วันจันทร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566

มหัศจรรย์ห้าสิบปีในอุตสาหกรรมสัตว์ปีกทั่วโลก

 การผลิตเนื้อสัตว์ปีกเติบโตอย่างมากในช่วงห้าสิบปีที่ผ่านมา นับเป็นสิ่งมหัศจรรย์สำหรับการพัฒนาด้านเกษตรกรม ดร.ฮานส์ วิลเฮล์ม วินด์ฮอร์สต์ วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมสัตว์ปีกโลก

ระหว่างปี พ.ศ.๒๕๑๓ ถึง ๒๕๖๓ ห้าสิบปีที่ผ่านมา การผลิตเนื้อสัตว์ปีกเพิ่มขึ้นจาก ๑๕.๑ ล้านตันเป็น ๑๓๗ ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ ๘๐๗.๘  เนื้อสัตว์ปีกจึงเป็นผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่มีการเติบโตรวดเร็วที่สุด ปริมาณการผลิตเติบโตอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๓ เป็นต้นมา ระหว่างปี พ.ศ.๒๕๔๓ ถึง ๒๕๖๓ เพิ่มสูงขึ้นมากกว่า ๖๘ ล้านตัน

การวิเคราะห์รายละเอียดการพัฒนาระดับทวีป เปิดเผยให้เห็นถึงบทบาทที่โดดเด่นของเอเชีย ดังแสดงในตารางที่ ๑ และภาพที่ ๑ การเติบโตโดยรวมคิดเป็น ๑๒๑.๙ ล้านตันภายในเวลาหนึ่งทศวรรษเป็นผลจากทวีปเอเชีย ร้อยละ ๔๑.๖ ติดตามด้วยทวีปอเมริกากลางและอเมริกาใต้ร้อยละ ๑๖.๘ ทวีปอเมริกาเหนือร้อยละ ๑๖ และทวีปยุโรปร้อยละ ๑๔ โดยทวีปแอฟริกาและโอเชียเนียตามหลังไปไกลมาก การเติบโตสัมพัทธ์ที่สูงที่สุดเกิดขึ้นในทวีปอเมริกากลางและใต้ กับเอเชีย แม้กระทั่งในแอฟริกาก็ยังสูงกว่าทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือ

ตารางที่ ๑ การพัฒนาการผลิตเนื้อสัตว์ปีกที่ระดับทวีประหว่างปี พ.ศ.๒๕๑๓ ถึง ๒๕๖๓ ข้อมูลแสดงเป็นหน่วย ๑,๐๐๐ ตัน

ทวีป/ปี

2513

2523

2533

2543

2553

2563

เพิ่มขึ้น

ร้อยละ

แอฟริกา

598

1,056

1,969

2,962

4,782

7,329

6,731

1,125

เอเชีย

2,702

5,216

10,037

22,907

34,814

53,401

50,699

1,876

ยุโรป

5,315

9,115

11,758

11,859

16,227

22,380

17,065

321

อเมริกาเหนือ

5,092

7,014

11,492

17,640

20,801

24,642

19,547

384

อเมริกากลาง/ใต้

1,250

3,920

5,258

12,522

21,549

27,740

26,495

2,128

โอเชียเนีย

142

353

403

767

1,144

1,537

1,395

982.4

ทั่วโลก

15,095

25,946

40,997

68,656

99,317

137,029

121,934

807.8

ภาพที่ ๑ การผลิตเนื้อสัตว์ปีกในทวีปต่างๆ ปี พ.ศ.๒๕๔๓ ถึง ๒๕๖๓ (Kauer สร้างจากข้อมูลเอฟเอโอ)   

ยุโรปก่อนศตวรรษที่สิบเก้า

จนกระทั่งปี พ.ศ.๒๕๓๓ ยุโรปผลิตเนื้อสัตว์ปีกมากกว่าเอเชีย หลังจากนั้น ประเทศเอเชียหลายแห่งก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก ในปี พ.ศ.๒๕๔๓ อเมริกาก็แซงยุโรป ความเปลี่ยนแปลงในแต่ละทวีปส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงปริมาณการผลิตทั่วโลก หลายสิบปีต่อมา ทวีปเอเชียเพิ่มขึ้นร้อยละ ๒๑ ขณะที่ ทวีปอเมริกากลางและใต้เพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๒ ในทางตรงกันข้าม ยุโรปลดลงเกือบร้อยละ ๑๙ และอเมริกาเหนือมากกว่าร้อยละ ๑๕ ดังแสดงในภาพที่ ๒

ภาพที่ ๒ การเปลี่ยนแปลงการผลิตเนื้อสัตว์ปีกของแต่ละทวีป ระหว่างปี พ.ศ.๒๕๔๓ ถึง ๒๕๖๓ (A.S. Kauer สร้างจากข้อมูลเอฟเอโอ)  

เมื่อลึกเข้าไปถึงการเติบโตของการผลิตเนื้อสัตว์ปีกตามชนิดสัตว์เห็นได้ชัดว่า การผลิตเนื้อไก่เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นดังแสดงในตารางที่ ๒ โดยรวมการเติบโตของปริมาณการผลิตเนื้อไก่เป็น ๑๐๘.๓ ล้านตัน หรือร้อยละ ๘๘.๑ การเติบโตสัมพัทธ์ที่สูงที่สุดเป็นเนื้อห่านและเป็ด จะเห็นได้ว่า เนื้อไก่มีส่วนแบ่งร้อยละ ๘๕.๕ และ ๘๘.๒ ในการผลิตทั่วโลก ขณะที่ เนื้อเป็ดและเนื้อห่านสามารถขยายส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นได้ เนื้อไก่งวงยังมีความแปรปรวนอยู่ 

ตารางที่ ๒ ส่วนแบ่งของเนื้อสัตว์ปีกตามชนิดสัตว์ในการผลิตเนื้อสัตว์ปีกทั่วโลก พ.ศ.๒๕๑๓ ถึง ๒๕๖๓

ทวีป/ปี

2513

2523

2533

2543

2553

2563

เพิ่มขึ้น

ร้อยละ

เนื้อไก่

13,140

22,896

35,416

58,698

87,270

120,461

107,321

816.8

เป็ด

501

713

1,239

2,872

4,046

6,160

5,659

1,129.5

ห่าน

226

282

608

1,903

2,499

4,359

4,138

1,828.8

ไก่งวง

1,219

2,047

3,718

5,141

5,527

6,029

4,801

394.6

อื่นๆ

9

8

16

42

25

20

11

122.2

ทั้งหมด

15,095

25,946

40,997

68,656

99,317

137,029

121,934

807.8

ภาพที่ ๓ สัดส่วนของเนื้อสัตว์ปีกในการผลิตสัตว์ปีกทั่วโลกระหว่างปี พ.ศ.๒๕๑๓ ถึง ๒๕๖๓ ข้อมูลแสดงเป็นร้อยละ (A.S. Kauer สร้างจากข้อมูลเอฟเอโอ)  

