซิลยังคงเป็นความท้าทายแบบถิ่นกำเนิดในหลายภูมิภาค ศ. วิลมอส ปาลยา ผู้เชี่ยวชาญด้านสนับสนุนทางวิทยาศาสตร์ของซีวา ชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดของวัคซีนเชื้อเป็นและวัคซีนเชื้อตายแบบดั้งเดิม “วัคซีนนิวคาสเซิลแบบดั้งเดิมสามารถป้องกันอาการป่วยทางคลินิกได้ แต่ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อหรือการปล่อยไวรัสออกสู่สิ่งแวดล้อมภายหลังได้” เขาเตือน ศ. ปาลยาเน้นถึงข้อได้เปรียบด้านภูมิคุ้มกันของเทคโนโลยีรีคอมบิแนนเอชวีที-เอฟ วัคซีนเวกเตอร์มูน เอ็นดี ให้แบบฉีดเข้าไข่ฟัก หรือในลูกไก่อายุวันเดียว ได้แสดงศักยภาพสูงในการสร้างภูมิคุ้มกันแบบออกฤทธิ์ตั้งแต่ระยะแรกและยาวนานตลอดชีวิต แม้ในสภาวะที่มีแอนติบอดีจากแม่อยู่ก็ตาม และไม่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางระบบหายใจ ความสามารถในการป้องกันตั้งแต่ต้นขณะลดการแพร่กระจายของไวรัสนี้ ถือเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญในพื้นที่ที่โรคเป็นปัญหาเรื้อรัง

               ความสำคัญของการควบคุมการแพร่เชื้อได้รับการเน้นย้ำเพิ่มเติมโดย ดร. เจ.เอ. (อาร์ยัน) สเตเกมัน ศาสตราจารย์ด้านสุขภาพสัตว์ฟาร์มแห่งมหาวิทยาลัยอูเทรคต์ “ถ้าคุณป้องกันการแพร่เชื้อได้ คุณก็ป้องกันโรคได้เช่นกัน” เขาอธิบาย โดยใช้ข้อมูลจากไก่เนื้อเชิงพาณิชย์ที่สัมผัสกับไวรัสนิวคาสเซิล ชนิดรุนแรงจีโนไทป์ ๗ เขาแสดงให้เห็นว่าวัคซีนรีคอมบิแนนเอชวีที-เอฟ สามารถลดอัตราการแพร่เชื้อได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยลดการปล่อยไวรัสและทำให้ช่วงเวลาที่สัตว์ติดเชื้อสั้นลง ท้ายที่สุด ดร. มาร์เซโล พานิอาโก ที่ปรึกษาของซีวา ได้นำเสนอข้อมูลการทดสอบป้อนเชื้อพิษทับอย่างกว้างขวาง ยืนยันประสิทธิภาพของ เอชวีที-เอฟ ต่อเชื้อไวรัสนิวคาสเซิลในจีโนไทป์ที่เกิดขึ้นใหม่ ผลลัพธ์แสดงให้เห็นถึงการป้องกันที่สม่ำเสมอและสูงสุดในทุกจีโนไทป์ พร้อมการสร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่ระยะแรกและยาวนานตลอดชีวิต “วัคซีนจะได้ผลก็ต่อเมื่อถูกใช้ให้ถูกต้อง” เขากล่าวย้ำ พร้อมเน้นบทบาทของการวินิจฉัย การติดตาม และการเฝ้าระวังโรค หลังจากหนึ่งศตวรรษที่ต้องอยู่ร่วมกับโรคนิวคาสเซิล ไวรัสนี้ยังคงเป็นความท้าทายระดับโลก แต่เป็นความท้าทายที่เราเข้าใจได้ดีกว่าที่เคยเป็นมา ผู้เชี่ยวชาญต่างเห็นพ้องกันว่า การควบคุมโรคในศตวรรษต่อไปจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการนำเอานวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ไปสู่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงในภาคสนามอย่างมีประสิทธิภาพ

เอกสารอ้างอิง

Dahlan M. 2026. Newcastle disease has been a nuisance for a hundred years. [Internet]. [Cited 2026 Jul 28]. Available from: https://www.foodagribusiness.world/poultry/newcastle-disease-has-been-a-nuisance-for-a-hundred-years

ภาพที่ ๑ ด้วยความสามารถในการอยู่รอดในสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายและการแพร่กระจายทางอ้อม ไวรัสโรคนิวคาสเซิลได้บังคับให้นักวิทยาศาสตร์ต้องคิดใหม่เกี่ยวกับมาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพ นานก่อนที่คำนี้จะถูกใช้กันอย่างแพร่หลาย (แหล่งภาพ Ton Kastermans)



วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

บราซิลเดือด: ศึกภายในเรื่องแบนสารเร่งโตเพื่อให้ผ่านกฎเข้มของสหภาพยุโรป

 บราซิลกำลังเผชิญความขัดแย้งภายในระหว่างผู้เลี้ยงสัตว์ ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ และรัฐบาลกลาง เกี่ยวกับกฎการใช้สารเร่งการเจริญเติบโตในกระบวนการผลิตโปรตีนสัตว์ ความขัดแย้งนี้เริ่มรุนแรงขึ้นหลังจากสหภาพยุโรปสั่งห้ามนำเข้าเนื้อจากบราซิล ทำให้ประเด็นว่าบราซิลควรปรับมาตรฐานให้เข้มงวดขึ้นตามข้อกำหนดของยุโรปกลายเป็นเรื่องเร่งด่วนและเป็นที่ถกเถียงอย่างหนัก

