วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2563

สตาร์ตอัพอิสราเอล พัฒนาเทคนิคแปลงเพศตัวอ่อนลูกไก่

เหนือชั้นกว่าการแยกเพศ ไม่ต้องดูขนปีกแยกเพศกันอีกแล้ว อยากได้เพศไหนก็แปลงกันไปเลยตั้งแต่ในไข่ฟัก อุตสาหกรรมไก่ไข่ก็ไม่ต้องคัดลูกไก่เพศผู้กันอีกต่อไปฟักออกได้เป็นตัวเมียล้วนๆ สตาร์ตอัพอิสราเอล Soos พัฒนาเทคนิคการกระตุ้นด้วยเสียงเพื่อแปลงเพศตัวอ่อนลูกไก่จากผู้เป็นเมียในโรงฟักแล้ว 

ในทุกปี อุตสาหกรรมการผลิตไข่ทั่วโลกผลิตลูกไก่มากกว่า ๑.๕ หมื่นล้านตัว ครึ่งหนึ่งเป็นตัวเมีย และเติบโตเป็นแม่ไก่ไข่ผลิตไข่ไก่ให้เราได้รับประทาน แต่อีกครึ่งหนึ่ง ๗.๕ พันล้านตัวเป็นลูกไก่เพศผู้ ที่ต้องถูกคัดทิ้งไปเฉยๆ แต่ในเวลานี้ ประเด็นด้านจริยธรรม และสวัสดิภาพเป็นเรื่องใหญ่โต นอกเหนือจาก ความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่คุ้นเคยจนเป็นความเคยชินมาตลอด

ปัจจุบัน หลายประเทศกำลังแบนการทำลายลูกไก่เพศผู้ และการผลิตไข่ไก่ทั่วโลกมีแนวโน้มความต้องการที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ผลิตจึงคิดหาทางออกสำหรับประเด็นร้อนที่กำลังโต้เถียงกันแรงขึ้นๆทุกวันสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตสัตว์ปีก สตาร์ตอัพ อิสราเอล Soos จึงนำเสนออนาคตที่ยั่งยืนสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตไข่ไก่


สตาร์ตอัพ Soos คิดเปลี่ยนโฉมหน้าโลกการผลิตไก่ไข่  

นักวิจัยเสนอขอทุนวิจัยครั้งแรกในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๖๐ สามปีที่แล้ว วางแผนกันระยะยาวครบทั้งกระบวนการผลิต ตั้งแต่โรงฟักขนาดเล็กผลิตไข่ไก่ได้ ๕๐๐๐ ฟอง แล้วสร้างโรงเรือนเลี้ยงไก่รุ่นขนาด ๘๐,๐๐๐ ตัว จนกระทั่ง กระบวนการผลิตครบทั้งวงจร  

เนื่องจาก การมุ่งความสนใจต่อการสั่นสะเทือนจากเสียง ตู้บ่มของ Soos จึงออกแบบมาให้ทำงานอย่างเงียบเชียบ สิ่งแรกที่นักวิจัยค้นพบคือ หากนั่งข้างตู้บ่มตามปรกติ เสียงการทำงานของตู้บ่มจะดังมาก จึงไม่เป็นการดีเลยต่อสุขภาพของผู้ที่ทำงานใกล้กับเครื่องจักรที่คำรามส่งเสียงดังตลอดเวลาเช่นนี้ แต่ใน Soos มีตู้บ่มสามเครื่องที่ทำงานเงียบมาก 

ผู้วิจัยได้พัฒนาเซลล์อะคูสสิก เพื่อตรวจวัดเสียงภายในตู้บ่ม โดยมีเป้าหมายถัดไปในการนำร่องธุรกิจนอกอิสราเอล เพื่อออกจากข้อจำกัดในการขยายธุรกิจให้ใหญ่ขึ้น


