วันจันทร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2556

อบขี้ไก่ให้แห้งเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม



เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกกำลังมองหาวิธีการลดแก๊สแอมโมเนีย และแมลงวัน โดยเฉพาะ ฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่ บางรายกำลังมองหาวิธีทำเงินจากวัสดุรองพื้นโดยจำหน่ายเป็นปุ๋ย แต่ทุกคนสามารถแสวงหาประโยชน์จากระบบการทำให้ขี้ไก่แห้งโดย VDL Agrotech จากประเทศเนเธอร์แลนด์
                การขนย้ายมูลไก่จากฟาร์มสัตว์ปีกทำให้เกิดการฟุ้งกระจายของมูลไก่แห้งที่ชั้นบน วัสดุรองพื้นในฟาร์มสัตว์ปีกก่อให้เกิดมลภาวะ หากไม่ผ่านการบำบัดเป็นอย่างดีเสียก่อน และทิ้งไว้ให้เป็นกองเปียกภายใน หรือภายนอกโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ปีก เนื่องจาก มีการปลดปล่อยแก๊สแอมโมเนียระดับสูงเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมทั้งภายในฟาร์ม และเพื่อนบ้านใกล้เคียง นอกจากนั้น แอมโมเนียถือว่าเป็นแก๊สที่เป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้น รัฐบาลจึงพยายามลดแก๊สที่เป็นอันตรายมิให้ปลดปล่อยสู่บรรยากาศ
                แมลงวันชอบวัสดุรองพื้นที่เปียก และเป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการเพิ่มจำนวน และไม่เป็นที่พึงปรารถนาของคนงานในฟาร์ม และชุมชนที่อาศัยในบริเวณใกล้เคียง ดังนั้น ฟาร์มขนาดกลาง และขนาดใหญ่จึงให้ความสนใจเพิ่มขึ้นกับการทำให้มูลไก่ตั้งแต่สายพานรองรับมูลไก่ภายในโรงเรือน อย่างไรก็ตาม ระบบเหล่านี้ ยังมีประสิทธิภาพไม่มาก และทำให้เกิดฝุ่น ระบบนี้จะขนถ่ายมูลไก่ทุกหนึ่งหรือสองวันจากภายในโรงเรือน เพื่อลดการปลดปล่อยแก๊สแอมโมเนีย ฝุ่น และความชื้นในโรงเรือนสัตว์ปีก การทำให้มูลไก่แห้งในสภาวะแวดล้อมที่กำหนดไว้ จะช่วยดักจับแก๊สแอมโมเนีย และฝุ่น โดยใช้พลังงานไม่มาก
การทำให้มูลไก่แห้งบนแผ่นเหล็กชุบ
                ปัจจุบัน ระบบการทำให้มูลสัตว์ปีกแห้งภายนอกโรงเรือนไก่ไข่หลายระบบจำหน่ายในตลาด แต่ละระบบก็มีข้อดี และข้อเสีย บริษัท VDL Agrotech ผู้ติดตั้งโครงการสัตว์ปีกทั้งขนาดใหญ่ และขนาดเล็กมากมาย ได้นำระบบการทำให้มูลไก่แห้งในนาม “PoulDry” poultry manure drying system โดยความร่วมมือกับวิศวกรผู้มีประสบการณ์มากมาย โดยระบบนี้จะทำให้มูลสัตว์ปีกแห้งจากพื้นที่แยกต่างหากใกล้กับโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ปีก ระบบนี้ประกอบด้วยชั้นเดียวหรือหลายชั้นที่มีการส่งสายพานโดยตรง กระตุ้นให้เกิดการหมุนเวียนกระตุ้นด้วยไฟฟ้า และเคลือบแป้งบนแผ่นเหล็กชุบ แผ่นเหล็กเป็นรูพรุนประมาณ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้อากาศสามารถผ่านได้อย่างรวดเร็ว และทำให้มูลไก่แห้งได้ดีขึ้น โซ่จะวิ่งไปคล้ายกับรางรถไฟ และเคลื่อนที่แผ่นเหล็กชุบต่อไปในเส้นทางที่จะควบคุมมิให้มูลไก่สามารถสัมผัส และเป็นอันตรายกับการชิ้นส่วนของเครื่องจักร ระบบการนำทางที่เป็นเอกลักษณ์ ร่วมกับการขับเคลื่อนโซ่โดยตรงช่วยให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดการสะดุดของเครื่องจักร
การบังคับให้เอียง
                มูลไก่ที่เคลื่อนที่มาจากสายพานในโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ปีกจะกระจายอยู่ที่ชั้นบนของมูลไก่แห้งที่ผ่านเข้าไปในอุโมงค์ เมื่อระดับชั้นของมูลไก่สูงขึ้นไปถึงระดับหนึ่ง แผ่นเหล็กก็จะเอียง เพื่อทิ้งมูลไก่ลงอย่างอัตโนมัติ เพื่อหมุนไปรับมูลไก่ใหม่ การบังคับแผ่นเหล็กที่มีรูพรุนให้เอียงในแต่ละระดับก็เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีการอุดตัน และไม่มีมูลไก่ติดค้างบนเพลต การระบายอากาศที่ความดันสูงผ่านระบบก็เพื่อให้ความชื้นที่สูงถึง ๘๐ ถึง ๘๕ เปอร์เซ็นต์ลดลงอย่างรวดเร็วภายใน ๗๒ ชั่วโมง ขึ้นกับความชื้นบรรยากาศ โดยใช้พลังงานไม่สูงมาก ใช้ง่าย และควบคุมระบบโดยใช้จอสัมผัส การติดตั้งระบบง่าย ความยาวสูงที่สุด ๔๐ เมตร เทียบเท่ากับประสิทธิภาพสำหรับการทำให้มูลไก่แห้งได้ ๒๐๐,๐๐๐ ชั้น มูลแห้งยังลดกลิ่นเหม็น แอมโมเนีย และปัญหาแมลงวันให้ลดลงน้อยที่สุด เป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถจำหน่ายได้ง่ายในถุงบรรจุเป็นปุ๋ยสำหรับใช้ในการเพาะปลูกพืชไร่ นอกจากนั้น ยังสามารถผลิตเป็นเม็ดสะดวกสำหรับใช้ในการทำสวน       
 แหล่งข้อมูล         World Poultry (8 Nov 2011)