แรงกดดันจากตลาดยุโรปเกิดขึ้นหลังจากสหภาพยุโรปถอดชื่อบราซิลออกจากรายชื่อประเทศที่ได้รับอนุญาตให้ส่งออกเข้าสู่ตลาดยุโรปในเดือนพฤษภาคม และคาดว่ามาตรการนี้จะมีผลบังคับใช้ช่วงต้นเดือนกันยายน แม้สัดส่วนการส่งออกเนื้อสัตว์ของบราซิลไปยุโรปจะไม่มากนัก โดยยุโรปเป็นปลายทางเพียงร้อยละ ๔.๓ ของการส่งออกไก่ ร้อยละ ๖ ของการส่งออกเนื้อวัว และมีสัดส่วนเพียงเล็กน้อยของการส่งออกเนื้อสุกร แต่การถูกถอดออกจากรายชื่อก็สร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองและเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างชัดเจน

แม้ยุโรปจะเป็นตลาดที่มีสัดส่วนการนำเข้าเนื้อสัตว์จากบราซิลไม่มากนัก แต่ก็ยังถูกมองว่าเป็นตลาดเชิงกลยุทธ์ เพราะเป็นช่องทางสำหรับสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และยังเป็นมาตรฐานอ้างอิงด้านการผลิตที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

ในทางปฏิบัติ สหภาพยุโรปต้องการหลักฐานยืนยันว่าเนื้อสัตว์ถูกผลิตโดยไม่ใช้สารเร่งการเจริญเติบโตที่เป็นยาต้านจุลชีพตลอดทั้งกระบวนการผลิต นับตั้งแต่เกิดข้อพิพาท บราซิลยืนยันว่าพวกเขาไม่ได้ใช้สารเหล่านี้ในสินค้าที่ส่งออกไปยุโรป อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีมาตรฐานที่สหภาพยุโรปรับรองสำหรับการพิสูจน์ว่ามีการปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าว

ปัญหาเกี่ยวข้องกับระบบการตรวจสอบย้อนกลับ

การทำระบบตรวจสอบย้อนกลับให้ครบทุกขั้นตอนในห่วงโซ่การผลิตจะต้องใช้เวลา การดำเนินการในอุตสาหกรรมไก่และสุกรสามารถทำได้ค่อนข้างง่ายกว่า แต่สำหรับโคเนื้อจะมีความซับซ้อนมากกว่าและอาจต้องใช้เวลาหลายปีจึงจะทำได้ครบถ้วน รัฐบาลกลางบราซิลได้สั่งห้ามสารเร่งการเจริญเติบโตเพิ่มเติมหลายชนิดระหว่างการเจรจาที่ตึงเครียด และผลักดันให้อุตสาหกรรมเนื้อสัตว์เพิ่มความเข้มงวดในการควบคุม เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดของสหภาพยุโรป

 สารที่ถูกสั่งห้ามใหม่ได้แก่ avoparcin, bacitracin, zinc bacitracin, bacitracin methylene di-salicylate และ virginiamycin แม้ว่าจำนวนสารที่ได้รับอนุญาตให้ใช้จะลดลงเรื่อย ๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่ยังคงมีสารต้านจุลชีพบางชนิดที่ได้รับอนุญาตให้ใช้เป็นสารเร่งการเจริญเติบโตในระบบการผลิตสัตว์ อาริโอวัลโด ซานี ประธานสมาพันธ์อุตสาหกรรมอาหารสัตว์บราซิล ระบุว่ายาต้านจุลชีพที่ถูกจัดเป็นกลุ่ม “มีความสำคัญอย่างยิ่ง” หรือ “มีความสำคัญสูง” ต่อการแพทย์มนุษย์ ได้ถูกสั่งห้ามใช้โดยสมบูรณ์แล้ว

แม้จะมีการสั่งห้ามสารหลายชนิด แต่ยังมีสารบางประเภทที่ถูกจัดว่าเป็นเพียง “มีความสำคัญ” ซึ่งยังคงได้รับอนุญาตให้ใช้ต่อไป ในกลุ่มสารที่ยังใช้ได้ในตลาดภายในประเทศ อาริโอวัลโด ซานี ระบุว่ามีโซเดียมโมเนนซิน ซาลิโนมัยซิน นาราซิน และลาซาโลซิด องค์กรอุตสาหกรรมรายใหญ่ เช่น สมาคมโปรตีนสัตว์บราซิล (ABPA) และสมาคมผู้ส่งออกเนื้อวัวบราซิล (Abiec) ได้เสนอให้มีการสั่งห้ามสารยาปฏิชีวนะที่เหลือทั้งหมด โดยส่งหนังสืออย่างเป็นทางการถึงกระทรวงเกษตรบราซิล (MAPA) แม้แต่โจสลีย์ บาติสตา ผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทเจบีเอส และซีอีโอระดับโลกของบริษัท กิลแบร์โต โทมาโซนี ก็ได้เรียกร้องต่อประธานาธิบดีลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ให้ดำเนินมาตรการดังกล่าวด้วย