คิดใหม่ในการเลือกเพศลูกไก่ไข่ 

บริษัทนวัตกรรมส่วนใหญ่เล็งเป้าไปที่เทคโนโลยีการคัดลูกไก่เพศผู้โดยการสแกนตรวจเพศตั้งแต่ตัวอ่อนในช่วงสองวันแรก ในมุมมองด้านสวัสดิภาพสัตว์ ยังคงต้องทำลายไข่ก่อนอายุตัวอ่อนได้ ๗ วัน กำลังเป็นสิ่งท้าทายต่อนักวิจัย แต่แทนที่จะคอยตรวจสอบลูกไก่เพศผู้ หรือเมีย เทคโนโลยีของ Soos จะแปลงพันธุกรรมของเพศผู้ให้กลายเป็นลูกไก่เพศเมีย นอกจากหมดปัญหาเรื่องสวัสดิภาพสัตว์ แต่ยังเป็นการได้จำนวนลูกไก่เพิ่มขึ้นอีกร้อยละ ๕๐ แทนที่จะคัดทิ้งไปเฉยๆก็แปลงเพศก่อนเลย

นอกเหนือจากนั้น นวัตกรรมบางแง่มุมที่หวังดัดแปลงพันธุกรรมของพ่อแม่พันธุ์ ยังไม่เป็นที่ยอมรับในหลายแห่งทั่วโลก เทคโนโลยีของ Soos ไม่ได้ใช้สารเคมีที่อาจส่งผลกระทบทางลบต่อตัวอ่อน แต่ใช้วิธีการกระตุ้นด้วยเสียง และปรับสภาพแวดล้อมในตู้ เป็นที่ยอมรับกันว่า เสียงส่งผลต่อเซลล์ ขณที่ เทคโนโลยีนี้ยังใช้ในทางการแพทย์ในการรักษาโรคมะเร็ง นักวิจัยพยายามบอกให้เห็นภาพว่า เทคโนโลยีชั้นสูงนี้มีอยู่จริง และใช้กันอยู่แล้วในทางการแพทย์ ไม่ใช่อยู่ในความฝัน เทคโนโลยีนี้สร้างการเปลี่ยนแปลงระดับเซลล์ เพื่อกำหนดทิศทางการเลือกเพศของตัวอ่อนลูกไก่ เวลานี้ Soos ประสบความสำเร็จแล้วร้อยละ ๖๐ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ ๘๐ ภายในอีกไม่กี่ปีต่อจากนี้ 

 ผู้วิจัยใช้การทดสอบระดับดีเอ็นเอในการพิสูจน์หลักทฤษฎี และอธิบายปรากฏการณ์ที่กำลังวิจัย พบว่า มีตัวเมียที่มีโครโมโซม ZZ (เพศผู้) อยู่ เป้าหมายสำหรับปีหน้า มีหุ้นส่วนในใจอยู่แล้วในมหาวิทยาลัย เพราะยังมีข้อจำกัดด้านความพร้อมของห้องวิจัยเพาะเลี้ยงเซลล์ ผู้วิจัยต้องการทดลองใช้การสั่นสะเทือนของเสียงในระดับเซลล์เพาะเลี้ยง 


แผนในอนาคต

บังเอิญช่วงนี้โควิด ๑๙ ระบาด แผนการขยายธุรกิจนอกอิสราเอลยังชะลอไว้ก่อน แต่ในอนาคตจะก้าวเข้าไปในยุโรป ติดตามด้วยสหรัฐฯ เป้าหมายสำคัญในอนาคตคือ นำร่องกิจกรรมภายนอกอิสราเอล เพื่อยกระดับโปรโตคอลการฟักไข่ เพื่อให้ได้ผลที่ดีขึ้นกว่าเดิมกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ในอนาคต เทคโนโลยีของ Soos จะต้องใช้ในอุตสาหกรรมสัตว์ปีก เชื่อว่า เทคโนโลยีการแปลงเพศตัวอ่อนลูกไก่จะเปลี่ยนโลกได้ หากประสบความสำเร็จ ก้าวต่อไปอาจเป็นการเลือกเพศทารก และสัตว์เลี้ยง หรือสัตว์ป่าที่มีค่าได้   