ความแตกต่างระหว่างทวีป

               ในลำดับถัดไป การผลิตเนื้อไก่และไก่งวงในระดับทวีปในหลายทศวรรษที่ผ่านมา วิเคราะห์แยกจากกัน

ภาพที่ ๔ การเติบโตของการผลิตเนื้อไก่ทั่วโลก โดยจำแนกเป็นทวีป ระหว่างปี พ.ศ.๒๕๑๓ ถึง ๒๕๖๓ (A.S. Kauer สร้างจากข้อมูลเอฟเอโอ) 

ดังที่คาดไว้ ชนิดของเนื้อที่โดดเด่นก็คล้ายคลึงกัน เนื่องจาก บทบาทที่โดดเด่นเป็นประเทศแถบเอเชียเป็นผู้เล่นสำคัญในการผลิตเนื้อเป็ด และห่าน แต่ก็ยังต่ำกว่าภาพรวม จนกระทั่งช่วงปี พ.ศ. ๒๖๓๓ ทวีปยุโรป และอเมริกาเหนือก็ผลิตเนื้อไก่มากกว่าเอเชีย และในปี พ.ศ.๒๕๖๓ ทวีปเอเชียก็ตามได้ทัน 

ภาพที่ ๕ การเปลี่ยนแปลงของารผลิตเนื้อไก่ทั่วโลกแยกตามทวีป ระหว่างปี พ.ศ.๒๕๑๓ ถึง ๒๕๖๓ (A.S. Kauer สร้างจากข้อมูลเอฟเอโอ)

อ้างอิงตามภาพที่ ๕ เมื่อเปรียบเทียบกับภาพที่ ๒ แสดงให้เห็นว่า ส่วนแบ่งของทวีปอเมริกาเหนือ และยุโรปคล้ายคลึงกัน ขณะที่ ทวีปเอเชียต่ำลง และทวีปอเมริกากลางและใต้สูงขึ้น

ภาพที่ ๖ การเติบโตของการผลิตเนื้อไก่งวงทั่วโลกแยกตามทวีป ระหว่างปี พ.ศ.๒๕๑๓ ถึง ๒๕๖๓ (A.S. Kauer สร้างจากข้อมูลเอฟเอโอ)

ไก่และไก่งวง

               การเปลี่ยนแปลงในการผลิตเนื้อไก่งวงแตกต่างจากการผลิตเนื้อไก่อย่างชัดเจน ดังแสดงในภาพที่ ๖ จะเห็นว่า ทวีปอเมริกาเหนือและยุโรปมีผลผลิตเนื้อสัตว์ชนิดนี้อย่างโดดเด่นมาก ขณะที่ ทวีปอื่นๆทั้งหมด ปริมาณการผลิตต่ำอย่างมาก จนกระทั่งปี พ.ศ.๒๕๕๓ สังเกตว่า ทวีปอเมริกากลางและใต้มีอัตราการเติบโตที่สูงขึ้น

               เมื่อวิเคราะห์การเติบโตของการผลิตไก่งวง อัตราการเติบโตสัมพัทธ์และสัมบูรณ์สูงที่สุดจนกระทั่งราวปี พ.ศ.๒๕๓๓ นับจากนั้นก็ค่อยๆลดลง แล้วจนถึงช่วงของการเจริญเล็กน้อยหรือไม่เจริญ ขณะที่ ทวีปอเมริกาเหนือ และยุโรปมีอิทธิพลอย่างมากต่อการเติบโตสัมบูรณ์ และการเติบโตสัมพัทธ์สูงที่สุดในทวีปแอฟริกา ทวีปอเมริกากลางและใต้

               การเปลี่ยนแปลงของการผลิตเนื้อไก่งวงระดับทวีประหว่างปี พ.ศ.๒๕๑๓ ถึง ๒๕๖๓ สังเกตว่า ทวีปยุโรปเพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๔.๔ ทวีปอเมริกากลางและใต้ร้อยละ ๘.๙ ในทางตรงกันข้าม ทวีปอเมริกาเหนือหายไปร้อยละ ๒๖.๘ การเพิ่มขึ้นของปริมาณการผลิตทั่วโลกมาจากทวีปยุโรปร้อยละ ๓๖.๙ และทวีปอเมริกาเหนือร้อยละ ๓๙.๑ โดยทวีปอื่นๆมีผลน้อยอย่างมาก สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างมากของการบริโภคเนื้อไก่งวงต่อประชากร ขณะที่ ชนิดของเนื้อสัตว์ชนิดนี้นิยมบริโภคในทวีปยุโรป และอเมริกาเหนือเป็นหลัก ยังไม่เป็นที่นิยมนักในเอเชีย ยกเว้น อัลจีเรีย และโมรอคโค   

ภาพที่ ๗  การเปลี่ยนแปลงของการผลิตเนื้อไก่งวงทั่วโลกแยกตามทวีป ระหว่างปี พ.ศ.๒๕๑๓ ถึง ๒๕๖๓ (A.S. Kauer สร้างจากข้อมูลเอฟเอโอ)

ความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนที่ระดับประเทศ

ตลอดระยะเวลา ๕๐ ปีที่ผ่านมา องค์ประกอบ และลำดับของประเทศผู้ผลิตเนื้อสัตว์ปีกชั้นนำของโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากดังแสดงในภาพที่ ๘ สหรัฐฯอยู่ในลำดับที่ ๑ ตลอดมาจนกระทั่งปี พ.ศ.๒๕๖๒ ในปี พ.ศ. ๒๕๖๓ ถูกแซงโดยจีนที่ผลิตมากกว่าสหรัฐฯ ๔๔๒,๐๐๐ ตัน

การเติบโตอย่างโดดเด่นเป็นบราซิล กระโดดจากลำดับที่ ๑๐ ในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ เป็นลำดับที่ ๓ ในปี พ.ศ.๒๕๖๓ สหภาพโซเวียตเคยอยู่ในลำดับที่ ๒ จนกระทั่งปี พ.ศ.๒๕๓๓ ภายหลังการล่มสลายทางการเมืองและเศรษฐกิจ ปริมาณการผลิตก็ลดลงตามลำดับ จนกระทั่ง ทศวรรษที่ผ่านมานี้เอง รัสเซียก็เข้าสู่ ๑๐ ลำดับแรกอีกครั้ง 

