วันจันทร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ออสเตรเลียเจอหวัดนกเข้าแล้ว

ฟาร์มแห่งที่สองในนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย ให้ผลบวกต่อโรคไข้หวัดนกสับไทป์ H7
                ผลการทดสอบที่สถาบันเกษตรเอลิซาเบธ แมคอาเธอร์ยืนยันผลการทดสอบโรคไข้หวัดนกสับไทป์ H7 ในฟาร์มไก่ไข่ และขณะนี้ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานแห่งนิวเซาท์เวลส์ (DPI) ได้กักกันสัตว์เรียบร้อยแล้ว
                มาตรการแรกคือ การปิดฟาร์ม และวางแผนการทำลายเชื้อไวรัสตามแผนข้อตกลงระดับชาติ โดยการระบาดครั้งนี้เป็นครั้งที่สองภายหลังจากการระบาดในฟาร์มไก่ไข่ใกล้กับเมืองยังเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยเชื่อว่า การระบาดทั้งสองครั้งมีความเชื่อมโยงกัน และกำลังสืบย้อนกลับทางระบาดวิทยา เชื้อไวรัสชนิดนี้ไม่ใช่เชื้อไวรัสชนิดรุนแรงสูงสับไทป์ H5N1 ที่เป็นที่วิตกกังวลทั่วโลก และไม่มีความเชื่อมโยงกันเลย ถึงตอนนี้ การทำลายไก่ในฟาร์มแห่งแรกได้ยืนยันเรียบร้อยแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยเจ้าพนักงานอาหารแห่งนิวเซาท์เวลส์ยืนยันว่า ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องวิตกกังวลเรื่องความปลอดภัยของอาหารจากเนื้อไก่ และไข่แต่อย่างใด ขณะเดียวกัน ผู้เลี้ยงสัตว์ปีกพื้นเมืองในเมืองยัง และคาว์ราก็ได้รับคำแนะนำให้นำสัตว์ไปตรวจสุขภาพ และคอยติดตาม และรายงานอาการที่ผิดปรกติให้เจ้าพนักงานรัฐต่อไป
                สำหรับประเทศไทยไม่ว่าเชื้อไวรัสไข้หวัดนกชนิดสับไทป์ H5 หรือ H7 ก็เป็น NAI ที่จำเป็นต้องรายงานโรคระบาดให้ OIE และส่งผลกระทบร้ายแรงต่อการส่งออกเหมือนกัน ดังนั้น ปลอดภัยไว้ดีกว่าด้วยระบบความปลอดภัยทางชีวภาพครับ

แหล่งที่มา             World Poultry (25/10/13)

วันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2556

โรคปริศนาใหม่ในไก่รัสเซีย

เผยโรคปริศนาที่ระบาดในรัสเซียเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบในไก่  (Bacterial endocarditic of chickens)
                นักวิจัยจากสถาบันชีวเคมี และการแพทย์แห่งวิทยาลัยวิทยาศาสตร์รัสเซีย และสถาบันอายุรศาสตร์ทางสัตวแพทย์ไซบีเรีย และตะวันออกไกล (SB RAS)
                ความเสียหายของโรคระบาดนี้ได้ทำลายอุตสาหกรรมสัตว์ปีกในรัสเซียมาเป็นเวลาสองปีแล้ว มีมูลค่ารวมกว่า ๒ พันล้านบาทต่อปี จนถึงตอนนี้ นักวิทยาศาสตร์สามารถถอดรหัสจีโนมของเชื้อแบคทีเรียก่อโรคชนิดนี้ได้แล้ว และสามารถเหนี่ยวนำโรคซ้ำในห้องปฏิบัติการ ขณะนี้กำลังเริ่มทดสอบโรคนี้ สัตว์ปีกที่ตายจากโรคนี้จะเกิดความเสียหายที่หัวใจ โดยเฉพาะ เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ รวมถึง พยาธิสภาพที่ปอด และกระดูก นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า สิ่งก่อโรคนี้อยู่ในกระแสเลือด จึงส่งผลให้เกิดการทำลายอวัยวะภายในหลายชนิด อย่างไรก็ตาม กลไกการติดเชื้อยังไม่ทราบแน่ชัด ถึงตอนนี้มีหลักฐานการศึกษาเบื้องต้นแล้วว่า โรคนี้ผ่านจากพ่อแม่พันธุ์สู่ลูกไก่ และสามารถแพร่กระจายไปยังฟาร์มไก่พันธุ์ต่างๆได้ดี

แหล่งที่มา             Vladislav Vorotnikov (23/10/13)

วันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ไบโอดีเซลจากซากไก่



นักวิจัยชาวอินเดียได้พัฒนากระบวนการสกัดไบโอดีเซลจากซากไก่ที่มีต้นทุนน้อย และมีประสิทธิภาพ
โครงการนี้ดำเนินการโดย จอห์น อับราฮัม นักศึกษาปริญญาเอกที่สถาบันวิจัย และวิทยาลัยสัตวแพทย์ สังเกตปัญหาว่า ไก่ไข่มีอัตราการตายต่อวันราว ๐.๐๓ เปอร์เซ็นต์ แต่ละวันมีการตายเฉลี่ยประมาณ ๔,๐๐๐ ตัวทุกวัน โดย ๙๐ เปอร์เซ็นต์จะทำลายซากโดยการฝังภายใต้มาตรการด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ เมื่อคำนวณอัตราการตายต่อปีประมาณ ๑๒,๐๐๐,๐๐๐ ตัวต่อปี ดังนั้น จึงได้เล็งเห็นว่าเป็นโอกาสสำหรับการสกัดน้ำมันจากไก่ตาย และผลิตเป็นไบโอดีเซลโดยใช้เทคนิค ๒ วิธี น้ำหนักของไก่แต่ละตัวประมาณ ๑.๕ กิโลกรัม มีไขมันประมาณ ๑๔.๕ เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว ในสองเทคนิคข้างต้น การสกัดด้วยตัวทำละลาย ช่วยให้สามารถสกัดไขมันจากไก่ได้ ๙๗ เปอร์เซ็นต์ และต้องการไก่เพียง ๖ ตัวเพื่อให้ได้ไบโอดีเซล ๑ ลิตร อีกวิธีสามารถสกัดไขมันได้ ๖๓ เปอร์เซ็นต์ด้วยวิธีการปั่นเหวี่ยง และต้องใช้ไก่จำนวน ๑๖ ตัวสำหรับการผลิตไบโอดีเซล ๑ ลิตร ต้นทุนการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลโดยใช้วิธีการปั่นเหวี่ยงประมาณ ๓๕.๖๘ รูเปียอินเดียต่อลิตร ขณะที่การสกัดด้วยตัวทำละลาย มีต้นทุนเพียง ๒๒ รูเปียต่อลิตร ทุกปีเราจะสามารถผลิตไบโอดีเซล ๒๐๐,๐๐๐ ลิตรจากไก่ไข่ที่ตายในฟาร์มด้วยวิธีการสกัดด้วยตัวทำละลาย การตั้งโรงงานมีต้นทุนประมาณ ๒๕ ล้านรูเปียมากกว่าโรงงานที่ใช้การปั่นเหวี่ยง
                ไบโอดีเซลสามารถใช้ผสมกับน้ำมันดีเซลในสัดส่วน ๒๐ และ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งผ่านการทดสอบความสำเร็จแล้ว คุณภาพของไบโอดีเซลจากซากไก่ได้ผ่านกาประเมินที่มหาวิทยาลัยการเกษตรตามิลนาดู และได้จดทะเบียนสิทธิบัตรกระบวนการผลิตไว้แล้ว
แหล่งที่มา             The Hindi (22/10/13) 

วันอาทิตย์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ฟาร์มฟอสเตอร์ที่เคยตรวจพบซัลโมเนลลา เปิดใหม่แล้ว