ข้อเสนอนี้ทำให้ผู้เลี้ยงสัตว์และผู้ผลิตผลิตภัณฑ์สุขภาพสัตว์ประหลาดใจ เพราะสมาคมต่างๆ ต้องการส่งสัญญาณให้ทางการยุโรปเห็นว่าบราซิลกำลังเพิ่มความเข้มงวดในการยกเลิกการใช้สารเหล่านี้ในระบบการผลิตปศุสัตว์ แต่ท่าทีดังกล่าวกลับไม่ใช่สิ่งที่ผู้เลี้ยงสัตว์คาดคิดมาก่อน และสร้างความกังวลในภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศ

ผู้ผลิตแสดงความกังวล

ฝ่ายผู้ผลิตออกมาแสดงความกังวล โดยเกษตรกรให้เหตุผลว่าการสั่งห้ามยาบางชนิดจะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และอาจกระทบต่อประสิทธิภาพการเลี้ยงสัตว์ องค์กรผู้ผลิตอย่างน้อย ๑๔ แห่งได้ร่วมลงนามในแถลงการณ์ร่วมเกี่ยวกับประเด็นนี้ ฟรานซิสโก มันซี ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของสมาคมผู้เลี้ยงโครัฐมาตูโกรสโซ ระบุว่าข้อกำหนดของตลาดใดตลาดหนึ่งไม่ควรถูกนำมาใช้กับทั้งประเทศ เขากล่าวกับหนังสือพิมพ์ว่า เมื่อยุโรปต้องการข้อกำหนดเพิ่มเติม เราเชื่อว่าควรพิจารณาเป็นรายกรณี บราซิลสามารถแยกสินค้าที่จะส่งออกไปยุโรปได้ และเราก็ต้องการให้บริการตลาดนั้น แต่เราไม่สามารถยอมรับให้สมาคมผู้ส่งออกเนื้อวัวบราซิล เรียกร้องให้ทั้งประเทศต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดที่ลูกค้ารายเดียวเป็นผู้กำหนด

เอกสารอ้างอิง

Azevedo A. 2026. Brazil: Domestic dispute on banning growth promoters to meet EU rules. [Internet]. [Cited 2026 Jul 21]. Available from: https://www.foodagribusiness.world/agribusiness/brazil-domestic-dispute-on-banning-growth-promoters-to-meet-eu-rules

ภาพที่ ๑ การถกเถียงเรื่องการยกเลิกการใช้สารเร่งการเจริญเติบโตที่เป็นยาปฏิชีวนะยังคงเป็นประเด็นร้อนในบราซิล ภาพนี้สะท้อนให้เห็นว่าประเด็นดังกล่าวกำลังถูกจับตามองอย่างมากในภาคปศุสัตว์ของประเทศ โดยเฉพาะเมื่อมีแรงกดดันจากตลาดยุโรปที่ต้องการมาตรฐานการผลิตที่เข้มงวดขึ้น (แหล่งภาพ Sindirações)



วันอังคารที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569

หวัดนกซ้ำเติม ส่งออกไก่โปแลนด์เผชิญแรงกดดันหนัก

การระบาดครั้งใหม่ของโรคไข้หวัดนกในประเทศโปแลนด์ กำลังส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไข่ของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอาจบั่นทอนศักยภาพการส่งออกในช่วงหลายเดือนข้างหน้า ตามข้อมูลจากตัวแทนอุตสาหกรรม

ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. ๒๕๖๙ เป็นต้นมา โปแลนด์พบการระบาดของไข้หวัดนกหลายสิบครั้ง โรคดังกล่าวส่งผลกระทบต่อหลายพื้นที่สำคัญของการผลิตสัตว์ปีก ทำให้ต้องดำเนินมาตรการกำจัดสัตว์ปีก และใช้มาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพอย่างเข้มงวด ไม่เพียงรบกวนการผลิต แต่ยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของเกษตรกรอีกด้วย

ผลกระทบเริ่มปรากฏชัดในฝูงไก่ระดับประเทศ นับตั้งแต่ช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปี พ.ศ. ๒๕๖๘ จำนวนแม่ไก่ไข่ของโปแลนด์ลดลงประมาณ ๗.๕ ล้านตัว หรือราวร้อยละ ๑๕ ของจำนวนทั้งหมด ตามการประเมินของอุตสาหกรรม ผู้ผลิตระบุว่า ความเสียหายรุนแรงเป็นพิเศษในพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของฟาร์มสูง ซึ่งการระบาดมักแพร่กระจายได้รวดเร็วกว่า เกษตรกรให้ข้อมูลกับสื่อท้องถิ่น เวียชชี รอลญีเชว่า การฟื้นฟูกำลังการผลิตจะต้องใช้เวลาหลายเดือน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยังคงมีรายงานการระบาดใหม่เกือบทุกสัปดาห์ ความหวังในการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจึงยังไม่แน่นอน และผู้ผลิตบางส่วนกำลังชะลอการนำไก่เข้าเลี้ยงใหม่ เนื่องจากกังวลต่อความเสี่ยงของการสูญเสียเพิ่มเติม