วันพฤหัสบดีที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2556

สหรัฐฯแบนการใช้อาร์เซนิกในอาหารสัตว์

รัฐแมรีแลนด์กลายเป็นรัฐแรกในสหรัฐฯที่สั่งแบนการผสมอาร์เซนิกในอาหารสัตว์ปีก โดยกฏหมายนี้จะแบนการใช้ร๊อกซาร์โซน (Roxarsone) บังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ค.ศ.๒๐๑๓ เป็นต้นไป
                บริษัท ไฟเซอร์ เป็นผู้แทนจำหน่ายร๊อกซาร์โซน สำหรับช่วยให้ไก่เจริญเติบโต และต่อสู้กับปรสิต ได้หยุดขายเคมีภัณฑ์ดังกล่าวในเดือนกรกฏาคม ภายหลังจาก USDA ศึกษาพบว่า มีอนินทรีย์ชนิดอาร์เซนิกในระดับสูงในไก่ที่ให้สารเสริมชนิดนี้มากกว่าไก่ที่มิได้ให้ เนื่องจาก อาร์เซนิกเป็นสารก่อมะเร็ง อย่างไรก็ตาม นักวิชาการบางท่านก็เห็นว่า มาตรการดังกล่าวไม่มีความจำเป็น เพราะบริษัทได้สมัครใจที่จะหยุดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นี้ไปแล้ว รวมถึง ฟาร์มเปอร์ดู ผู้นำด้านการผลิตสัตว์ปีกก็ได้หยุดใช้ร๊อกซาร์โซนไปแล้วตั้งแต่ปี ค.ศ. ๒๐๐๗  
แหล่งข้อมูล          World Poultry (3 Jan 2012)