ฟาร์มฟอสเตอร์ทุ่มเททรัพยากรทุกวิถีทาง เพื่อควบคุมความเสี่ยงของเชื้อซัลโมเนลลาในไก่ นับตั้งแต่ USDA’s Food Safety and Inspection Service (FSIS) ได้ประกาศเตือนภัยทางสาธารณสุขให้บริษัทเพิ่มความระมัดระวังการระบาดเชื้อซัลโมเนลลามาแล้วตั้งแต่วันที่ ๗ เดือนตุลาคมที่ผ่านมา ขณะนี้ ได้ประกาศให้ผลิตภัณฑ์มีความปลอดภัย และถูกสุขลักษณะ
                เมื่อวันที่ ๗ ตุลาคมที่ผ่านมา ประกาศเตือนภัยด้านสาธารณสุขของ USDA มีชื่อโรงงานในลิฟวิงตัน และเฟรสโน   ในรัฐแคลิฟอร์เนีย และ USDA ได้ร้องขออย่างเป็นทางการให้มีการปรับปรุงการผลิตสำหรับฟาร์มฟอสเตอร์ เพื่อกำหนดมาตรการใหม่สำหรับควบคุมเชื้อซัลโมเนลลาตามแผน HACCP ของบริษัท ภายในวันที่ ๑๐ ตุลาคม ต้องมีการควบคุมอย่างเพียงพอ หรือหยุดการผลิตในภาคส่วนการผลิตที่มีความเชื่อมโยงกับการระบาดของเชื้อซัลโมนลลา สถานการณ์ล่าสุด ตั้งแต่วันที่ ๘ ตุลาคมเป็นต้นมา USDA-FSIS ได้รับรองความปลอดภัยเนื้อไก่ของบริษัทแล้ว โดยไม่มีการเรียกคืนสินค้า แต่ FSIS จะยังคงตรวจสอบสัตว์ปีกของบริษัททุกวัน และให้การรับรองสุขลักษณะการผลิตเกรด A
                ฟาร์มฟอสเตอร์ได้ปฏิบัติตามคำแนะนำของ FSIS และได้วางมาตรการด้านสุขอนามัยในโรงงานที่มีปัญหาเรียบร้อยแล้ว บางมาตรการได้ใช้ไปแล้วเกือบสองเดือน และพิสูจน์ได้ว่าประสบความสำเร็จ นอกเหนือจากนั้น ฟาร์มฟอสเตอร์ยังเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยอาหารระดับชาติตรวจประเมินกระบวนการผลิต ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ฟาร์มฟอสเตอร์ได้นำเทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงในการลดเชื้อซัลโมเนลลาที่ฐานการผลิตทาง Pacific-Northwest และ FSIS ก็พึงพอใจในผลการทำงานของฟาร์มฟอสเตอร์เป็นอย่างดี   
                รายงานผู้บริโภคที่ออกมาเมื่อเร็วๆนี้ เป็นเชื้อซัลโมเนลลาจากเนื้อไก่ดิบ ที่จำหน่าย และทดสอบในเดือนกรกฎาคม ก่อนกระบวนการ และวิธีการควบคุมใหม่นี้จะมีการใช้ที่ฟาร์มฟอสเตอร์ แคลิฟอร์เนีย กระบวนการเดียวกันนี้ที่มีประสิทธิภาพสูงในฐานการผลิตทาง Pacific Northwest และสร้างความพึงพอใจให้กับ FSIS เป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม บริษัทมิได้รับแจ้งจากหน่วยงานรัฐเกี่ยวกับการสอบสวนเชื้อก่อนวันที่ ๙ เดือนสิงหาคม แต่ไม่นานหลังจากได้รับแจ้ง บริษัทกได้มีการเชิญผู้เชี่ยวชาญความปลอดภัยอาหารระดับชาติตรวจประเมินกระบวนการผลิต และนำเทคโนโลยีใหม่ที่มีประสิทธิภาพมาใช้ควบคุมเชื้อทันที
แหล่งที่มา             WATT.AgNet.com (10/10/13) 

วันเสาร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เปิดโรงงานผลิตสาหร่ายในฝรั่งเศส



ผลิตภัณฑ์จากสาหร่ายผสมในอาหารสัตว์สามารถกระตุ้นการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันของสัตว์ได้
                สาหร่ายเป็นแหล่งวัตถุดิบอาหารสัตว์ชนิดใหม่ที่สามารถผลิตได้อย่างมากมายมากกว่า 2 ล้านตัน
                แถบบริแทนนีทางตะวันตกเฉียงเหนือของฝรั่งเศสเป็นแหล่งที่มีระบบนิเวศชายฝั่งอุดมไปด้วยสาหร่าย สามารถเพาะสาหร่ายได้หลายร้อยชนิด นำมาใช้สำหรับเป็นแหล่งวัตถุดิบอาหารสัตว์ สารเติมอาหารสัตว์ โรงงาน Olmix ที่มีสำนักงานใหญ่ใน Brehan ประเทศฝรั่งเศสจึงได้ตัดสินใจเปิดโรงแยกสาหร่ายแห่งแรกของโลก ร่วมกับโครงการ ULVANS สำหรับวิจัยเชิงอุตสาหกรรมเพื่อพัฒนาช่องทางสำหรับการใช้ประโยชน์ และการผลิตสาหร่าย
                ตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ ได้ทำให้ทิศทางการเลี้ยงสัตว์หลีกลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะ และสารเคมี เป็นความท้าทายขอบริษัท เพื่อให้เป็นไปตามความต้องการสำหรับการผลิตอย่างยั่งยืนโดยใช้เทคโนโลยีใหม่อย่างสารเติมอาหารจากธรรมชาติที่ใช้สาหร่ายเป็นส่วนประกอบ       
                สาหร่ายอุดมสมบูรณ์ไปด้วยเกลือแร่ โพลีแซคคาไรด์ และโปรตีน ส่งผลต่อกลไกทางชีวภาพในร่างกายสิ่งมีชีวิต เช่น การตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน เป็นเครื่องมือที่ผ่านการพิสูจน์แล้วในการลดการใชยาปฏิชีวนะในอาหารสัตว์