ภาพที่ ๘ องค์ประกอบ และลำดับของประเทศผู้ผลิตเนื้อสัตว์ปีกชั้นนำของโลก ๑๐ ลำดับแรก ระหว่างปี พ.ศ.๒๕๑๓ ถึง ๒๕๖๓ (ข้อมูลเอฟเอโอ)


 

 

 

การผลิตเนื้อสุกรลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจาก การระบาดหนักของโรคอหิวาต์สุกรแอฟริกา เป็นจุดเปลี่ยนให้มีการขยายการผลิตไก่เนื้อ ขณะที่ปี พ.ศ. ๒๕๑๓ ห้าประเทศยุโรปรั้งตำแหน่งสิบอันดับแรก และยังมีอดีตสหภาพโซเวียตอยู่ด้วย ในปี พ.ศ.๒๕๖๓ รัสเซีย และโปแลนด์ก็ขยับขึ้นมาใหม่ สิบอันดับประเทศผู้ผลิตเนื้อสัตว์ปีกโลกอยู่ในเอเชีย ๕ ในอเมริกา ๓ และยุโรปเพียง ๒ ประเทศเท่านั้น ที่น่าสนใจคือการเติบโตของอินเดีย อินโดนีเซีย และอิหร่าน 

การผลิตเนื้อสัตว์ปีกใน พ.ศ.๒๕๑๓ นั้น สิบอันดับแรกของผู้ผลิตสัตว์ปีกมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ ๖๗.๘ สิบปีถัดๆไปจากนั้น ก็ผันผวนอยู่ระหว่างร้อยละ ๖๒ ถึง ๖๕ ภาพที่ ๙ แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในองค์ประกอบ และอันดับของสิบประเทศชั้นนำผู้ผลิตเนื้อสัตว์ปีก พบว่า ความสำคัญของยุโรปลดลง และมีการเติบโตของประเทศในเอเชียและอเมริกาใต้ โปแลนด์เป็นน้องใหม่ที่ขยับขึ้นอยู่ในอันดับที่ ๘ สำเร็จในปี พ.ศ.๒๕๖๓ 

ภาพที่ ๙ ส่วนแบ่งของประเทศผู้ผลิตสัตว์ปีกในการผลิตเนื้อสัตว์ปีก ระหว่างปี พ.ศ.๒๕๑๓ ถึง ๒๕๖๓ (A.S. Kauer สร้างจากข้อมูลเอฟเอโอ)


 

 

 

 

 


มีข้อยกเว้นบางประการเกี่ยวกับองค์ประกอบ และอันดับของประเทศผู้ผลิตเนื้อไก่ชั้นนำ ๑๐ ประเทศ คล้ายคลึงกับการผลิตเนื้อสัตว์ปีกโดยภาพรวม ในปี พ.ศ.๒๖๖๓ สหรัฐฯรั้งอยู่ในอันดับที่เหนือกว่าจีนเป็นครั้งแรก กำลังการผลิต ๖ ล้านตันมากกว่าจีน อาร์เจนตินาอยู่ในอันดับ ๑๐ แทนที่โปแลนด์ 

การลดกำลังการผลิตเนื้อไก่ตามพื้นที่ ขณะที่ในปี พ.ศ.๒๕๑๓ สิบอันดับแรกมีกำลังการผลิตสองในสามของปริมาณการผลิตทั่วโลก แต่ในปี พ.ศ.๒๕๖๓ ลดกำลังการผลิตลงร้อยละ ๕๙.๙ ไม่เพียงแต่สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของประเทศต่างๆในทวีปเอเชีย แต่ยังบ่งบอกถึง การกระจายกำลังการผลิตไก่เนื้อทั่วไปในหลายพื้นที่ โดยไม่มีอุปสรรคด้านศาสนาต่อการบริโภคเนื้อไก่ และยังมีอัตราการแลกเปลี่ยนอาหารที่ดีเยี่ยม นับเป็นกำลังขับเคลื่อนที่สำคัญอย่างมาก ดังแสดงในภาพที่ ๑๐

ภาพที่ ๑๐ แสดงส่วนแบ่งของการผลิตเนื้อไก่สิบอันดับแรกในการผลิตไก่เนื้อทั่วโลก ระหว่างปี พ.ศ.๒๕๑๓ ถึง ๒๕๖๓ (A.S. Kauer สร้างจากข้อมูลเอฟเอโอ)




 

 

 

 

 

               องค์ประกอบ และอันดับของการผลิตเนื้อไก่งวงในประเทศต่างๆแตกต่างกันอย่างมากกับเนื้อไก่ ดังภาพที่ ๑๑ แสดงให้เห็นว่า ประเทศในยุโรปมีบทบาทอย่างมาก ระหว่างปี พ.ศ.๒๕๑๓ ถึง ๒๕๖๓ สังเกตว่า ๖ ใน ๑๐ ของประเทศผู้นำการผลิตอยู่ในยุโรป การวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงอย่างละเอียดก็จะเห็นได้อย่างชัดเจน สหรัฐฯ อยู่ในอันดับที่ ๑ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา บราซิลไม่ได้อยู่ในผู้นำการผลิตเนื้อไก่งวงในปี พ.ศ.๒๕๑๓ แล้วไต่ขึ้นจากอันดับที่ ๑๐ เป็นอันดับที่ ๒ ในปี พ.ศ.๒๕๖๓ และยังคงรักษาไว้ได้ เช่นเดียวกับเยอรมัน ที่ขึ้นแท่นอันดับที่ ๓ ในปี พ.ศ.๒๕๖๓ ในทางตรงกันข้าม อิตาลีและฝรั่งเศสล่วงลงไปหลายอันดับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๓ เช่นเดียวกับคานาดาและสหราชอาณาจักรก็ลงไปใกล้ท้ายตารางแล้ว โปแลนด์และสเปนกลายเป็นผู้ผลิตเนื้อไก่งวงรายสำคัญในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา อิสราเอลเคยติดอันดับมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๑๓ จนถึง ๒๕๕๓ ก็ถูกโมรอคโคขึ้นแทน บางประเทศติดอันดับเป็นช่วงสั้นๆอย่างยูโกสลาเวีย ฮังการี และอาร์เจนตินา     

ภาพที่ ๑๑ องค์ประกอบ และลำดับของประเทศผู้ผลิตเนื้อไก่งวงชั้นนำของโลก ๑๐ ลำดับแรก ระหว่างปี พ.ศ.๒๕๑๓ ถึง ๒๕๖๓ (ข้อมูลเอฟเอโอ)