วันอังคารที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2556

สาหร่ายทะเลใต้มหาสมุทรหยุดไวรัสนิวคาสเซิล

รายงานวิจัยส่วนใหญ่มุ่งเน้นเสาะแสวงหาสารประกอบยับยั้งเชื้อไวรัสจากแหล่งธรรมชาติ สารสกัดจากสิ่งมีชีวิตใต้มหาสมุทรลึกมากมายที่แยกออกมาได้ และมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา รวมถึง การต่อต้านเชื้อไวรัส ผ่านการพิสูจน์แล้วทั้งในห้องทดลอง และสัตว์ทดลอง
                ฟูคอยแดน (Fucoidan) เป็นสารประกอบ Sulfated polysaccharide ได้จากผนังเซลล์ของสาหร่ายสีน้ำตาล มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อไวรัสชนิดที่มีเปลือกหุ้ม โดยมีความเป็นพิษต่อสัตว์ต่ำ การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาฤทธิ์ต่อต้านเชื้อไวรัส และกลไกการทำหน้าที่ของฟูคอยแดนที่สกัดมาจากสาหร่ายทะเลชื่อว่า Cladosiphon okamuranus ต่อเชื้อไวรัสนิวคาสเซิลในเซลล์เพาะเลี้ยงชนิดต่อเนื่องมีนามว่า เวโร่
                ความเป็นพิษต่อเซลล์ทดสอบโดยเทคนิค MTT assay และการทดสอบฤทธิ์ต่อต้านเชื้อไวรัสด้วยเทคนิค fusion and plaque-forming unit (PFU) inhibition assays โดยใช้เกณฑ์การประเมินได้แก่ ระยะเวลาการผสม การยับยั้งกระบวนการฟิวชัน และการทดสอบการแทรกผ่าน
                เชื้อไวรัสที่ใช้ในการทดสอบ Fusion inhibition assays คือ สายเชื้อลาโซต้า ส่วนการทดลอง PFU และ Western blot ใช้เชื้อไวรัสนิวคาสเซิลชนิดอ่อนจากท้องถิ่น พบว่า ฟูคอยแดน มีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อไวรัสสายเชื้อลาโซต้าได้ โดยมีค่า IS50 > 2000
                 การศึกษาระยะเวลาผสม พบว่า สามารถยับยั้งเชื้อไวรัสได้ในระยะแรกของการติดเชื้อตั้งแต่ ๐ ถึง ๖๐ นาทีภายหลังการติดเชื้อ การยับยั้งการแทรกผ่านของเชื้อไวรัสนิวคาสเซิลชนิดอ่อน พบว่า การติดเชื้อไวรัสลดลง ๔๘ เปอร์เซ็นต์ และลดการแสดงออกของโปรตีน HN ลงได้
                ยาไรบาวิริน (Ribavirin) ใช้เป็นยาต่อต้านเชื้อไวรัสควบคุม พบว่า ยังมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อไวรัสได้ต่ำกว่าฟูคอยแดน ในการทดสอบการยับยั้งกระบวนการฟิวชัน พบว่า จำนวนของเซลล์ซินซัยเทีย (synsytia) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ เมื่อเติมฟูคอยแดนก่อนกระบวนการคลีเวจ (cleavage) ของโปรตีนฟิวชัน บ่งชี้ถึง ปฏิสัมพันธ์ที่จำเพาะระหว่างฟูคอยแดน และโปรตีน F0  
                ผลการวิจัยครั้งนี้ บ่งชี้ว่า ฟูคอยแดน จากสาหร่ายทะเล C. okamuranus เป็นสารประกอบที่มีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อไวรัสที่มีความเป็นพิษต่ำ สามารถนำมาใช้สำหรับอุตสาหกรรมสัตว์ปีก และช่วยให้เกิดความเข้าใจต่อกลไกของสารประกอบ sulfated polysaccharides ได้ดียิ่งขึ้น
แหล่งข้อมูล          World Poultry (17 Dec 2012)

