วันพุธที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ชีวิต SLOW LIFE คุณภาพเนื้อดี มีปัญหาขาพิการน้อย

การเปรียบเทียบไก่สายพันธุ์โตเร็ว (พันธุ์ COBB) และโตช้า (พันธุ์ S&G Polutry LLC) พบว่า ไก่สายพันธุ์โตเร็วมีการเจริญเติบโต และผลผลิตกล้ามเนื้ออกที่ดีกว่ามาก ขณะที่ ไก่สายพันธุ์โตช้า มีอัตราการตายต่ำ และสุขภาพกระดูกที่ดีกว่า อิทธิพลของสูตรอาหารสัตว์สามารถลดปัญหาจากไก่สายพันธุ์โตเร็วได้ โดยพบว่า การใช้ปรับสูตรอาหารสัตว์ให้มีโภชนะต่ำลงช่วยให้คะแนนท่าเดินดีขึ้น และลดขนาดของกล้ามเนื้ออกได้ด้วย การลดขนาดของกล้ามเนื้ออกก็จะช่วยลดปัญหาคุณภาพซากทั้งพยาธิสภาพของกล้ามเนื้อสันใน (DPM) และกล้ามเนื้ออกเป็นลายทางสีขาว (WS)  
      ความชุกของโรคกระดูก และข้อต่อในไก่เนื้อกำลังเป็นที่จับตามองจากนักวิชาการทั่วโลก สาเหตุมาจากทั้งโรคติดเชื้อ และไม่ติดเชื้อ ความผิดปรกติที่พบได้บ่อยที่สุด ได้แก่ ภาวะการตายของเซลล์กระดูกอ่อนจากแบคทีเรีย (Bacterial chondronecrosis, BCO) ความผิดปรกติขากาง และขาโก่ง (Valgus-varus deformities) และ TD ความผิดปรกติดังกล่าวทำให้การเคลื่อนที่ของไก่ผิดปรกติไป โดยการเจริญเติบโตที่เร็วเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างมาก โดยมีหลักฐานทางวิชาการแสดงให้เห็นชัดเจนว่า
1. ไก่ที่เจริญเติบโตช้าพบอุบัติการณ์ของโรค BCO ได้ต่ำกว่า
2. การเลี้ยงไก่ให้โตช้าลงในช่วง 15-20 วันแรกของชีวิต ช่วยลดอุบัติการณ์ของความผิดปรกติขากาง และขาโก่ง และ TD ได้
3. ไก่สายพันธุ์โตช้า จะมีปัญหาความผิดปรกติขากาง และขาโก่งน้อยกว่าสายพันธุ์โตเร็ว
      การเปรียบเทียบจีโนไทป์ของไก่สายพันธุ์โตเร็วมีคะแนนท่าเดิน (Gait scores) ที่สูงกว่าสายพันธุ์โตช้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) จีโนไทป์ หรือสายพันธุ์ของไก่ มีอิทธิพลต่อคะแนนท่าเดินได้จากทั้งอัตราการเจริญเติบโต และโครงสร้างร่างกายของไก่ เนื่องจาก ขนาดกล้ามเนื้ออกที่มีขนาดใหญ่ของไก่สายพันธุ์โตเร็วทำให้ศูนย์ถ่วงเคลื่อนไปด้านหน้า ส่งผลให้รูปแบบท่าเดินไม่มีประสิทธิภาพ การเลี้ยงไก่แบบนอกโรงเรือน (Outdoor) ช่วยให้คะแนนท่าเดินดีขึ้นอย่างมาก เนื่องจาก เปิดโอกาสให้ไก่ได้ออกกำลังกาย
               นอกจากนั้น อิทธิพลของสูตรอาหารสัตว์ก็ช่วยบรรเทาปัญหาจากไก่สายพันธุ์โตเร็วได้ โดยพบว่า การใช้ปรับสูตรอาหารสัตว์ให้มีโภชนะต่ำลงช่วยให้คะแนนท่าเดินดีขึ้น และลดขนาดของกล้ามเนื้ออกได้ด้วย การลดขนาดของกล้ามเนื้ออกก็จะช่วยลดปัญหาคุณภาพซากทั้งพยาธิสภาพของกล้ามเนื้อสันใน (Deep pectoral myopathy) และกล้ามเนื้อสันในเป็นลายทางสีขาว (White striping/Wooden breast meat)
เอกสารอ้างอิง
Fanatico et al. 2008. Performance, livability and carcass yield of slow and fast growing chicken genotypes fed low-nutrient or standard diets and raised indoors or with outdoor access. Poul Sci. 87: 1012-1021






