ดังแสดงในภาพที่ ๑๒ ความหนาแน่นของการผลิตเนื้อไก่งวงเป็นภูมิภาคจะสูงกว่าเนื้อไก่อย่างมาก ความผันผวนก็น้อยกว่า จะแตกต่างก็เพียงระหว่างร้อยละ ๘๘ ในปี พ.ศ.๒๕๕๓ และร้อยละ ๙๓.๗ ในปี พ.ศ.๒๕๑๓ สหรัฐฯ รั้งตำแหน่งผู้นำโดยมีสัดส่วนร้อยละ ๖๔.๓ ของปริมาณการผลิตทั่วโลก โดยบราซิลและเยอรมันก็เพิ่มการผลิตขึ้น ทำให้สัดส่วนของสหรัฐฯลดลงเป็นร้อยละ ๔๓.๓ ในปี พ.ศ.๒๕๖๓ ความจริงแล้ว สัดส่วนของประเทศผู้นำการผลิต ๔ อันดับแรกอยู่ระหว่างร้อยละ ๘๓.๗ ในปี พ.ศ.๒๕๑๓ และร้อยละ ๖๗.๒ ในปี พ.ศ.๒๕๖๓ 

               แม้ว่าจะไม่มีอุปสรรคทางศาสนาสำหรับการบริโภคเนื้อไก่งวง แต่ก็ไม่เคยเพิ่มขึ้นเป็นตัวเลขสองหลักเลยในรอบสิบปี เนื่องจาก ประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนอาหารที่ไม่จูงใจ และเกิดการระบาดของโรคไข้หวัดนกขึ้นบ่อยในสหรัฐฯ และยุโรป เป็นปัจจัยจำกัดการเติบโต ยิ่งไปกว่านั้น เนื้อไก่งวงยังไม่สามารถหาพื้นที่ของตัวเองในระบบของวิทยาการทำอาหาร และยังไม่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคในประเทศแถบเอเชีย จึงมีอัตราเติบโตที่ต่ำโดยตลอดในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา  

ภาพที่ ๑๒ ส่วนแบ่งของการผลิตเนื้อไก่สิบอันดับแรกในการผลิตไก่งวงเนื้อทั่วโลก ระหว่างปี พ.ศ.๒๕๑๓ ถึง ๒๕๖๓ (A.S. Kauer สร้างจากข้อมูลเอฟเอโอ)

บทสรุปและมุมมองต่ออนาคต

การผลิตเนื้อสัตว์ปีกมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในรอบห้าสิบปีที่ผ่านมา ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การผลิตเนื้อสัตว์ปีกเพิ่มขึ้นแปดเท่าตัวโดยปริมาณการผลิตเกือบ ๑๒๒ ล้านตันในปี พ.ศ.๒๕๖๓ เนื้อสัตว์ปีกจึงเป็นผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่เติบโตรวดเร็วที่สุด ทั้งนี้เป็นผลมาจากการเติบโตของการผลิตเนื้อไก่ที่มีส่วนแบ่งร้อยละ ๘๕ ถึง ๘๘ ของปริมาณการผลิตเนื้อสัตว์ปีกโดยภาพรวม

เทคโนโลยี Hybridization ได้สร้างความสำเร็จอย่างดีเยี่ยมต่อการผลิตเนื้อไก่ ช่วยลดจำนวนวันที่ใช้สำหรับการเลี้ยงไก่เนื้อส่งโรงฆ่า ร่วมกับอาหารสัตว์ที่มีพลังงานสูง ช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ และทำให้เนื้อไก่เป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่ผู้บริโภคชื่นชอบ เนื่องจาก ราคาที่ถูกกว่าเนื้อโค หรือเนื้อสุกร                      เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมการผลิตไข่ไก่ การผลิตในประเทศผู้นำทั้งหลายก็ดำเนินการโดยบริษัทธุรกิจการเกษตรครบวงจร สิ่งที่แตกต่างกันไปบ้างคือ ในอุตสาหกรรมการผลิตไข่ไก่ทุกขั้นตอนการผลิตอยู่ภายใต้บริษัทเดียวกัน แต่ในไก่เนื้อและไก่งวงจะเป็นการเลี้ยงแบบพันธสัญญาเป็นหลัก

เนื้อไก่งวง เนื้อเป็ด และเนื้อห่านยังตามหลังอีกไกล

               การเปลี่ยนแปลงตามทวีปและประเทศยังแตกต่างกันไป ทวีปเอเชียเติบโตจากร้อยละ ๒๓.๘ ในปี พ.ศ.๒๕๑๓ เป็นร้อยละ ๖๒.๒ ในปี พ.ศ.๒๕๖๓ ทวีปอเมริกากลางและใต้จากร้อยละ ๘.๒ เป็นร้อยละ ๒๐.๒ ขณะที่ ทวีปยุโรป และอเมริกาเหนือลดลงอย่างต่อเนื่อง ทวีปยุโรปลดลงเกือบร้อยละ ๓๐ และอเมริกาเหนือร้อยละ ๑๕

แม้ว่า สหรัฐฯจะสามารถรักษาตำแหน่งผู้นำการผลิตเนื้อไก่ จีนและประเทศเอเชียหลายประเทศ ได้แก่ อินดีย อินโดนีเซีย อิหร่าน ยังเป็นผู้ชนะเหนือบราซิลในการผลิตเนื้อสัตว์ปีก ประเทศในยุโรปยังถูกทิ้งอยู่ห่างไกล ในปี พ.ศ.๒๕๖๓ รัสเซียและโปแลนด์ขึ้นมาอยู่ในกลุ่มผู้นำสิบอันดับแรก  

การผลิตเนื้อไก่งวง เนื้อเป็ด และเนื้อห่านแตกต่างจากเนื้อไก่อย่างมาก เนื้อไก่งวงผลิตในทวีปอเมริกาเหนือและยุโรปเป็นหลัก เนื้อเป็ดและเนื้อห่านผลิตในทวีปเอเชีย มุมมองวิเคราะห์ขององค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา และองค์การอาหารโลก จนถึงปี พ.ศ.๒๕๗๓ การผลิตเนื้อสัตว์ปีกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น ๑๕๓ ล้านตัน ทวีปเอเชีย และทวีปอเมริกากลาง/ใต้จะเป็นกำลังสำคัญ ขณะที่ ทวีปอเมริกาเหนือและยุโรปจะมีส่วนแบ่งที่ลดลง แม้ว่าจะมีปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้น     