 กระบวนการผลิตสาหร่าย
                บริษัท Olmix เปิดโรงงานแยกสาหร่ายเป็นแห่งแรกในฝรั่งเศสตั้งอยู่ในแถบบริแทนนีทางตะวันตกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส เครื่องจักรสำหรับการล้าง และการบีบ แสดงในภาพข้างบนเป็นขั้นตอนหนึ่งในการเตรียมสาหร่ายสำหรับการผลิต
                บริษัท Olmix ได้แยกและจัดการสาหร่ายแดง น้ำตาล และเขียว ที่เก็บโดยเรือ และขนส่งโดยรถบรรทุกในระบบการรับวัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์สุดจะส่งไปยังห้องควบคุมความชื้นอันเป็นการเข้าสู่กระบวนการผลิต เคลื่อนที่ไปตามระบบสายพานขนส่ง จากนั้นสาหร่ายจะถูกล้าง และบด ขั้นตอนถัดไป เข้าสู่ระเบียงตากแห่ง สาหร่ายที่ผ่านกระบวนการเตรียมการผลิตจะมีโมเลกุลออกฤทธิ์ที่สามารถสกัดได้โดยกระบวนการไฮโดรไลซิสด้วยเอนไซม์ที่ปล่อยสารออกฤทธิ์ออกได้โดยไม่ต้องใช้ตัวทำละลายระหว่างการผลิตขั้ตอนนี้ สาหร่ายจะถูกทำให้บริสุทธิ์ และตากแห้งโดยใช้เครื่องอบแห้งในพื้นที่ 180 ตารางเมตร ภายใต้อุณหภูมิ 40-75องศาเซลเซียสขึ้นกับความชื้นที่ใช้ในผลิตภัณฑ์สุดท้าย หลังจากันนั้นผ่านลงโซ่การผลิต เติมเคลย์ Montmrillion’s clay เพื่อปรับสภาวะเหมาะสมกับลำไส้ของสัตว์
แหล่งที่มา             WATT.Ag.Net.com (10/10/13) 



รัสเซียสงสัยบราซิลแอบใช้คลอรีน



สำนักอนามัยพืช และสัตวแพทย์แห่งสหพันธรัฐรัสเซียอาจแบนการนำเข้าเนื้อสตว์ปีกจากบราซิล ถ้าผู้ตรวจการพบว่า ผู้ผลิตบราซิลใช้สารละลายคลอรีนในกระบวนการจัดการซาก
                เป็นที่ทราบกันดีว่า การใช้คลอรีนในการผลิตสัตว์ปีกถูกแบนในรัสซีย หากมีการใช้คลอรีนในกระบวนการผลิตเนื้อสัตว์ปีกได้รับการยืนยันแล้ว รัสเซียจะหยุดการซื้อสินค้าไปยังรัสเซีย
                ระหว่างการตรวจสอบเนื้อ รัสเซียพบการใช้คลอรีน ผู้ตรวจการค่อนข้างแปลกใจว่า ผู้เชี่ยวชาญชาวบราซิลอ้างความเข้าใจผิดว่า มาตรการดังกล่าวบังคับใช้สำหรับสหรัฐอเมริกาเท่านั้น นอกจากนั้น กรมปศุสัตว์บราซิลยังรับรองความปลอดภัย แต่ไม่เคยตรวจสอบว่า มีการใช้คลอรีนจริงหรือไม่
                แผนการตรวจผู้ผลิตสัตว์ปีกรัสเซียจะเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันที่ ๒๐ ตุลาคมเป็นต้นไป และถ้ามีเวลา ผู้ตรวจการรัสเซียจะตรวสอบเนื้อสุกร และเนื้อโคด้วย
                ประเทศไหนจะเป็นรายต่อไป?
แหล่งที่มา             World Poultry (11/10/13)



หวัดนกซ้ำเติม ส่งออกไก่โปแลนด์เผชิญแรงกดดันหนัก

การระบาดครั้งใหม่ของโรคไข้หวัดนกในประเทศโปแลนด์ กำลังส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไข่ของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอาจบั่นทอนศักยภาพการส่งออ...