แหล่งที่มาภาพ  http://www.al.com/news/index.ssf/2015/03/post_47.html



วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2559

บทเรียนเจ็บๆ...ใช้ข้าวสาลีแทนข้าวโพดในอาหารไก่

เมื่อปี ค.ศ. 2009 ผู้ประกอบการผลิตไก่เนื้อรายหนึ่งประสบปัญหาความเสียหายอย่างร้ายแรงภายหลังการเปลี่ยนวัตถุดิบอาหารสัตว์จากข้าวโพดเป็นข้าวสาลี ไก่เนื้อปฏิเสธการกินอาหารไม่ยอมกินเหมือนที่ผ่านมา อัตราการเจริญเติบโต และ FCR แย่ลงอย่างมาก ตอนที่นักโภชนาการคำนวณสูตรอาหารก้อไม่เห็นอะไรผิดนี่ ค่าโภชนะทุกอย่างก็สมดุลสมบูรณ์ดีเลิศประเสริฐศรี แต่ไก่ไม่ได้สนุกไปด้วยนะครับ 
               นักโภชนาการโทรศัพท์ทางไกลด่วนจี๋สอบถามอาจารย์ที่ปรึกษา Ioannis Mavromichalis อาจารย์ที่ปรึกษาประสบการณ์สูงขอตัวอย่างข้าวสาลีให้ส่งมาทางไปรษณีย์ 2 ตัวอย่างให้ห้องปฏิบัติการเคมี เพื่อวิเคราะห์ค่าโภชนะ แถมด้วยสารพิษครบแผง และวิเคราะห์ใยอาหาร
               ขณะที่ รอผลการวิเคราะห์ อาจารย์ที่ปรึกษาสั่งให้ปรับสูตรอาหาร 3 ประการ ประการที่ 1 ให้ปรับระดับโปรตีน 2 ระดมคอคเทลเอนไซม์รวมพลังบูรณาการ ประการสุดท้าย 3 เพิ่ม Mycotoxin binder ทันที เพียงคำสั่ง 3 ข้อเท่านั้น ไก่ในฟาร์มก็มีอาการดีขึ้นทันตาเห็น แต่ผลการเลี้ยงก็ยังไม่ดีเท่าก่อนหน้านี้ ผลการวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ แสดงให้เห็นว่า ว่า คุณค่าทางโภชนะของข้าวสาลีก็เป็นไปตามสูตรที่คำนวณไว้นี้ อาจารย์ก็เลยคิดว่า ไม่น่าเกี่ยวข้องกับกรดอะมิโนมากเกิน ชุดข้อมูลสารพิษจากเชื้อรา พบว่า เราเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ผิด จึงตัดสินใจเปลี่ยนไปใช้ Mycotoxin neutralization agent ที่เหมาะสมกว่า สุดท้ายผลการวิเคราะห์ใยอาหารอยู่ในระดับปานกลาง อาจารย์ก็เลยเปลี่ยนมาใช้เอนไซม์ที่จำเพาะให้ใช้เฉพาะต่อข้าวสาลี ทันใดนั้น ทันใดนั้น ไก่ก็แจ่มใส เจิดจ้าขึ้นมาทันใด ต้นทุนอาหารพลิกกลับไปยังระดับที่ยอมรับได้ กลายเป็นบทเรียนที่อาจารย์ต้องจดจำไปตลอดชีวิต ไม่ให้ถือโอกาสเปลี่ยนแปลงสูตรอาหารสัตว์ โดยละเลยหลงลืมสิ่งที่ไม่ใช่สารโภชนะ ใส่เครื่องหมายตกใจด้วย
หมายเหตุ            

เอกสารอ้างอิง    Ioannis Mavromichalis (21/6/16) 

