เอกสารอ้างอิง

Kwakman R. 2020. Israeli start-up Soos tackles culling of male chicks. [Internet]. [Cited 2020 Oct 6]. Available from: https://www.poultryworld.net/Eggs/Articles/2020/10/Israeli-start-up-Soos-tackles-culling-of-male-chicks-650864E/ 

ภาพที่ ๑  เทคโนโลยีของ Soos ใช้เซลล์อะคูสติกตรวจวัดเสียงภายในตู้บ่ม แล้วแปลงเพศตัวอ่อนโดยการกระตุ้นด้วยความสั่นสะเทือนจากเสียง และการปรับสิ่งแวดล้อมในตู้ฟัก (แหล่งภาพ Jordan Kastrinsky, Soos )



วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2563

คน Gen Z ไม่ไว้ใจเนื้อเทียม

ผู้บริโภครุ่นใหม่ห่วงใยกับสินค้าเนื้อสัตว์แปรรูปอย่างยิ่งยวด ร้อยละ ๗๒ ของคนรุ่นใหม่ชาว GenZ ที่มีอายุระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๓๘ ถึง ๒๕๕๘ และมีความเชื่อว่า ผู้ประกอบการเองยังไม่พร้อมที่จะเพาะเลี้ยงเนื้อเทียมจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเชิงพาณิชย์ได้ ผู้บริโภคเหล่านี้เป็นกลุ่มที่มีความใส่ใจผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

คนรุ่นใหม่เจนเนอเรชัน แซด (Generation Z) ที่คุ้นเคยกับคำว่าเจนแซดมากกว่า เป็นกลุ่มคนที่คลั่งไคล้กับเทคโนโลยี เกิดมาพร้อมกับคาบมือถือ ไอแพด และอุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์ไว้ตลอดเวลา โลกนี้ควบคุมทุกอย่างได้ไว้ในมือแล้วตั้งแต่ปากท้อง ความบันเทิง การเดินทาง และการเรียนจนแทบไม่ต้องขยับกายไปพบกับใคร ชีวิตนี้อยู่ในอ้อมกอดอันอบอุ่นของเทคโนโลยีใหม่ แม้กระทั่ง เทคโนโลยีด้านอาหาร แต่พวกเขาก็มีความคิดเป็นของตนเอง ชื่นชมสวัสดิภาพสัตว์ และห่วงใยสิ่งแวดล้อม สิ่งเหล่านี้ได้สร้างรอยแรกระหว่างเจนแซดออกจากเจนอื่นๆ 

ผลวิจัยเชิงสำรวจที่มหาวิทยาลัยซิดนีย์ และเคอร์ทิน สุ่มจากชาวออสเตรเลีย ๒๒๗ คนในวัยเจนแซด เกี่ยวกับรสนิยมการบริโภคอาหาร พวกเขารู้สึกอย่างไรกับเนื้อเทียมจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ และเนื้อสัตว์ทางเลือกประเภทอื่นๆ 

เนื้อเทียมจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ หรือเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นเนื้อที่เพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ โดยใช้เซลล์จากสัตว์ที่เพาะไว้ในห้องปฏิบัติการ คำโฆษณาจูงใจว่า ผลิตภัณฑ์ใหม่นี้เป็นผลดีต่อสุขภาพ และสร้างความยั่งยืนมากกว่าโปรตีนจากเนื้อสัตว์ประเภทอื่นๆ 

ผลการวิจัย ยังพบอีกว่า

• ร้อยละ ๔๐ เชื่อว่า เนื้อเทียมสามารถให้คุณค่าทางอาหารได้จริงๆ

• มากกว่าน้อยละ ๕๙ ห่วงใยผลกระทบของสิ่งแวดล้อมจากการเกษตรกรรมที่ปฏิบัติกันในปัจจุบัน อย่างรก็ตาม ยังคงสับสนว่า จะส่งผลกระทบอย่างไรได้บ้าง