สายลมส่งแรงให้หวัดนกระบาดลุกลาม

ผลการวิจัยของเนเธอร์แลนด์ พบว่า ลมเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการแพร่กระจายของไข้หวัดนกราว ๑๘ เปอร์เซ็นต์
                การระบาดของโรคไข้หวัดนกชนิดรุนแรงสูงในสัตว์ปีก สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงทางเศรษฐกิจ และเป็นภัยคุกคามด้านสาธารณสุข การพัฒนามาตรการควบคุมโรคจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจธรรมชาติของเชื้อไวรัสเหล่านี้ในการแพร่กระจายจากฟาร์มสู่ฟาร์ม อย่างไรก็ตาม กลไกที่แท้จริงของการแพร่กระจายเชื้อระหว่างฟาร์มยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด
                ตำนานเรื่อง การกระจายของสิ่งติดเชื้อทางลมเป็นที่เชื่อถือกันมาเป็นเวลานาน แต่ยังไม่มีข้อพิสูจน์ที่แน่ชัด การศึกษาครั้งนี้ใช้หลักฐานทางสถิติในการศึกษา พบว่า ทิศทางการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสไข้หวัดนก สับไทป์ H7N7 มีความสัมพันธ์กับทิศทางของลมในวันที่ติดเชื้อ นักวิจัยได้ทดลองสร้างแผนภูมิการระบาดของเชื้อจากข้อมูลการระบาดครั้งใหญ่ทั้งทางพันธุกรรม และระบาดวิทยา ในเนเธอร์แลนด์เมื่อปี ค.ศ. ๒๐๐๓ พบว่า การระบาดจากลมเป็นสาเหตุของการแพร่กระจายเชื้อประมาณ ๑๘ เปอร์เซ็นต์
                ฟาร์มปลดปล่อยอณูฝุ่นละอองต่างๆจำนวนมากที่สามารถเป็นพาหะของเชื้อไวรัสที่มีชีวิต การใช้ระบบการป้องกันบางชนิด เช่น ระบบกรองอากาศ การพ่นละอองน้ำ หรือน้ำมัน การปรับอัตราการระบายอากาศ และการใช้ระบบไอออนไนเซชัน ที่ช่วยลดความเข้มข้นของฝ่าน เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการหยุดการแพร่กระจายของอนุภาคที่ติดเชื้อลงได้ทั้งที่เข้ามาภายใน และออกสู่ภายนอก นอกจากนั้น กลไกอื่นๆที่สัมพันธ์กับลม ก็ไม่ควรมองข้าม เช่น นกป่า หรือแมลงที่เป็นพาหะสำคัญของโรคก็ชอบที่จะบินไปตามทิศทางของลม และจำเป็นต้องใช้ยุทธศาสตร์ในการควบคุมแตกต่างกันไป
                นอกเหนือจากนั้น ยุทธศาสตร์การฆ่าทำลายสัตว์ป่วยเองก็อาจมีบทบาทสำคัญต่อการระบาดทางลมได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น ประการแรก ควรตระหนัก และให้ความสำคัญกับการป้องกันมิให้สิ่งปนเปื้อนแพร่กระจายไปตามสิ่งแวดล้อม ระหว่างการทำลายสัตว์ป่วย ประการต่อมาให้ใส่ใจกับทิศทางลม เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายไปยังฟาร์มข้างเคียง รวมถึง การให้ความรู้ และการพยากรณ์สถานการณ์ปัจจุบัน และอนาคตโดยคำนึงถึงทิศทางลม จะช่วยให้มาตรการควบคุมโรคโดยการกำจัดสัตว์ป่วยมีประสิทธิภาพดีขึ้น  
แหล่งข้อมูล          World Poultry (17 Dec 2012)