ผลกระทบต่อการส่งออกในระยะสั้นยังมีจำกัด

ในเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๙ สำนักงานผู้ตรวจการสัตวแพทย์ใหญ่ของโปแลนด์ได้ออกข้อจำกัดการส่งออกไข่จากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบไปยังประเทศมาซิโดเนียเหนือ บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา และคีร์กีซสถาน มาตรการเหล่านี้เพียงอย่างเดียวไม่น่าจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อปริมาณการส่งออกโดยรวม ตามคำกล่าวของคาทาร์ซีนา กาฟรอญ์สกา ประธานหอการค้าสัตว์ปีกและผู้ผลิตอาหารสัตว์แห่งชาติ “มาซิโดเนียเหนือไม่เคยเป็นผู้นำเข้าไข่จากโปแลนด์รายใหญ่ ดังนั้นข้อจำกัดนี้จึงไม่น่าจะทำให้ห่วงโซ่อุปทานเกิดการหยุดชะงักอย่างมีนัยสำคัญ” เธอกล่าว

อย่างไรก็ตาม การส่งออกยังคงเป็นเสาหลักสำคัญของอุตสาหกรรมนี้ โดยประมาณ ร้อยละ ๓๕–๔๕ ของการผลิตไข่ในโปแลนด์ถูกจำหน่ายไปต่างประเทศ กาฟรอญ์สกาประเมินว่า ความต้องการจากตลาดส่งออกที่แข็งแกร่งยังช่วยให้เกษตรกรโปแลนด์มีความยืดหยุ่นด้านกลยุทธ์การตั้งราคา ทำให้สามารถปรับสมดุลปริมาณในประเทศและรักษาระดับราคาขายปลีกให้แข่งขันได้ แม้ผลผลิตจะตึงตัวขึ้น

การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นเพิ่มแรงกดดัน

ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตของโปแลนด์ กำลังเผชิญการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นในตลาดส่งออก โดยเฉพาะภายในสหภาพยุโรป “หนึ่งในความท้าทายสำคัญของเราคือ การเข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้นของผู้ผลิตนอกสหภาพยุโรป เช่น ยูเครน ตุรกี และบราซิล ในตลาดยุโรป” กาฟรอญ์สกา กล่าว พร้อมระบุว่า ผู้ผลิตเหล่านี้สามารถแข่งขันด้านราคาได้มากขึ้นเรื่อย ๆ

สื่อท้องถิ่นเตือนว่า หากสถานการณ์การระบาดยังไม่ทรงตัวในช่วงหลายเดือนข้างหน้า ผลกระทบสะสมอาจทำให้โปแลนด์สูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดส่งออกสำคัญ และทำให้การฟื้นตัวล่าช้าออกไปจนถึงปี พ.ศ. ๒๕๗๐

เอกสารอ้างอิง

Vorotnikov V. 2026. Bird flu piles pressure on Poland’s poultry exports. [Internet]. [Cited 2026 Apr 24]. Available from: https://www.poultryworld.net/the-industrymarkets/market-trends-analysis-the-industrymarkets-2/bird-flu-piles-pressure-on-polands-poultry-exports/

ภาพที่ ๑ ผู้ผลิตของ Poland กำลังเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาดส่งออก โดยเฉพาะภายในสหภาพยุโรป (แหล่งภาพ AI (Reve))



วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569

บราซิลเร่งส่งออกไก่เพิ่ม ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

 แม้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะทวีความรุนแรงขึ้น และเกิดความปั่นป่วนในช่องแคบฮอร์มุซ บราซิลก็ยังสามารถรักษาการส่งออกไว้ได้ และเพิ่มปริมาณการส่งออกไก่สู่ตลาดโลกในเดือนมีนาคม

การส่งออกของบราซิลเพิ่มขึ้นร้อยละ ๖ ในเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๙ รวมเป็น ๕๐๔,๓๐๐ ตัน เทียบกับ ๔๗๖,๐๐๐ ตัน ในเดือนเดียวกันของปีก่อน ตามข้อมูลของสมาคมโปรตีนสัตว์บราซิล หรือเอบีพีเอ ในไตรมาสแรก ปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ ๕ รวมเป็น ๑.๔๕๖ ล้านตัน ขณะที่รายได้แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ ๓๓,๙๐๙.๒ ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ ๖.๒ เมื่อเทียบกับปีก่อน เมื่อคิดสะสมตั้งแต่ต้นปี การเติบโตด้านมูลค่ายิ่งสูงขึ้น โดยมีรายได้รวม ๙๙,๕๐๔ ล้านบาท เพิ่มขึ้น ร้อยละ ๖.๙ จาก ๙๓,๐๙๖ ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

เส้นทางการขนส่งทางเลือก

การส่งออกที่เป็นบวกนี้เกิดขึ้นแม้จะมีความขัดแย้งในภูมิภาค โดยการส่งออกไปยังประเทศในตะวันออกกลางลดลงร้อยละ ๑๘.๕ ในเดือนมีนาคมเมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ เมื่อเทียบรายปี การส่งออกเนื้อไก่และเครื่องในไปยังภูมิภาคดังกล่าวลดลง ร้อยละ ๒๑ จาก ๑๓๘,๐๐๐ ตันเหลือ ๑๐๘,๐๐๐ ตัน

ถึงอย่างนั้น บราซิลก็ยังคงรักษาการปรากฏตัวในตลาดเหล่านี้ได้อย่างแข็งแกร่ง โดยมีการส่งออกมากกว่า ๑๐๐,๐๐๐ ตัน ไปยังภูมิภาคดังกล่าวในเดือนเดียวโดยประมาณ ๔๕,๐๐๐ ตัน ส่งไปยังประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการปิดล้อม