แหล่งภาพ http://prayod.com/

วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2559

เชื้อดื้อยาถ่ายจากแม่ไก่สู่ลูกไก่ได้

การใช้ยาต้านจุลชีพในสัตว์เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เชื้อดื้อยามีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในฟาร์ม อย่างไรก็ตาม ปัจจัยอื่นๆที่มีบทบาทสำคัญ และการแพร่กระจายเชื้อจากแม่สู่ลูกระหว่างรุ่นการเลี้ยงไก่ก็เป็นวิธีการแพร่กระจายเชื้อที่มีความสำคัญ วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้คือ การศึกษารูปแบบการดื้อยาของเชื้อ อี. โคไล ที่แยกได้จากลูกไก่แรกเกิด และการศึกษาผลกระทบจากการใช้ยาปฏิชีวนะระหว่างการเลี้ยง
               วิธีการวิจัยครั้งนี้เก็บตัวอย่างขี้เทาจากไก่พันธุ์ Ross อายุ 1 วัน จำนวน 22 ตัว รวมถึง ระหว่างการเลี้ยงได้ให้ยาแอมมอกซิซิลลินที่อายุ 7, 21 และ 35 วัน ผลการวิจัย พบว่า จำนวนของเชื้อ อี. โคไล ที่ดื้อยาจำนวนมากจากไก่ที่ให้ยาที่อายุ 1 วัน และดื้อต่อยากลุ่มเบตาแลคแตมสูงที่สุด ติดตามด้วยควิโนโลน และเตตราไซคลิน ภายหลังการให้ยาแอมมอกซิซิลลิน พบว่า เชื้อดื้อต่อยาชนิดนี้สูงที่สุดเปรียบเทียบกับยาชนิดอื่นๆที่มีการทดลอง โดยมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนของอัตราการดื้อยาระหว่างไก่ทดลองกลุ่มที่ให้ยา และไม่ให้ยาปฏิชีวนะ โดยมีการดื้อยาปฏิชีวนะหลายกลุ่ม ได้แก่ แอมมอกซิซิลลิน เซฟาโลทิน สเตรปโตไมซิน กานาไมซิน เจนตาไมซิน คลอแรมเฟนิคอล และเตตราไซคลิน แต่การดื้อยาซิโปรฟลอกซาซิน และกรดนาลิดิซิกไม่แตกต่างกันระหว่างการให้ยา และไม่ให้ยาปฏิชีวนะ โดยไม่เกิดการดื้อยาต่ออะมิคาซิน และเซฟทริอะโซน
               ผลการวิจัยครั้งนี้บ่งชี้ว่า มีการถ่ายทอดเชื้อดื้อยาจากแม่ไก่สู่ลูกไก่แรกเกิด และการใช้ยาแอมอกซิลินส่งผลให้เชื้อ อี. โคไล ดื้อยาทั้งแอมมอกซิซิลลินเอง และดื้อข้ามไปยังยาปฏิชีวนะกลุ่มอื่นๆอีกด้วย เชื้อดื้อยาถูกคัดเลือกจากการให้ยาต่อต้านเชื้อจุลชีพ แล้วผ่านเข้าสู่มนุษย์ผ่านสัตว์ ของเสีย หรือมนุษย์คนอื่น โดยเฉพาะ เกษตรกร หรือบุคลากรที่ปฏิบัติงานในโรงฆ่า การถ่ายทอดเชื้อดื้อยาระหว่างสัตว์ และสิ่งแวดล้อมจึงจำเป็นต้องมีมาตรการควบคุม การถ่ายทอดเชื้อโรคติดต่อสู่คนที่เกิดภาวะดื้อยาต้านจุลชีพมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดเพื่อรักษานโยบายการจัดการความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ ยาปฏิชีวนะแอมมอกซิซิลลินเป็นยากลุ่มเพนิซิลลินที่ออกฤทธิ์กว้าง เริ่มนำมาใช้ทางการแพทย์ตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 1970 และใช้รักษาโรคติดเชื้อทั้งแบคทีเรียแรมลบ และแกรมบวก ความจริงแล้ว ในสหภาพยุโรป ได้แนะนำให้ใช้แอมมอกซิซิลลินเป็นยาปฏิชีวนะทางเลือกชนิดแรกสำหรับรักษาโรคติดเชื้อทั่วไป และระบบทางเดินหายใจแบบอ่อนในผู้ป่วยที่แสดงอาการไม่มาก ดังนั้น เมื่อทำการศึกษาภาวะการดื้อยาในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ จึงมักเป็นยาปฏิชีวนะชนิดแรกที่นักวิจัยเลือกศึกษา    
               การเลี้ยงสัตว์ปีกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา และการผลิตเนื้อสัตว์ปีกโดยภาพรวมเพิ่มขึ้นจาก 69 ล้านตันในปี ค.ศ. 2000 ไปเป็น 94 ล้านตันในปี 2008 คิดเป็นอัตราการเพิ่มขึ้น 35 เปอร์เซ็นต์ การบริโภคเนื้อสัตว์ปีกคิดเป็น 30 เปอร์เซ็นต์ของการผลิตเนื้อสัตว์ทั่วโลก เนื้อไก่ ติดตามด้วย เนื้อไก่งวงเป็นแหล่งเนื้อสัตว์ปีกที่สำคัญคิดเป็น 87 และ 6.7 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ การเฝ้าระวังเชื้อดื้อยามีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจาก ฟาร์มเลี้ยงสัตว์เป็นแหล่งสำคัญของเชื้อดื้อยา และมีทั่วไปมากกว่าเชื้อโรคด้วยซ้ำ การแลกเปลี่ยนยีนส์ดื้อยาเกิดขึ้นระหว่างเชื้อก่อโรค และเชื้อที่ไม่ก่อโรค แม้กระทั่ง ระหว่างเชื้อแบคทีเรียแกรมบวก และแกรมลบ โดยเฉพาะ ชนิดที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ ได้แก่ เอนเทอโรคอคไค และ อี. โคไล เชื้อดังกล่าวมีบทบาทสำคัญต่อการถ่ายทอดยีนส์ดื้อยา เชื้อ อี. โคไล สามารถแยกเชื้อได้จากสัตว์ที่มีสุขภาพดี ซากสัตว์ หรือเนื้อสัตว์ เป็นแหล่งสำคัญสำหรับการตรวจติดตามให้เห็นถึงปรากฏการณ์ความกดดันให้เกิดการคัดเลือกเชื้อดื้อยาจากการให้ยาต่อต้านเชื้อจุลชีพในกลุ่มประชากรเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ของสัตว์ที่เลี้ยงไว้เพื่อการผลิตเป็นอาหาร และศึกษาการปรากฏของภาวะดื้อต่อยาต่อต้านเชื้อจุลชีพ เชื้อ อี. โคไล เป็นตัวแทนที่ดีของเชื้อกลุ่มเอนเทอโรแบคเทอเรียซิอี เพื่อตรวจติดตามการอุบัติใหม่ และการเปลี่ยนแปลงในสัดส่วนของเชื้อแบคทีเรียที่ดื้อยาพร้อมกันหลายชนิด   
แหล่งข้อมูล