เนื้อไก่จะยังคงเติบโตสูงที่สุด ขณะที่ การผลิตเนื้อเป็ด และห่านจะยังเพิ่มขึ้นในทวีปเอเชีย ขณะที่ เนื้อไก่งวงจะยังเติบโตปานกลางเท่านั้น โดยอาจจะลดลงในทวีปอเมริกาเหนือ และประเทศในยุโรปหลายแห่ง เนื่องจาก การบริโภคของประชากรลดลง

นอกเหนือจากนั้นยังเกิดการระบาดหนักของโรคไข้หวัดนกในฟาร์มไก่งวง ทวีปอเมริกาเหนือ และยุโรป ยิ่งส่งผลต่อการตัดสินใจเลี้ยงของผู้ผลิต ในช่วงทศวรรษนี้เอง โรคไข้หวัดนกกลายเป็นโรคประจำถิ่นในภูมิภาคตอนเหนือ การให้วัคซีนในไก่งวง และไก่ไข่สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อการระบาดได้ แต่ยังมีความเห็นคัดค้านการบังคับให้วัคซีนในประเทศผู้ส่งออกเนื้อสัตว์ปีกรายใหญ่หลายประเทศ เนื่องจาก กังวลต่อโอกาสในการส่งออก

แม้ว่า เนื้อเทียมจากพืช และเนื้อเทียมจากเซลล์เพาะเลี้ยงจะประสบความสำเร็จ และมีตลาดให้การรับรองเนื้อเทียมแล้ว แต่จะสามารถแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาดได้ไม่มากนัก ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นเป็นสาเหตุให้การผลิตเนื้อเทียมจากเซลล์เพาะเลี้ยงยังเป็นอุปสรรค และข้อจำกัดที่สำคัญ   

เอกสารอ้างอิง

Wilhelm Windhorst H. 2023. Remarkable dynamics of the global poultry industry. [Internet]. [Cited 2023 Oct 13]. Available from: https://www.poultryworld.net/the-industrymarkets/market-trends-analysis-the-industrymarkets-2/remarkable-dynamics-of-the-global-poultry-industry-2/

ภาพที่ ๑ ในช่วง ค.ศ.๒๕๑๓ ถึง ๒๕๖๓ มานี้ การผลิตเนื้อสัตว์ปีกเพิ่มขึ้นราวร้อยละ ๘๐๐ (แหล่งภาพ Canva)



วันจันทร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2566

นักวิจัยตัดแต่งจีนกันหวัดนกสำเร็จ

 นักวิจัยพบว่า การปรับแต่งจีนที่สำคัญเชื่อมโยงกับการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนก สามารถช่วยป้องกันได้ เป็นการส่งสัญญาณถึงเส้นทางในการพัฒนาสัตว์ปีกต้านทานโรคไข้หวัดนกได้แล้ว

การใช้เทคนิคแก้ไขจีน นักวิจัยได้ค้นคว้าและปรับเปลี่ยนส่วนของดีเอ็นเอไก่ที่ช่วยควบคุมการแพร่กระจายเชื้อไวรัส แม้ว่าจะไม่สามารถยับยั้งเชื้อไวรัสได้ แต่ยังสามารถจำกัดและควบคุมไม่ให้มีผลกระทบต่อสุขภาพ หรือความเป็นอยู่ของสัตว์ได้

ปรับปรุงพันธุ์ไก่โดยใช้เทคนิคการแก้ไขจีน

               คณะวิจัยจากสถาบันโรสลิน อิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน และสถาบันเพอร์ไบร์ต ได้ปรับปรุงพันธุ์ไก่โดยใช้เทคนิคการแก้ไขจีนเพื่อเปลี่ยนบางส่วนของดีเอ็นเอที่มีความสำคัญสำหรับการผลิตโปรตีนชื่อว่า เอเอ็นพี๓๒เอ (ANP32A) ระหว่างการติดเชื้อไวรัสได้แย่งเอาโมเลกุลเหล่านี้ช่วยในการเพิ่มจำนวน

การให้เชื้อไวรัสไข้หวัดนกกับไก่

               ไก่ที่ผ่านการตัดแต่งจีนเอเอ็นพี๓๒เอแล้ว นักวิจัยได้ทดลองให้เชื้อไวรัสสับไทป์เอช ๙ เอ็น ๒-ยูดีแอล (H9N2-UDL strain) พบว่า ไก่ ๙ ใน ๑๐ ตัวไม่ติดเชื้อ และไม่มีการแพร่กระจายเชื้อไวรัสไปยังไก่ตัวอื่น นักวิจัยจึงเพิ่มขนาดเชื้อไวรัส พบว่า ครึ่งหนึ่งของไก่ทดลอง ๑๐ ตัวติดเชื้อ

               อย่างไรก็ตาม ไก่กลุ่มทดลองยังสามารถป้องกันโรคได้บ้าง โดยปริมาณของเชื้อไวรัสในไก่ที่ตัดแต่งจีนและให้เชื้อพิษทับมีระดับของเชื้อไวรัสที่ต่ำกว่าอย่างมากเปรียบเทียบกับไก่กลุ่มควบคุม และยังช่วยจำกัดการแพร่กระจายต่อไปยังไก่กลุ่มควบคุมที่ไม่ได้ตัดแต่งจีนอีก ๔ ตัวที่เลี้ยงในตู้บ่มเดียวกันไว้ จึงไม่มีการแพร่กระจายเชื้อไวรัสจากไก่ที่ตัดแต่งจีน

               นักวิจัยยังพบว่าในไก่ที่ตัดแต่งจีนเอเอ็นพี๓๒เอ เชื้อไวรัสยังสามารถปรับตัวให้ใช้โปรตีนอีก ๒ ชนิด ได้แก่ เอเอ็นพี๓๒บี และเอเอ็นพี๓๒อี เพื่อเพิ่มจำนวนตัวเองได้ ภายหลังการทดสอบในห้องปฏิบัติการต่อไป นักวิจัย พบว่า เชื้อไวรัสเกิดการกลายพันธุ์ให้ใช้เอเอ็นพี๓๒ จากร่างกายมนุษย์ได้ แต่การเพิ่มจำนวนยังต่ำในเซลล์เพาะเลี้ยงจากทางเดินหายใจมนุษย์

ยังไม่สำเร็จทั้งหมด

               งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการเนเจอร์ คอมมิวนิเคชัน แสดงให้เห็นว่าจีนเอเอ็นพี๓๒เอ ตัวเดียวไม่เพียงพอ การป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสหลุดรอดออกไปได้ คณะผู้วิจัยต้องพุ่งเป้าไปที่ดีเอ็นเอที่ใช้สำหรับการผลิตโปรตีนทั้งสามชนิด ได้แก่ เอเอ็นพี๓๒เอ เอเอ็นพี๓๒บี และเอเอ็นพี๓๒อี ภายในเซลล์ไก่ที่เพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ ซึ่งพบว่าสามารถยับยั้งได้ด้วยการแก้ไขจีนทั้งสามชนิด