ริคาร์โด ซานติน ประธาน ABPA กล่าวว่า “แม้จะมีการลดลงเมื่อเทียบกันในภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่ปริมาณที่ยังคงสูงนี้แสดงให้เห็นว่ากระแสการส่งออกยังคงไปถึงภูมิภาคดังกล่าวผ่านเส้นทางทางเลือก”

 

การผสมผสานการขนส่งทางทะเลและทางบก

อุตสาหกรรมสัตว์ปีกได้ค้นหาเส้นทางทางเลือกเพื่อหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ ผู้ส่งออกเริ่มใช้เส้นทางอย่างช่องแคบบับ อัลมันเดบ ไปยังทะเลแดง รวมถึงท่าเรือทางเลือก เช่น ท่าเรือซาลาลาห์ในโอมาน และท่าเรือคอร์ฟักคานในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในบางกรณี ระบบโลจิสติกส์ได้ผสมผสานการขนส่งทางทะเลและทางบกเพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าถูกส่งมอบได้ตามกำหนด ความสำคัญของปฏิบัติการนี้เห็นได้ชัด เนื่องจากประมาณ ร้อยละ ๓๐ ของการส่งออกไก่ของบราซิลมีปลายทางอยู่ในตะวันออกกลาง ประเทศอย่างซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์พึ่งพาการนำเข้าจากบราซิลเป็นอย่างมาก โดยคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของการนำเข้าของซาอุฯ และสูงถึง ร้อยละ ๗๔ ของการนำเข้าของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นอกภูมิภาค ความต้องการยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จีนกลับมาซื้อในระดับก่อนปี ๒๕๖๘ โดยการนำเข้าเพิ่มขึ้น ร้อยละ ๑๑.๖ ในเดือนมีนาคม ขณะที่ตลาดอย่างญี่ปุ่นร้อยละ ๔๑.๓ สหภาพยุโรป ร้อยละ ๓๓.๗ และแอฟริกาใต้ ร้อยละ ๒๑.๔ ต่างเพิ่มการสั่งซื้ออย่างมีนัยสำคัญ

 

เอกสารอ้างอิง

Azevedo D. 2026. Brazil boosts poultry exports despite Middle East conflict. [Internet]. [Cited 2026 Apr 13]. Available from: https://www.poultryworld.net/the-industrymarkets/market-trends-analysis-the-industrymarkets-2/brazil-boosts-poultry-exports-despite-middle-east-conflict/

ภาพที่ ๑ ผู้ส่งออกไก่ของบราซิลได้ใช้ท่าเรือทางเลือก เช่น ท่าเรือซาลาลาห์ในโอมาน (แหล่งภาพ Balou46 via Wikimedia Commons)



วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569

ความขัดแย้งตะวันออกกลางดันราคาอาหารในสหราชอาณาจักรสูงขึ้น

 อุตสาหกรรมเนื้อไก่ของสหราชอาณาจักรกำลังส่งสัญญาณเตือน หลังความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงในตะวันออกกลางทำให้ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกถูกรบกวน ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น และอาจทำให้ราคาสินค้าอาหารในสหราชอาณาจักรปรับตัวสูงขึ้นสำหรับผู้บริโภค

ความปั่นป่วนอย่างหนักในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลก ทำให้วัตถุดิบหลักอย่างน้ำมัน ก๊าซ ปุ๋ย และส่วนผสมอาหารสัตว์จำเป็นต่าง ๆ เผชิญกับความล่าช้าอย่างมากหรือมีการปรับราคาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้นำในอุตสาหกรรมเตือนว่า หากไม่มีการแทรกแซงจากภาครัฐอย่างเป็นระบบ การผลิตอาหารภายในประเทศอาจเผชิญแรงกดดันอย่างรุนแรงตามมา

ต้นทุนพลังงานและเชื้อเพลิง

ริชาร์ด กริฟฟิธส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของสภาไก่เนื้ออังกฤษ หรือบีพีซี กล่าวว่า ผลกระทบจากความไม่มั่นคงระดับโลกเริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว “เหตุการณ์ระดับโลกกำลังท้าทายความสามารถในการยืนหยัดของระบบการผลิตอาหารภายในประเทศอีกครั้ง ไก่เป็นเนื้อสัตว์ครึ่งหนึ่งที่ผู้คนในประเทศนี้บริโภค เราจึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อบทบาทในการทำให้ประชาชนเข้าถึงอาหารในราคาที่จับต้องได้ คำมั่นของรัฐบาลในการจัดทำแผนพัฒนาอุตสาหกรรมไก่เนื้อจึงยิ่งมีความจำเป็นเร่งด่วน และเราขอเรียกร้องให้รัฐมนตรีเร่งดำเนินการให้เกิดขึ้นโดยเร็ว” หนึ่งในประเด็นเร่งด่วนที่สุดคือ ต้นทุนพลังงานและเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะก๊าซปิโตรเลียมเหลวหรือแอลพีจีนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในการให้ความร้อนโรงเรือนเลี้ยงไก่ และมีความเสี่ยงสูงต่อปัญหาด้านอุปทาน เมื่อค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่อุปทาน ผู้ผลิตต่างเตรียมรับมือกับแรงกดดันทางการเงินที่อาจยืดเยื้อ