Ana Jiménez-Belenguera, Eva Doménechb, Arantxa Villagrác, Alejandro Fenollard and Maria Antonia Ferrús. 2016. Antimicrobial resistance of Escherichia coli isolated in newly-hatched chickens and effect of amoxicillin treatment during their growth. Avia Path. 45(4): 501-507.




















แหล่งที่มาภาพ http://www.warrenphotographic.co.uk/15414-buff-bantam-hen-and-chicks 

วันพุธที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

คนงามเพราะแต่งกาย ตีนไก่งามได้เพราะฟักไข่ดี

You are what you read” ฉันใดสำหรับนักอ่าน “You are what you eat” แสลงใจคนอ้วน แต่กับลูกไก่แล้ว “You are what you hatch” ฉันนั้นเช่นกัน ความผิดปรกติที่เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์แรกของชีวิตเป็นผลผลิตจากต้นน้ำตั้งแต่โรงฟักย้อนกลับไปถึงแม่ไก่ คราวก่อนพูดถึงงานประชุมอภิปรายจากเท้าสู่เนื้อ ชื่องานประชุมช่างน่าประทับใจชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของตีนไก่ (เท้า) เสียเหลือเกิน บทความวิจัยฉบับนี้จะแสดงให้เห็นอิทธิผลของอุณหภูมิฟักต่อผลผลิต และปัญหาฝ่าเท้าอักเสบ (Foot pad dermatitis, FPD) ฟักไข่ให้ดี ตีนไก่จะงามได้ครับ
การทดลองประเมินผลของการใช้อุณหภูมิฟัก 2 รูปแบบ และแร่ธาตุ 2 แห่งต่อผลผลิต และการเกิดฝ่าเท้าอักเสบในไก่พันธุ์ Ross 708 โดยนำไข่ฟักจำนวน 1,000 ฟองจากไก่พันธุ์อายุ 29 สัปดาห์ที่บ่มด้วยระบบอุณหภูมิ 2 แบบ ได้แก่ แบบมาตรฐาน (S) ใช้อุณหภูมิที่เปลือกไข่ 37.8 ± 0.2°C เป็นเวลา 21 วัน และใช้อุณหภูมิต่ำระยะแรก และสูงระยะท้าย (LH) นั่นคือ ระยะแรกใช้อุณหภูมิต่ำ 37.2 ± 0.2°C เป็นเวลา 3 วันจากนั้นเปลี่ยนเป็นแบบมาตรฐานจนกระทั่ง 3 วันสุดท้ายใช้อุณหภูมิสูงเป็น 39.2 ± 0.2°C เลือกลูกไก่เพศผู้ และเพศเมีย อย่างละ 15 ตัวจากแต่ละกลุ่มการทดลองเพื่อตรวจรอยโรคที่ฝ่าเท้า จากนั้น ไก่เพศผู้ 168 ตัวต่อกลุ่มการทดลองเลี้ยงในกรง 24 ชุด โดยแต่ละกรงเลี้ยงไก่ 7 ตัว แบ่งเป็น 48 กรงจำแนกตามกลุ่มการทดลองอุณหภูมิฟัก แยกย่อยเป็นกลุ่มที่ให้แร่ธาตุชนิดอนินทรีย์ (ITM) แหล่งสังกะสี 120 ppm ทองแดง 10 ppm และแมงกานีส 120 ppm และอีกกลุ่มการทดลองให้แร่ธาตุจากแหล่งอื่นๆ (CTM) โดยเติมลงไปค่อนข้างต่ำ สังกะสี 32 ppm ทองแดง 8 ppm แมงกานีส 32 ppm วันที่ 7 และ 21 วันประเมินน้ำหนักตัว และประสิทธิภาพการแลกเนื้อ และเก็บตัวอย่างตรวจรอยโรคที่ฝ่าเท้า ผลการวิเคราะห์ทางจุลพยาธิวิทยา ประเมินความหนา และพื้นที่ของชั้น Stratum corneum (SC) ชั้นหนังกำพร้า และชั้นผิวหนัง การวิเคราะห์ข้อมูลอาศัยการออกแบบการทดลองแบบ 2x2 factorial arrangement พบว่า ลูกไก่กลุ่ม LH มีน้ำหนักสูงกว่า S แต่ที่น้ำหนักเยอะเป็นเพาะไข่แดงที่หลงเหลืออยู่ พออายุ 7 และ 21 วันแล้ว ไก่เพศผู้กลุ่ม S ก็น้ำหนักสูงแซงทางโค้งไปแล้ว รวมถึง FCR ด้วย สำหรับชั้นผิวหนัง Papillae dermis parameters ตอนฟักกลุ่ม S ก็ดีกว่า ที่อายุ 7 วัน ความสูง และพื้นที่ของชั้น SC  ก็มากกว่า ที่อายุ 21 วัน กลุ่ม CTM มีความสูง และพื้นที่ของชั้นผิวหนังเพิ่มขึ้น  สรุปก็คือ อุณหภูมิฟักส่งผลต่อปัญหาฝ่าเท้าอักเสบ และผลผลิตไก่เนื้อ การใช้แร่ธาตุชนิดอนินทรีย์ช่วยบรรเทาปัญหาการอักเสบของฝ่าเท้า โดยไม่กระทบต่อผลผลิตได้ในไก่ที่ขาดแร่ธาตุไปแล้วในกลุ่ม CTM
แหล่งข้อมูล

M. J. Da Costa*, E. O. Oviedo-Rondón*,2, M. J. Wineland*, K. Claassen* and J. Osborne† 2015. Effects of incubation temperatures and trace mineral sources on chicken live performance and footpad skin development. Poultry Sci. 95(4): 749-759.
