วันพุธที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2555

แก๊สแอมโมเนียในฟาร์มเลี้ยงไก่เลี้ยงสาหร่ายเป็นอาหารสัตว์ และเชื้อเพลิงชีวภาพ

สาหร่ายพระเอกคนใหม่ในอนาคตสำหรับอุตสาหกรรมสัตว์ปีก ผลงานวิจัยโดยมหาวิทยาลัยรัฐไอโอวา
                มูลสัตว์ปีกสร้างแก๊สแอมโมเนีย เมื่อแอมโมเนียแพร่เข้าสุ่บรรยากาศ แก๊สสามารถกลับลงไปสู่ระบบสิ่งแวดล้อมในรูปของฝนกรดเป็นสาเหตุให้สาหร่ายเจริญเติบโตในบ่อน้ำ และทะเลสาบ ปัญหาที่เรียกว่า ยูโทรฟิเคชัน (Eutrophication) เพื่อจำกัดการปลดปล่อยแก๊สแอมโมเนียจากฟาร์มเลี้ยงสัตว์ปีก และป้องกันมิให้สาหร่ายเจริญเติบโตในพื้นที่ที่ไม่พึงประสงค์ คณะผู้วิจัยจึงได้ออกแบบ และพัฒนาเครื่องทำปฏิกิริยาชีวภาพ (Bioreactor) ที่สามารถควบคุมแอมโมเนียมิให้ปลดปล่อยออกจากฟาร์มเลี้ยงสัตว์ปีก และป้องกันการเจริญเติบโตของสาหร่ายในพื้นที่ที่ไม่พึงประสงค์ แต่จะนำแก๊สเหล่านี้มาใช้สำหรับเพาะสาหร่ายให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นประโยชน์ในการควบคุมสิ่งแวดล้อม สิ่งนี้จะเป็นการจับคู่ที่สมบูรณ์แบบ เมื่อเราสามารถกำจัดแก๊สแอมโมเนียที่ปลดปล่อยสู่อากาศจากโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ปีก และนำมาใช้เลี้ยงสาหร่าย  สาหร่ายที่ได้สามารถนำมาใช้ผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ และสารเสริมสำหรับใช้เป็นอาหารสัตว์ นอกเหนือจากประโยชน์พึงได้จากการคัดกรองแก๊สอันตรายที่ปล่อยสู่สิ่งแวดล้อมจากโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ปีก เช่น แอมโมเนีย และคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ แต่นำมาใช้สำหรับการผลิตสาหร่าย จึงสามารถลดต้นทุนในการเพาะเลี้ยงสาหร่ายได้ เนื่องจาก แก๊สแอมโมเนียที่เป็นแหล่งอาหารสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของสาหร่ายมีอยู่เหลือเฟือในโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ปีก ขณะนี้ ผู้วิจัยกำลังทดลองใช้เครื่องทำปฏิกิริยาชีวภาพขนาดเล็กปริมาตร ๕ ลิตร เพื่อขยายกำลังการผลิตในเชิงพาณิชน์ต่อไป สาหร่ายที่ได้สามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ และแหล่งพลังงานเชื้อเพิงชีวภาพได้อีกด้วย เรียกว่าเป็นสถานการณ์แบบ Win-Win เลยทีเดียว นั่นคือ ขว้างหินก้อนเดียวได้นกสองตัว
 แหล่งที่มา            Iowa State Daily (12/12/12)

วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2555

การใช้กลีเซอรีนในการเลี้ยงไก่

ความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ปีกได้กระตุ้นให้มีการใช้วัตถุดิบอาหารทางเลือกในสัตว์ปีก โดยเฉพาะ กลีเซอรีน ท่ามกลางการขยายกำลังการผลิตไบโอดีเซล
                กลีเซอรอลเป็นส่วนประกอบสำคัญของกลีเซอรีน และสามารถใช้เป็นแหล่งพลังงานทดแทนข้าวโพด สิ่งตกค้าง เช่น เมธานอล และโซเดียมที่มีระดับสูง ทำให้ไม่สามารถนำมาใช้ในการผสมในอาหารสัตว์ได้ตามปรกติ รายงานการศึกษาหลายฉบับ พบว่า การใช้ Apparent metabolisable energy (AME) ของกลีเซอรีนภายหลังการปรับปรุงไนโตรเจนแตกต่างกันระหว่างไก่เนื้อ ไก่ไข่ และนกกะทา ขึ้นกับวิธีการสกัด/การแปรรูปการผลิต ภายหลังการผลิตไบโอดีเซล อย่างไรก็ตาม กลีเซอรีน มีสัดส่วนของพลังงานที่นำไปใช้ได้อย่างน้อย ๘๕ เปอร์เซ็นต์ ความรู้ของวิถีเมตาโบลิซึมหลักของกลีเซอรอล และส่วนประกอบอื่นๆของกลีเซอรีนมีความสำคัญสำหรับการศึกษาต่อไปในอนาคตของวัตถุดิบอาหารสัตว์ทดแทนชนิดนี้ รวมถึง การเสาะแสวงหาการจัดการข้อจำกัดของกลีเซอรีนในการใช้เป็นอาหารสัตว์ ความเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพของกลีเซอรีน และการใช้เป็นแหล่งพลังงานในอาหารสัตว์จะช่วยให้เราสามารถผสมกลีเซอรีนในสูตรอาหารสัตว์ที่สมดุลได้โดยไม่มีผลกระทบทางลบต่อสุขภาพสัตว์ปีก     
แหล่งที่มา             All about Feed (29/11/12)