สารเติมอาหารสัตว์และยา

การจัดหาวิตามิน แร่ธาตุ และกรดอะมิโนสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมไก่เนื้อก็เริ่มมีความไม่แน่นอนมากขึ้น ตามคำกล่าวของผู้นำในอุตสาหกรรม ผู้ผลิตไมโครนิวเทรียนต์หลายรายไม่ต้องการลงนามในสัญญา เนื่องจากไม่สามารถรับประกันการส่งมอบสินค้าได้ “ปัจจัยเหล่านี้กำลังก่อให้เกิดแรงกดดันต่อค่าการผลิตไก่อย่างต่อเนื่อง” สภาไก่เนื้ออังกฤษระบุ “แม้อุตสาหกรรมจะสามารถดูดซับต้นทุนบางส่วนได้ แต่ส่วนอื่น ๆ ย่อมต้องส่งต่อไปยังผู้บริโภคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” ความเป็นไปได้ของการขาดแคลนยาเวชภัณฑ์ก็เป็นอีกประเด็นที่น่ากังวล อาจกระทบต่อสวัสดิภาพสัตว์ปีก และเพิ่มภาระให้ผู้ผลิตที่ต้องรับมือกับการระบาดของไข้หวัดนกซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกปี

การค้าปุ๋ยโลกและต้นทุนอาหารสัตว์

ห่วงโซ่อุปทานการเกษตรในภาพรวมก็กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักเช่นกัน ประมาณหนึ่งในสามของการค้าปุ๋ยทั่วโลกต้องผ่านพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และการผลิตปุ๋ยเองก็พึ่งพาก๊าซธรรมชาติอย่างมาก นับเป็นสินค้าที่มีความผันผวนสูง ความปั่นป่วนดังกล่าวทำให้ราคาปุ๋ยพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว คาดว่าจะส่งผลให้ต้นทุนอาหารสัตว์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะวัตถุดิบที่มีถั่วเหลืองเป็นส่วนประกอบ และเนื่องจากอาหารสัตว์เป็นต้นทุนหลักของการผลิตไก่เนื้อ การปรับตัวของราคาจึงมีแนวโน้มสร้างผลกระทบต่อเนื่องในห่วงโซ่การผลิตทั้งหมด

พึ่งพาผู้ผลิตต่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น

แรงกระแทกในระยะสั้นเหล่านี้กำลังซ้ำเติมความท้าทายในระยะยาวที่มีอยู่เดิม ความต้องการบริโภคเนื้อไก่ของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นปีละร้อยละ ๒ ถึง ๔ แต่ข้อจำกัดด้านการวางแผนยังคงเป็นอุปสรรคต่อการขยายกำลังการผลิตภายในประเทศ ขณะเดียวกัน ปริมาณการนำเข้าเพิ่มขึ้นแล้วร้อยละ ๗ เมื่อเทียบปีต่อปี และมักผลิตภายใต้มาตรฐานที่ต่ำกว่ากำลังถูกพึ่งพามากขึ้นเพื่อเติมช่องว่างดังกล่าว ผู้นำอุตสาหกรรมเตือนว่า หากไม่มีการดำเนินการอย่างเร่งด่วน สหราชอาณาจักรอาจต้องพึ่งพาผู้ผลิตต่างประเทศมากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นการบั่นทอนความมั่นคงด้านอาหารของประเทศ เพื่อปกป้องอนาคตของการผลิตไก่เนื้อในสหราชอาณาจักร อุตสาหกรรมกำลังเรียกร้องให้รัฐบาลเชิญภาคเกษตรและอาหารมาหารือร่วมกันและจัดทำแผนรับมืออย่างเป็นระบบ ด้วยแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีแนวโน้มจะไม่ผ่อนคลายในระยะใกล้ ผู้นำอุตสาหกรรมจึงเรียกร้องให้มี ยุทธศาสตร์ระยะยาวที่ชัดเจน เพื่อเสริมความยืดหยุ่นของระบบอาหาร และทำให้ผู้บริโภคในสหราชอาณาจักร สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ไก่เนื้อคุณภาพดีในราคาที่เหมาะสมได้อย่างต่อเนื่อง

เอกสารอ้างอิง

McDougal T. 2026. British poultry industry warns Middle East conflict could drive up UK food prices. [Internet]. [Cited 2026 Apr 17]. Available from: https://www.poultryworld.net/the-industrymarkets/market-trends-analysis-the-industrymarkets-2/british-poultry-industry-warns-middle-east-conflict-could-drive-up-uk-food-prices/

ภาพที่ ๑ ความปั่นป่วนที่เกิดจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางได้ผลักดันให้ราคาปุ๋ยพุ่งสูงขึ้น ซึ่งคาดว่าจะทำให้ต้นทุนอาหารสัตว์เพิ่มขึ้น และเนื่องจากอาหารสัตว์เป็นต้นทุนหลักของการผลิตไก่เนื้อ ผลกระทบต่อเนื่องในห่วงโซ่การผลิตจึงมีแนวโน้มเกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (แหล่งภาพ AI (Reve))



วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569

ผู้เชี่ยวชาญเตือนเฝ้าระวัง หลังพบโรคนิวคาสเซิลเพิ่มขึ้น

 ท่ามกลางรายงานการระบาดของโรคนิวคาสเซิลในหลายประเทศทั่วยุโรป ผู้ผลิตสัตว์ปีกทั่วสหราชอาณาจักรกำลังถูกกระตุ้นให้เพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวัง ขณะที่ไวรัสยังคงแพร่กระจายมาทางตะวันตกอย่างน่ากังวล