แหล่งภาพจากนิตยสาร World Poultry 



วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

พัฒนาวัคซีนไรแดงในไก่ไข่

นายมาร์ก คูเบนน์ ซีอีโอของโลก กล่าวไว้ว่า สิ่งที่เขาเกลียดที่สุดมากกว่าสิ่งใดในโลกคือ การประชุมที่ไม่มีความจำเป็น และทำลายเวลาที่มีค่าแต่การประชุมนำเสนอโครงการวิจัยของนิสิต นักศึกษาในสหราชอาณาจักร กำลังมองหาโอกาสที่จะพัฒนาวัคซีนป้องกันไรแดงในไก่ไข่
                ทุนวิจัยโดยคณะกรรมการการตลาดไข่แห่งสหราชอาณาจักร (BEMB) ให้ทุนวิจัยมูลค่า ๓.๖ ล้านบาท สำหรับการวิจัย และการศึกษาครั้งนี้ ภายใต้อาจารย์ที่ปรึกษาอาวุโสด้านปรสิตวิทยาระดับโมเลกุล Damer Blake ที่ราชวิทยาลัยสัตวแพทย์ โดยการสนับสนุนของสถาบันวิจัย Moredum แห่งเมือง Edinburgh
               ไรแดงในไก่ไข่เป็นภัยคุกคามทางเศรษกิจของการผลิตไข่ไก่ และมีผลกระทบต่อสวัสดิภาพสัตว์สำหรับแม่ไก่ไข่ ความสูญเสียจากไรแดงเชื่อว่ามีมูลค่ากว่า ๕ พันล้านบาทต่อปี ท่ามกลางความกังวลว่า จะเกิดการดื้อยา พร้อมไปกับผลิตภัณฑ์ที่มีโอกาสใช้ควบคุมได้น้อยเต็มที่ และไม่ค่อยจะมีประสิทธิภาพสักเท่าไร นักวิจัยจึงหันมาสนใจวัคซีนรีคอมบิแนนท์ที่อาศัยการค้นพบแอนติเจนที่มีความสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันสำหรับป้องกันโรคได้ และยุทธศาสตร์ในการนำส่งวัคซีนที่เหมาะสม
               เทคนิคการวิจัย ดร. Blake เชื่อว่า โครงการที่มีเป้าหมายบูรณาการทั้งการวิเคราะห์ด้านพันธุกรรมระดับโมเลกุล และระบาดวิทยาจะช่วยให้มีความเข้าใจกลยุทธ์ของไรแดงในสัตว์ปีก และความหลากหลายของแอนติเจน ผลการวิจัยนี้จะส่งผลโดยตรงต่อความสามารถแข่งขันทางการเกษตรของสหราชอาณาจักร และสหภาพยุโรป ที่ผลิตอาหารให้กับประชากรกว่า ๙ พันล้านคนในปี ค.ศ. ๒๐๕๐ นี้ และจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ของพันธมิตรในคณะกรรมการการตลาดไข่แห่งสหราชอาณาจักร
               เทคโนโลยีการตรวจลำดับสารพันธุกรรมยุคใหม่เป็นเครื่องมือสำคัญของโครงการนี้ที่จะเริ่มต้นตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป เพื่อวิเคราะห์ข้อมูล และค้นหาเครื่องหมายทางพันธุกรรมที่สำคัญสำหรับไรแดงในสัตว์ปีก และค้นหาความหลากหลายทางพันธุกรรมของไรแดง 

แหล่งข้อมูล        Tony McDougal (14/7/16)

วันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

USDA วิจัยนาโนวัคซีนสู้ไวรัสไอบี