               ศาสตราจารย์เวนดี้ บาร์เคลย์ จากสถาบันโรสลิน อิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน ตื่นเต้นกับความการประสานความร่วมมือผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยาที่มีศักยภาพด้านพันธุศาสตร์ชั้นนำของโลกที่สถาบันโรสลิน แม้ว่า อาจจะยังไม่สามารถสำเร็จได้อย่างสมบูรณ์ แต่ผลการวิจัยครั้งนี้ก็บ่งบอกมากมายเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ภายในเซลล์ที่ติดเชื้อ และวิธีการชะลอการเพิ่มจำนวนของไวรัส

               ศาสตราจารย์ ไมค์ แมคกรู จากสถาบันโรสลิน เห็นว่า การให้วัคซีนป้องกันโรคมีข้อเสียหลายอย่างทั้งภาระการให้วัคซีน และค่าใช้จ่าย การตัดแต่งจีนอาจจะเป็นความหวังใหม่ให้สัตว์มีความต้านทานต่อโรคอย่างถาวร ที่สามารถผ่านไปยังรุ่นลูกรุ่นหลานให้ป้องกันโรคได้อีกด้วย เป็นการลดความเสี่ยงต่อมนุษย์ และนกป่า ผลการวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นถึง การหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนกในไก่ อาจจะต้องไปปรับเปลี่ยนพันธุกรรมหลายอย่างพร้อมกัน ขั้นตอนถัดไปจะต้องพยายามพัฒนาไก่ด้วยการตัดแต่งจีนทั้ง ๓ จีน

เอกสารอ้างอิง

Mcdougal T. 2023. Scientists claim gene editing breakthrough in bird flu fight. [Internet]. [Cited 2023 Oct 13]. Available from: https://www.poultryworld.net/health-nutrition/health/scientists-claim-gene-editing-breakthrough-in-bird-flu-fight/

ภาพที่ ๑ นักวิจัยอ้างตัดแต่งจีนกันหวัดนกสำเร็จแล้ว (แหล่งภาพ Canva)



วันพุธที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2566

กรดจีเอเอลดปัญหาคุณภาพเนื้ออกในไก่เนื้อ

 กรดกัวนิไดโนอะซิติก (Guanidinoacetic acid, GAA) ในอาหารไก่เนื้อ ช่วยลดปัญหาคุณภาพเนื้ออกไก่

ปัจจุบัน ไก่เนื้อปรับปรุงพันธุ์เพื่อให้มีกล้ามเนื้ออกใหญ่และหนัก เนื่องจาก ชิ้นส่วนอกไก่เป็นชิ้นส่วนที่มีราคาสูงที่สุดในตลาดค้าปลีกและตลาดร้านจำหน่ายอาหาร อย่างไรก็ตาม การปรับปรุงพันธุกรรมได้ส่งผลให้ความชุกของโรค เช่น กล้ามเนื้อแข็งเหมือนไม้ หรือวู้ดดี้เบรสต์ (woody breast, WB) และการปรากฏเป็นลายทางสีขาว (white striping, WS) ส่งผลให้กำไรของผู้ผลิตไก่เนื้อลดลงอย่างมาก ปัจจัยอื่นๆ เช่น ไขมันที่รวมกับออกซิเจนในอาหารสัตว์ ก็ส่งผลให้อุบัติการณ์และความรุนแรงของพยาธิสภาพกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น

  ปัจจุบันเริ่มมีงานวิจัยจำนวนมากค้นพบสาเหตุของการเกิดพยาธิสภาพกล้ามเนื้อ หนึ่งในวิธีการในการลดปัญหาเป็นการใช้กรดจีเอเอ ซึ่งผลิตได้เองตามธรรมชาติในเซลล์สัตว์ ช่วยลดอุบัติการณ์ของปัญหานี้ได้ โดยไม่ส่งผลต่อผลผลิตการเลี้ยง เช่น อัตราการเจริญเติบโต

กรดกัวนิไดโนอะซิติก

กรดกัวนิไดโนอะซิติก และอาร์จินีนในอาหารสัตว์เสริมฤทธิ์กันโดยตรงสร้างเป็นครีเอทีน ที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากในกระบวนการเมตาโบลิซึมพลังงาน ดังนั้น จึงมีผลโดยตรงต่อการเจริญเติบโตของสัตว์และเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ ตามคำอธิบายของ ดร.เคซีย์ โอเวน นักวิจัยด้านเนื้อสัตว์ และศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์สัตว์ปีกที่มหาวิทยาลัยอาร์คันซอ เห็นได้ชัดเจนว่า กรดอะมิโน เช่น อาร์จินีน จำเป็นต้องการสร้างกล้ามเนื้อและโปรตีน

ดร.โอเวน รายงานว่า กลุ่มนักวิจัย เช่น ดร.บิล โดซิเออร์ และคณะที่มหาวิทยาลัยเออร์เบิร์น ได้ประเมินกรดอะมิโนที่สำคัญที่เวลาต่างๆในวงจรการเจริญเติบโตไก่เนื้อ ซึ่งการดึงให้เจริญเติบโตช้าลง ช่วยลดอุบัติการณ์ปัญหากล้ามเนื้ออกได้ อย่างไรก็ตาม ก็ไม่เป็นที่พอใจต่อผู้ผลิตสัตว์ปีก ทั้งผลผลิต ปริมาณเนื้อที่ได้ลดลง และประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนอาหารแย่ลง

ไม่กี่ปีมานี้เอง คณะนักวิจัยอีกกลุ่มที่มหาวิทยาลัยเท็กซัส เอแอนด์เอ็มได้ประเมินกลยุทธ์ต่างๆ รวมถึง การเสริมอาร์จินีนและวิตามินซี การเพิ่มวิตามินเป็นสองเท่าของปริมาณที่ผสมในพรีมิกซ์ การลดกรดอะมิโน พบว่า การใช้วิตามินซี การเพิ่มวิตามินเป็นสองเท่าของปริมาณที่ผสมในพรีมิกซ์ และผสมผสานกลยุทธ์ร่วมกัน สามารถลดปัญหากล้ามเนื้ออกได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ก็ยังส่งผลกระทบต่ออัตราการแลกเปลี่ยนอาหารด้วยเช่นกัน การเสริมอาหารไก่เนื้อด้วยอาร์จินีนระดับสูงอย่างเดียว ช่วยลดปัญหากล้ามเนื้ออกได้เล็กน้อยเท่านั้น นักวิจัยยังพยายามทดลองใช้ครีเอทีนลดปัญหากล้ามเนื้ออก