วันพุธที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ฟาร์มในเนเธอร์แลน์พบเชื้อ MRSA ราว 8 เปอร์เซ็นต์

ตรวจพบเชื้อสแตฟิโลคอคคัส ออเรียสดื้อยาเมธิซิลลิน (Methicillin-resistant Staphylococcus aureus, MRSA) ในฟาร์มไก่เนื้อ ประเทศเนเธอร์แลนด์ราว ๘ เปอร์เซ็นต์ทั้งในตัวไก่ และฝุ่นละออง  
                สื่อพิมพ์ได้รวบรวมผลการประเมินความเสี่ยงของ Netherlands Food and Consumer Product Safety Authority (NVWA) พบว่า เชื้อ MRSA หลากหลายชนิดมีความเชื่อมโยงกับการผลิตปศุสัตว์เป็นที่รู้จักกันในนาม “LA-MRSA” พบได้ทั้งในเนื้อสุกร และเนื้อลูกวัว โดยผู้ผลิตไก่เนื้อ สามารถพบเชื้อชนิดนี้ได้ประมาณ ๙ เปอร์เซ็นต์ สำหรับบุคลากรในโรงเชือด ยังสามารถพบเชื้อนี้ได้สูงถึง ๑๔ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น NVWA จึงเห็นว่า ควรมีการเพิ่มมาตรการเพิ่มเติม เพื่อคุ้มครองพนักงานที่ปฏิบัติงาน และสัมผัสกับไก่เนื้อมีชีวิต
                ในโรงเชือด การทำให้สัตว์สลบด้วยแก๊ส สามารถลดโอกาสการติดเชื้อ MRSA ได้สูงถึง ๔ เท่าเปรียบเทียบกับการใช้เครื่องช๊อตไฟฟ้าผ่านอ่างน้ำ เมื่อใช้วิธีการทำให้สัตว์สลบด้วยแก๊ส จะช่วยให้สัตว์เคลื่อนไหวน้อยลง มีโอกาสเกิดฝุ่นลดลง และปล่อยสู่อากาศได้น้อยเช่นกัน จึงช่วยลดโอกาสในการติดเชื้อลงได้ นอกจากนั้น ยังลดการเจ็บปวดให้กับสัตว์อีกด้วย ดังนั้น NVWA จึงแนะนำให้โรงเชือดเปลี่ยนแปลงวิธีการฆ่าไก่ให้เป็นวิธีการที่สัตว์จะมีการเคลื่อนที่น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นอกจากนั้น พนักงานความสวมหน้ากากป้องกัน เพื่อลดการติดเชื้อ MRSA ที่มาจากฝุ่นละอองในอากาศ ผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง เชื้อ MRSA จะไม่เป็นอันตราย แต่สำหรับผู้ป่วยในโรงพยาบาล เชื้อ MRSA จะมีอันตรายมากกว่าเชื้อที่มีความไวรับต่อยา นอกเหนือจากนั้น MRSA จะไม่สามารถตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะทั่วไป เมื่อเร็วๆนี้ การเลี้ยงไก่เนื้อในประเทศเนเธอร์แลนด์ สามารถลดการใช้ยาปฏิชีวนะลงได้ถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์เทียบกับปี ค.ศ. ๒๐๐๙  
แหล่งที่มา             NVWA (5/12/12)

เบตา บักส์ เดินหน้าโปรตีนแมลงสำหรับสัตว์ปีก

  เบตา บักส์ ได้เสริมความแข็งแกร่งให้กับสถานะของบริษัทในฐานะหนึ่งในผู้เล่นที่ถูกจับตามองมากที่สุดในอุตสาหกรรมโปรตีนจากแมลง หลังประกาศความคืบ...