USDA ให้ทุนวิจัยการพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับการพัฒนานาโนวัคซีนต่อโรคสำคัญในสัตว์ปีกเริ่มจากโรคหลอดลมอักเสบ ความสำเร็จของอุตสาหกรรมสัตว์ปีกในสหรัฐฯมาจากการใช้วัคซีนที่มีประสิทธิภาพควบคุมโรคติดเชื้อแบคทีเรีย และไวรัส โปรแกรมการให้วัคซีนช่วยต่อสู้กับโรคสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการเลี้ยงไก่เนื้อระหว่างการผลิตเป็นวงจรสั้นๆ
     วัคซีนสัตว์ปีกที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น วัคซีนที่มีใช้กันอยู่ปัจจุบันไม่สามารถควบคุมโรคได้อย่างเพียงพอโดยเฉพาะเมื่อเกิดโรคใหม่เกิดขึ้น และวัคซีนส่วนใหญ่ไม่ค่อยคงทนในการใช้งานในฟาร์ม การพัฒนาอนุภาคนาโนของโพลีแอนไฮไดรด์ (Polyanhydride nanoparticles, PANs) พิสูจน์แล้วว่า ปลอดภัยสำหรับใช้ในสัตว์ที่เลี้ยงเป็นอาหาร และมนุษย์ โครงการวิจัยนี้จะสมบูรณ์ในปี พ.ศ. ๒๕๖๒ โดยระดมคณะผู้เชี่ยวชาญด้านนาโนเทคโนโลยี อณูชีววิทยา วัคซีน และโรคสัตว์ปีก ร่วมกันพัฒนาวัคซีนที่อาศัย PANs เป็นนาโนวัคซีนอันเป็นแพลตฟอร์มของเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นสำหรับการให้วัคซีนสัตว์ปีก โดยคณะผู้วิจัยจะเริ่มต้นจากเชื้อไวรัสหลอดลมอักเสบติดต่อที่ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมสัตว์ปีกอย่างรุนแรง คณะผู้วิจัยมุ่งเน้นการใช้ PANs ที่สามารถเสื่อมสลายได้เองตามธรรมชาติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพวัคซีน และการตอบสนอบทางภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น
               การประเมินผลวัคซีนจากการกระจายของวัคซีนตามเนื้อเยื่อ และความปลอดภัยของ PANs ในไก่ภายหลังการให้สาร PANs ในระดับสูง เพื่อให้มั่นใจว่า สามารถใช้ได้จริงในฟาร์ม หลังจากนั้นก็จะศึกษาการปลดปล่อยแอนติเจนของเชื้อไวรัสจาก PANs ต่อมาก็จะศึกษาความคงทน ตลอดจนปรับแต่งแผนการกระตุ้นภูมิคุ้มกันเพื่อทำความเข้าใจกลไกการสร้างภูมิคุ้มกันจากนาโนวัคซีนในไก่ กระบวนการเอนแคปซูเลชันของทั้งโปรตีนจากสับยูนิตไวรัส และเชื้อไวรัสที่ทำให้หมดฤทธิ์ทั้งอนุภาคภายใน PANs จะช่วยให้วัคซีนมีประสิทธิภาพสูงขึ้น หลังจากนั้น ผู้วิจัยก็จะศึกษาการป้องกันโรคภายหลังการให้เชื้อพิษทับโดยการเปรียบเทียบระหว่างนาโนวัคซีน และวัคซีนเชื้อเป็นอ่อนแรงที่ใช้กันอยู่ในฟาร์ม ผลการวิจัยที่ได้จะเป็นข้อมูลที่มีค่ามากสำหรับแสวงหาโอกาสของนาโนวัคซีนในสัตว์ปีก