ครีเอทีนเคยเป็นความหวังในการลดปัญหาคุณภาพกล้ามเนื้อ แต่มีข้อด้อยด้านความคงตัวในการเสริมอาหารสัตว์ ดังนั้น จึงไม่ประสบความสำเร็จในการลดปัญหาคุณภาพกล้ามเนื้อ อย่างไรก็ตาม ดร.โอเวน อธิบายว่ากรดจีเอเอเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของครีเอทีนที่มีความคงตัวมากกว่าในอาหารสัตว์ กรดจีเอเอสามารถสำรองอาร์จินีน ที่ช่วยขยายหลอดเลือด และหากไม่มีระดับที่สูงอย่างเพียงพอ อาจพบปัญหาการหล่อเลี้ยงเลือดไม่เพียงพอ ส่งผลต่อการพัฒนากล้ามเนื้อ โดยเฉพาะ กล้ามเนื้ออกของไก่

การศึกษากรดจีเอเอ

               ดร.เอ็ดการ์ โอเวียโด-รอนดอน ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์สัตว์ปีก และโภชนาการ มหาวิทยาลัยนอร์ธแคโรไลนา ได้ตีพิมพ์ผลการวิจัยกรดจีเอเอในอาหารไก่เนื้อตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๖๑ ผลการศึกษาแรก บ่งชี้ว่า การเติมกรดจีเอเอที่สัดส่วนร้อยละ ๐.๐๖ ในอาหารสัตว์ช่วยลดปัญหาวู้ดเด้นเบรสต์ ขณะที่ ช่วยให้การเจริญเติบโต ผลผลิตเนื้ออก และประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนอาหารดีขึ้น ผลการศึกษาครั้งนี้ยังพบความแปรปรวนของผลตามสูตรอาหารสัตว์ เช่น สูตรที่ใช้ข้าวฟ่างจะมีความสามารถในการย่อยได้ของอาร์จินีน และเมไทโอนีนต่ำ เนื่องจาก การปรากฏของแคฟิริน และแทนนิน ทำให้ประสิทธิภาพของกรดจีเอเอลดลง

ดร. โอเวียโด-รอนดอน ตั้งข้อสังเกตว่า ด้วยปัจจัยด้านสูตรอาหาร เช่น การปรากฏของตัวให้หมู่เมธิล หรืออาร์จินีนที่เพียงพอเป็นปัจจัยสำคัญที่จะได้ผลเชิงบวก

ผลการวิจัยล่าสุด

                ดร.โอเวน เพิ่งเสร็จสิ้นการทดลองในห้องปฏิบัติการเพื่อประเมินผลของกรดจีเอเอในสูตรอาหารไก่เนื้อ เพื่อลดปัญหาคุณภาพกล้ามเนื้อ โดยนำเสนอผลการวิจัยที่การประชุมด้านโภชนาการสัตว์ของคานาดาในปี พ.ศ.๒๕๖๖ มานี้เอง

การทดลองแรกใช้กรดจีเอเอร้อยละ ๐.๑๒ พบว่า มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในการลดปัญหาวู้ดดี้เบรสต์ การเสริมกรดจีเอเอร้อยละ ๐.๐๖ หรือ ๐.๑๒ ช่วยลดความรุนแรงของไวต์สไตรบ์ปิงได้ ระดับที่เติมลงไปไม่มีผลต่อน้ำหนักมีชีวิตที่โรงงานแปรรูป และไม่ส่งผลกระทบเชิงลบต่ออัตราการแลกเปลี่ยนอาหารเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมที่อายุ ๕๕ วัน

ในการทดลองครั้งที่ ๒ อัตราการใช้ร้อยละ ๐.๐๘ ในสูตรอาหารลดพลังงานลง ๒ ระดับเป็น ๒๕ หรือ ๕๐ กิโลแคลอรีต่อกิโลกรัมน้อยกว่ากลุ่มควบคุม เมื่อเข้าโรงงานแปรรูปฯไม่พบความแตกต่างของน้ำหนักมีชีวิตสุดท้าย หรือปริมาณเนื้ออก บ่งชี้ว่า กรดจีเอเอช่วยลดปัญหาคุณภาพกล้ามเนื้อ เช่น วู้ดดี้เบรสต์ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อผลผลิต

ปัจจัยด้านพันธุกรรม

               ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า กรดจีเอเออาจมีผลต่างกันไปขึ้นกับพันธุกรรมหรือไม่ สองสายพันธุ์หลักที่นิยมเลี้ยงกับทั่วโลกมีโอกาสพบปัญหาคุณภาพกล้ามเนื้อ โดยทั่วไปยิ่งสายพันธุ์ที่มีขนาดอกใหญ่ก็มีโอกาสพบปัญหาคุณภาพกล้ามเนื้อสูงกว่าปรกติอยู่แล้ว แต่กรดจีเอเอสามารถทำงานได้คล้ายคลึงกันไม่ขึ้นกับสายพันธุ์ของไก่  

การวิจัยในอนาคต

ห้องปฏิบัติการของ ดร.โอเวน ยังพยายามผสมผสานการใช้แร่ธาตุชีเลต และสารต้านอนุมูลอิสระ เพื่อลดปัญหาคุณภาพกล้ามเนื้ออีกด้วย กรดจีเอเอตัวเดียวดูเหมือนจะไม่เพียงพอที่จะลดประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนอาหารและการเจริญเติบโต ผู้วิจัยยังไม่ได้ลองเพิ่มอัตราการผสมให้สูงขึ้น และอาจจะลองร่วมทดลองกับพันธมิตรด้านอุตสาหกรรมบางราย แต่ก็ยังไม่มั่นใจว่า หากเสริมลงไปในระดับที่สูงขึ้นอีกจะยังให้ผลดีขึ้นหรือไม่ ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงต้นทุนและผลกระทบเชิงลบด้วย

เอกสารอ้างอิง

Hein T. 2023. Reducing breast myopathies in broilers with Guanidinoacetic acid in diets. [Internet]. [Cited 2023 Sep 29]. Available from: https://www.poultryworld.net/poultry/broilers/reducing-breast-myopathies-in-broilers-with-guanidinoacetic-acid/