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา การยืนยันพบสัตว์ติดเชื้อในสเปน โปแลนด์ และล่าสุดคือเยอรมนี ทำให้รัฐบาลสหราชอาณาจักรปรับระดับความเสี่ยงจาก “ต่ำ” เป็น “ปานกลาง” สะท้อนถึงภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นจากนกอพยพซึ่งคาดว่าจะเคลื่อนผ่านยุโรปตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม

รายงานประเมินการระบาดฉบับใหม่ที่เผยแพร่โดยกระทรวงสิ่งแวดล้อม อาหาร และกิจการชนบทของสหราชอาณาจักร หรือดีฟรา ชี้ให้เห็นภาพรวมโรคในยุโรปที่ทวีความรุนแรงขึ้น และเน้นย้ำถึงความเป็นไปได้ที่ไวรัสอาจเข้าสู่สหราชอาณาจักรผ่านนกป่าหรือเส้นทางการแพร่เชื้อทางอ้อม การย้ำเตือนให้เข้มงวดด้านการป้องกันโรคจึงถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในช่วงเวลานี้

คำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ

วิล รอว์ ประธานคณะกรรมการสัตว์ปีกของเอ็นเอฟยู เตือนว่าผู้ผลิตไม่สามารถปล่อยปละละเลยมาตรการป้องกันได้ เขากล่าวว่า “เราทราบดีว่าความเสี่ยงของการแพร่โรคจากนกป่าสู่สัตว์ปีกเป็นเรื่องจริง”  และเสริมว่า “การปกป้องฝูงสัตว์ของประเทศเป็นภารกิจสำคัญสูงสุดของเรา เราขอให้ผู้เลี้ยงสัตว์ปีกทุกคนปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพอย่างเข้มงวด และให้มั่นใจว่ามีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคนิวคาสเซิลอย่างเหมาะสม”

ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนิวคาสเซิล

โรคนิวคาสเซิล ซึ่งเกิดจากเชื้อ เอเวียน พารามิกโซไวรัส ซีโรไทป์ ๑ ส่งผลกระทบต่อไก่และสัตว์ปีกหลากหลายชนิด อาการทางคลินิกมีตั้งแต่ปัญหาระบบทางเดินหายใจเล็กน้อย ไปจนถึงอาการทางระบบประสาทรุนแรงและการตายเฉียบพลันในอัตราสูง ทำให้การตรวจพบโรคอย่างรวดเร็วเป็นสิ่งจำเป็น

แม้ว่าผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกที่ปรุงสุกดีจะยังคงปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค แต่โรคนี้จัดเป็นโรคที่ต้องแจ้งหน่วยงานรัฐทันทีเมื่อมีข้อสงสัยว่าจะเกิดการติดเชื้อ

บทเรียนจากการระบาดในสหราชอาณาจักร

ความทรงจำเกี่ยวกับการระบาดของโรคนิวคาสเซิลในสหราชอาณาจักรครั้งก่อน ๆ ยังคงชัดเจนสำหรับผู้ที่เคยเผชิญเหตุการณ์เหล่านั้น

ในทศวรรษ พ.ศ. ๒๕๑๓–๒๕๒๒ ไวรัสสายพันธุ์เอสเซ็ก ๗๐ ทำให้สัตว์ป่วยมากกว่า ๗,๐๐๐ ราย 

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ มีการระบาดในฟาร์มไก่เนื้อและไก่งวง ๑๕ แห่ง เชื่อมโยงกับสภาพอากาศฤดูหนาวที่รุนแรงและนกอพยพ

ส่วนในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ มีรายงานสัตว์ป่วยเพียง ๑ ราย ใน นกเกมที่สกอตแลนด์

การกลับมาระบาดอีกครั้งในหลายประเทศทวีปยุโรปเป็นเครื่องเตือนใจว่า ไวรัสชนิดนี้ยังคงมีศักยภาพในการสร้างความปั่นป่วนได้เสมอ

การป้องกันคือหัวใจสำคัญ

เดฟ ฮอดจ์สันจากโรสฮิลล์ โพลทีรีย์ กล่าวว่า เขาเพิ่งได้หารือเกี่ยวกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับ ดร.ริชาร์ด เออร์วีน หัวหน้าเจ้าหน้าที่สัตวแพทย์ของเวลส์ ฮอดจ์สันกล่าวว่า “เป็นเรื่องน่ายินดีที่ได้เห็นว่าเขาให้ความสำคัญกับการระบาดครั้งนี้ในระดับที่จริงจังมาก” เมื่อย้อนถึงการระบาดในอดีต เขาเสริมว่า “เราไม่อาจประเมินต่ำไปได้เลยว่าผลกระทบของโรคนี้ร้ายแรงเพียงใด มาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพในระดับสูงสุดไม่เคยมีความสำคัญเท่าตอนนี้มาก่อน การให้วัคซีนก็ต้องดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ และอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ปีกของสหราชอาณาจักรมีความเชี่ยวชาญทางเทคนิคในระดับสูงมาก”

มาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพและการฉีดวัคซีนยังคงเป็นรากฐานสำคัญของการป้องกันโรค ฟาร์มไก่ไข่เชิงพาณิชย์ ฟาร์มพ่อแม่พันธุ์ และผู้ผลิตไก่งวงมักปฏิบัติตามโปรแกรมวัคซีนที่เข้มแข็ง ซึ่งรวมถึงการให้วัคซีนเชื้อเป็นหลายครั้ง และปิดท้ายด้วยวัคซีนเชื้อตายก่อนเข้าสู่ช่วงให้ไข่ อย่างไรก็ตาม มีบางฝูงในยุโรปที่ได้รับผลกระทบแม้จะมีการให้วัคซีนแล้ว ทำให้เกิดคำถามว่า การให้วัคซีนไม่ถูกต้อง หรือ การปฏิบัติตามโปรแกรมวัคซีนไม่เคร่งครัด อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ประสิทธิภาพลดลงหรือไม่

ตั้งสติ และรักษามาตรฐานความปลอดภัยทางชีวภาพ

               เอียน โจนส์ สมาชิกคณะกรรมการของสมาคมผู้ผลิตไข่อิสระแห่งสหราชอาณาจักร และผู้อำนวยการกลุ่มสัตวแพทย์ เตือนว่า จำนวนฝูงสัตว์ปีกที่ได้รับผลกระทบในเยอรมนีและโปแลนด์ที่เพิ่มขึ้นเป็นเรื่องน่ากังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไวรัสอาจยังคงแพร่กระจายไปทางตะวันตกต่อไป เขากล่าวว่า “ฟาร์มไก่ไข่เชิงพาณิชย์สามารถลดความเสี่ยงการติดเชื้อได้ด้วยการเพิ่มมาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพอย่างเข้มข้น เช่นเดียวกับที่เราทำเพื่อป้องกันไข้หวัดนก” เขาเสริมว่า “แต่อย่าเพิ่งตื่นตระหนก ให้รักษามาตรฐานความปลอดภัยทางชีวภาพของคุณให้สูง ทบทวนว่าใครสามารถเข้ามาในพื้นที่ฟาร์มได้บ้าง และติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด”

การแพร่กระจายของเชื้อไวรัส 

โรคนิวคาสเซิลสามารถแพร่กระจายได้ทั้งจากการสัมผัสโดยตรงกับนกที่ติดเชื้อ และทางอ้อมผ่านวัตถุปนเปื้อน เช่น ยานพาหนะ อุปกรณ์ เสื้อผ้า น้ำ หรืออาหารสัตว์ แตกต่างจากโรคไข้หวัดนกที่มักเกี่ยวข้องกับนกน้ำเป็นหลัก โรคนิวคาสเซิลมีขอบเขตการติดเชื้อที่กว้างกว่า ครอบคลุมถึงนกพิราบ อีกา นกนางนวล และสัตว์ปีกชนิดอื่น ๆ ทำให้การป้องกันทำได้ยากขึ้น และเน้นย้ำถึงความสำคัญของมาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพในฟาร์ม

การเรียกร้องให้ป้องกันเชิงรุก 

มีคำแนะนำให้ผู้ผลิตปศุสัตว์ปฏิบัติตามแผนการฉีดวัคซีนอย่างเคร่งครัด ลดการเข้าถึงฟาร์มของผู้มาเยือน รักษามาตรการทำความสะอาดอย่างเข้มงวด และดำเนินการทันทีเมื่อพบสัญญาณผิดปกติใด ๆ การวางอ่างน้ำยาฆ่าเชื้อบริเวณทางเข้าโรงเรือน การทำความสะอาดและฆ่าเชื้อยานพาหนะ และการเก็บกวาดอาหารหกหล่นอย่างรวดเร็วเพื่อลดการดึงดูดนกป่า ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของการป้องกันโรค

ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมส่งสารชัดเจนว่า ความตื่นตัวสำคัญกว่าความประมาท แม้ว่าโปรแกรมการฉีดวัคซีนในฝูงเชิงพาณิชย์ทั่วสหราชอาณาจักรจะช่วยสร้างเกราะป้องกันที่แข็งแรง แต่การที่ระดับความเสี่ยงของประเทศเพิ่มขึ้นเป็นระดับปานกลาง ควรเป็นสัญญาณให้ผู้ผลิตทุกคนทบทวน มาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพและแผนรองรับเหตุฉุกเฉิน เมื่อการอพยพของนกอพยพกำลังเกิดขึ้น และการระบาดในยุโรปเพิ่มสูงขึ้น การป้องกันเชิงรุกยังคงเป็นแนวทางป้องกันที่ดีที่สุด

 

เอกสารอ้างอิง

McDougal T. 2026. Rising cases of Newcastle disease cases prompt calls for vigilance. [Internet]. [Cited 2026 Apr 2]. Available from: https://www.poultryworld.net/health-nutrition/health/rising-cases-of-newcastle-disease-cases-prompt-calls-for-vigilance/

ภาพที่ ๑ วิล รอว์ ประธานคณะกรรมการสัตว์ปีกของเอ็นเอฟยู เตือนว่า ผู้ผลิตไม่สามารถปล่อยปละละเลยมาตรการป้องกันได้ (แหล่งภาพ Boerderij)



เปรู-สเปนพบการติดเชื้อโรคนิวคาสเซิลในสัตว์ปีก

  องค์การสุขภาพสัตว์โลก รายงานการระบาดครั้งใหม่ในทั้งสองประเทศ โดยเปรูพบจำนวนฝูงสัตว์ปีกที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดเท่าที่เคยมี โรคนิวคาสเซิ...