แหล่งข้อมูล        USDA (16/6/16)

วันพุธที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

รอพันธุกรรมไขปัญหาอกไก่แข็งเหมือนไม้

โรงงานแปรรูปเนื้อไก่แห่งใดยังไม่พบปัญหาเนื้ออกแข็งเหมือนไม้ (Wooden breat) หรือเนื้ออกลายเป็นสีขาว (White striping) ตอนนี้เป็นหนึ่งในปัญหาล่าสุดที่ท้าทายผู้ผลิตสัตว์ปีกทั่วทั้งโลก ที่งานประชุมอภิปรายครั้งที่ ๔ จากเท้าสู่เนื้อ ชื่องานประชุมช่างน่าประทับใจ และชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของตีนไก่ (เท้า) เสียเหลือเกิน โดยนักวิชาการอิตาลีผู้เชี่ยวชาญด้านคุณภาพซากหนึ่งเดียวของโลก ดร. มาสซิมิเลียโน พีทราซี แห่งมหาวิทยาลัยโบโลญญา นำเสนอบทสรุปสุดท้ายก็ต้องแก้ปัญหาด้วยพันธุกรรม               ความก้าวหน้าด้านพันธุกรรมทำให้อัตราการเจริญเติบโต และปริมาณเนื้ออกไก่ให้โตใหญ่อล่างฉ่าง ไม่ต้องพึ่งซิลิโคน แต่ก็ส่งผลให้อุบัติการณ์ความผิดปรกติของกล้ามเนื้ออกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น หมายถึง คุณภาพของเนื้อที่ลดลง และกลายเป็นสิ่งรบกวนจิตใจของผู้บริหารโรงงานแปรรูปการผลิตเสียเหลือเกิน
      กล้ามเนื้ออกเป็นลายสีขาวอย่างรุนแรงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี มีลักษณะสำคัญคือ การปรากฏลายทางสีขาวขนานไปกับแนวของเส้นใยกล้ามเนื้อทั้งอก และสะโพก ในอิตาลี อุบัติการณ์ของกล้ามเนื้ออกเป็นลายสีขาวในช่วง ๓ ปีที่ผ่านมามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก ๓.๑ เปอร์เซ็นต์เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๕ เป็น ๔๐.๒ เปอร์เซ็นต์เมื่อปี ๒๕๕๗ ลักษณะกล้ามเนื้อที่คล้ายคลึงกันคือเนื้ออกแข็งเหมือนไม้ส่งผลต่อกล้ามเนื้ออกชั้นนอกมีลักษณะสำคัญจากภายนอกคือ กล้ามเนื้อแข็ง และมีพื้นที่สีซีดในบริเวณส่วนล่างของเนื้ออก ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอิตาลี โดยเนื้ออกแข็งเป็นไม้กระดานพบได้ในไก่ที่มีน้ำหนักมาก  