ภาพที่ ๑ การให้กรดจีเอเอมีประสิทธิภาพลดอุบัติการณ์ปัญหาคุณภาพกล้ามเนื้อได้ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อผลผลิต (แหล่งภาพ Lexo Salverda)



วันอังคารที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2566

ใช้คลื่นเสียงแปลงเพศลูกไก่ไข่

 หนึ่งในพื้นฐานที่สำคัญที่สุดด้านสวัสดิภาพสัตว์ และเศรษฐศาสตร์ที่กำลังเป็นประเด็นปัญหาสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตสัตว์ปีกอาจจะแก้ไขได้แล้วโดยใช้คลื่นเสียง

               ในปัจจุบัน ลูกไก่ ๗.๕ พันล้านตัวต่อปีถูกทำลายภายหลังการฟัก สร้างความเสียหายหลายพันล้านบาท และเป็นคำถามด้านจริยธรรม หลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี ออสเตรีย และลักเซมเบิร์ก ได้สั่งห้ามการทำลายลูกไก่เพศผู้ไปแล้ว บางประเทศกำลังเดินทางไปในทิศทางเดียวกัน

               เทคโนโลยีหลายชนิดถูกพิจารณาอย่างพิถีพิถัน และเริ่มนำร่องใช้สำหรับการตรวจสอบเพศตัวอ่อนลูกไก่ก่อนการฟักเป็นตัว เพื่อให้การทำลายชีวิตเกิดขึ้นตั้งแต่ตัวอ่อนจะพัฒนาการเติบโตไปมากกว่านี้

               การให้แสงเพิ่มขึ้นในไก่ไข่ช่วยกระตุ้นการออกไข่ได้ แต่นักวิจัยกำลังคิดว่า คลื่นเสียงก็สามารถเพิ่มจำนวนไข่ได้เช่นกัน

การใช้คลื่นเสียงเปลี่ยนพันธุกรรมสัตว์

               นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยซิวราคิวส์ และซูเทคโนโลยี เชื่อว่า คลื่นเสียงสามารถไขปัญหาจริยธรรมการทำลายลูกไก่ไข่เพศผู้ และลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการทำลายลูกไก่จำนวนมากภายในอุตสาหกรรมการผลิตไก่ไข่ได้ 

               เทคโนโลยีใหม่นี้ทำงานภายในตู้บ่มโดยใช้เครื่องมือที่นำคลื่นเสียงส่งให้กับไข่ที่ผ่านการปฏิสนธิ เพื่อควบคุมการแสดงออกของจีน ผลที่ได้สามารถเปลี่ยนให้เป็นลูกไก่ที่มีลักษณะทางพันธุกรรมแบบเพศผู้ แต่แสดงลักษณะทางกายภาพเป็นเพศเมีย นั่นคือ ลูกไก่เหล่านี้ยังสามารถวางไข่ได้ 

               คลื่นเสียงถูกใช้นานมาแล้วในอดีตสำหรับเปลี่ยนแปลงการตอบสนองของจีนในพืช และสามารถนำมาใช้สำหรับเปลี่ยนแปลงการแสดงออกของจีนในตัวอ่อนลูกไก่ได้ด้วย เทคนิคนี้ไม่สร้างความเสียหายต่อสิ่งมีชีวิต และไม่ได้เกี่ยวข้องกับการดัดแปลงจีน หรือใช้ฮอร์โมนไปกระตุ้นแต่อย่างใด

               นักวิจัยควบคุมสภาวะแวดล้อมในตู้ฟักระหว่างการพัฒนาตัวอ่อนโดยใช้พลังงานเสียงจากการสั่นสะเทือน โดยการเปลี่ยนความถี่และความดังของเสียง ร่วมกับอุณหภูมิและความชื้น นักวิจัยสามารถเพิ่มโอกาสในการฟักเป็นลูกไก่เพศเมียได้ร้อยละ ๕๐ ถึง ๘๐ ทั้งนี้ ซูเทคโนโลยีได้รับรางวัลร่วม ๔๐ ล้านบาทจากการแข่งขัน และจับมือกับฟาร์มเลี้ยงสัตว์ปีกในนิวยอร์กใกล้กับมหาวิทยาลัยซิวราคิวส์

เปลี่ยนเป็นจีนเพศเมีย

               ศาสตราจารย์ เจมส์ คริลล์ ในสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยซิวราคิวส์ ใช้ห้องปฏิบัติการขนาดใหญ่สำหรับการศึกษาการแสดงออกทางจีโนมิก และอาร์เอ็นเอ เพื่อตรวจสอบสิ่งที่อยู่ภายในตัวไก่ระหว่างการพัฒนาตัวอ่อนว่าเป็นเพศเมีย แต่ยังมีพันธุกรรมของเพศผู้ทั้งหมดอยู่ และศึกษาคลื่นเสียงที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงจีนเพศเมียที่มีการแสดงออกแทนจีนเพศผู้

               ราวร้อยละ ๖๑ ของลูกไก่ที่ฟักเป็นตัวจากการทดลองเป็นเพศเมียแล้ว

               อีแฟรต พีเทล ผู้จัดการทั่วไปของซูเทคโนโลยี อ้างว่านี่เป็นการค้นพบที่สำคัญที่สุดจากการใช้คลื่นเสียงที่ความถี่และความเข้มหนึ่ง ส่งผลต่อการแปลงเพศได้ โดยเฉพาะ ในช่วงอายุตัวอ่อน ๐ ถึง ๑๖ วัน การทดลองครั้งหนึ่งพบว่าได้ลูกไก่เพศเมียสูงถึงร้อยละ ๖๙ เห็นได้ชัดว่า เทคโนโลยีนี้สามารถช่วยให้ตัวอ่อนลูกไก่พัฒนาเป็นเพศเมียได้ และยังสามารถออกไข่ได้จริงๆด้วย   

เอกสารอ้างอิง

Mcdougal T. 2023 Can sound alter layer gene expression?. [Internet]. [Cited 2023 Sep 27]. Available from: https://www.poultryworld.net/poultry/genetics/can-sound-alter-layer-gene-expression/

ภาพที่ ๑ นักวิจัยกำลังค้นหาความสัมพันธ์ระหว่างคลื่นเสียงและการแสดงออกของจีนในไก่ไข่ เพื่อให้ได้ลูกไก่เพศเมียแทนที่จะเป็นเพศผู้ (แหล่งภาพ Canva)




หวัดนกซ้ำเติม ส่งออกไก่โปแลนด์เผชิญแรงกดดันหนัก

การระบาดครั้งใหม่ของโรคไข้หวัดนกในประเทศโปแลนด์ กำลังส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไข่ของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอาจบั่นทอนศักยภาพการส่งออ...