อัตราการเจริญเติบโตที่เพิ่มสูงขึ้นในไก่เนื้อ
               ความผิดปรกติเหล่านี้มีผลมาจากอัตราการเจริญเติบโตที่เพิ่มสูงขึ้นในไก่เนื้อ เนื่องจาก การพัฒนาด้านพันธุกรรมที่เกิดขึ้นทุกปีเพื่อให้ไก่โตเร็ว อกใหญ่ จนเกิดปัญหาคุณภาพซาก ได้แก่ กล้ามเนื้ออกเป็นลายสีขาว และกล้ามเนื้ออกแข็งเป็นไม้ มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด แม้ว่า กล้ามเนื้ออกแข็งเป็นไม้จะเกิดขึ้นทีหลัง อย่างไรก็ตาม อุบัติการณ์ของความผิดปรกติทั้งสองโรคมีแนวโน้มสูงขึ้นตามน้ำหนักกล้ามเนื้ออก หลังจากนั้นก็จะกลายเป็น กล้ามเนื้อเนื้ออกเหมือนสปาเก็ตตี้ (Spaghetti meat) ที่กล้ามเนื้ออกชั้นนอกหลวมโพรกจนเส้นใยกล้ามเนื้อสามารถฉีกเบาๆออกได้เป็นเส้นๆเหมือนสปาเก็ตตี้เนื้อ 

กลยุทธ์ลดปัญหาของกล้ามเนื้ออกไก่
                อย่างที่เราเคยรู้กันมาตลอด โทษตัวเองไว้ก่อน ดร. มาสซิมิเลียโน พีทราซี กล่าวว่า เราเคยเชื่อว่า วิธีการเดียวที่จะลดอุบัติการณ์ปัญหาเนื้ออกแข็งเหมือนไม้คือ การชลออัตราการเจริญเติบโตของไก่ยกตัวอย่างเช่น การลดระดับไลซีนในอาหารสัตว์ หรือการควบคุมการกินอาหารในฟาร์ม กลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพสำหรับบรรเทาความผิดปรกติของกล้ามเนื้ออกคือ การลดลูกผสมที่ให้มุ่งกล้ามเนื้ออกขนาดใหญ่ การปรับแต่งอัตราการเจริญเติบโตจากสูตรอาหารสัตว์ และหลีกเลี่ยงการเข้าเชือดน้ำหนักมากสรุปสุดท้ายวิธีการแก้ปัญหาคือ ดร. มาสซิมิเลียโน พีทราซี ให้รอพันธุกรรมแก้ไขปัญหานี้ ขณะนี้ปัญหาเนื้ออกแข็งเหมือนไม้พบได้ทั่วโลก โดยในสหรัฐฯเริ่มมีการลงทุนเพื่อศึกษาทำความเข้าใจความผิดปรกตินี้ และวิธีการรักษา สภาไก่แห่งชาติ พึ่งประกาศทุนวิจัยเกือบ ๙ ล้านบาทสำหรับโครงการวิจัย ๔ โครงการให้กับมหาวิทยาลัย และ USDA ARS เพื่อให้ความเข้าใจรากของปัญหาของกล้ามเนื้อที่ผิดปรกตินี้

               บิล เกตต์ กล่าวว่า ความก้าวหน้าของมนุษย์ไม่ใช่อยู่ที่การค้นพบ แต่อยู่ที่การนำความรู้นั้นไปประยุกต์ใช้ ดังนั้น ปัญหาที่  ดร. มาสซิมิเลียโน พีทราซี และงานวิจัยที่กำลังออกมาอีกไม่นานนี้ จึงอยู่ที่ผู้ประกอบการจะประยุกต์แก้ไขปัญหาเบื้องต้นนี้ได้อย่างไร หรือพยายามผลักดันให้ผู้ผลิตพันธุ์ไก่จัดการปัญหานี้อย่างยั่งยืน   
  















ภาพที่ ๑ โฉมหน้าของ ดร. มาสซิมิเลียโน พีทราซี นักวิชาการชาวอิตาลี ผู้เชี่ยวชาญปัญหาคุณภาพซาก (แหล่งภาพถ่ายจาก Zinpro/Wiebe van der Sluis)  
แหล่งข้อมูล        World Poultry (14/6/16)

เบตา บักส์ เดินหน้าโปรตีนแมลงสำหรับสัตว์ปีก

  เบตา บักส์ ได้เสริมความแข็งแกร่งให้กับสถานะของบริษัทในฐานะหนึ่งในผู้เล่นที่ถูกจับตามองมากที่สุดในอุตสาหกรรมโปรตีนจากแมลง หลังประกาศความคืบ...