• ร้อยละ ๑๗ ปฏิเสธเนื้อเทียม รวมถึง เนื้อจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในห้องปฏิบัติการ โดยเห็นว่า กระบวนการผลิตใช้สารเคมีที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และผ่านการแปรรูปหลายขั้นตอนอย่างซับซ้อน

• ผู้บริโภคเห็นว่า เนื้อจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในห้องปฏิบัติการ ยิ่งต้องใช้ทรัพยากรมาก และไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

• ร้อยละ ๑๑ ปฏิเสธว่าเนื้อเทียมจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในห้องปฏิบัติการไม่ได้ช่วยเพิ่มการบริโภคผลไม้ และผัก และจะยังคงรับประทานอาหารผักดีกว่า

• ร้อยละ ๓๕ ปฏิเสธทั้งเนื้อเทียมจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในห้องปฏิบัติการ และแมลง แต่ยอมรับเนื้อเทียมที่ผลิตจากผัก โดยคิดว่า รู้สึกเป็นธรรมชาติมากกว่า และปรกติมากกว่า

• ร้อยละ ๒๘ เชื่อว่า เนื้อจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในห้องปฏิบัติการ ยอมรับได้

การทำให้เนื้อจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในห้องปฏิบัติการเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางกว่านี้อาจเป็นไปได้ยาก เนื่องจาก เจนแซด ยังไม่ยินดีที่จะทดลอง เจนแซดยังชื่นชอบวีแกน มังสะวิรัติ หรือรับประทานเนื้อสัตว์ปรกติที่มีคุณภาพสูงมากกว่า หากพวกเขาอยากลดการบริโภคเนื้อแล้ว ก็จะเลือกรับประทานผลไม้ และผักมากกว่าจะเลือกเนื้อจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในห้องปฏิบัติการ ผู้บริโภคเจนแซด และมิลเลเนียมจะยังคงรับประทานเนื้อปรกติ แต่จะพยายามลดให้น้อยละ   

เอกสารอ้างอิง

Doughman E. 2020. Gen Z is skeptical about cultured meat sustainability claims [Internet]. [Cited 2020 Sep 16]. Available from: https://www.wattagnet.com/articles/41159-gen-z-is-skeptical-about-cultured-meat-sustainability-claims 

ภาพที่ ๑  ผู้บริโภครุ่นใหม่ห่วงใยกับสินค้าเนื้อสัตว์แปรรูปอย่างยิ่งยวด (แหล่งภาพ ra2studio | BigStock.com)



วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2563

ผลของระยะทางขนส่ง และสภาพอากาศต่อไก่เนื้อ

 นักวิจัยศึกษาผลกระทบของระยะทางการขนส่งต่อไก่เนื้อเชิงพาณิชย์ที่ระยะทางระหว่าง ๑๕ ถึง ๙๐ กิโลเมตร นักวิจัยจากบราซิลพยายามประเมินผลของอุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ และดัชนีความสบาย (ECL enthalpy comfort index) ของไก่เนื้อเชิงพาณิชย์ที่มีการขนส่งระหว่างระยะทาง ๑๕ ถึง ๙๐ กิโลเมตร ทั้งฤดูร้อน และหนาว (ฝน และแล้ง) และผลกระทบต่อน้ำหนักตัว อัตราการตาย และความชุกของรอยช้ำ

 ความเครียดจากการขนส่งต่อไก่เนื้อ ระหว่างการขนส่งไก่เข้าสู่โรงเชือด ไก่เนื้อต้องอดน้ำ และอาหารเป็นเวลานาน มีความสัมพันธ์กับ Yield losses ที่โรงเชือด และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการขนส่ง เช่น การสั่นสะเทือน สิ่งรบกวน และเสียงที่เกิดขึ้นบนถนนระหว่างการเดินทาง ล้วนสร้างความเครียดให้กับสัตว์ จนทำให้เกิดความสูญเสีย นอกเหนือจากนั้น ความผันผวนของสภาวะอากาศระหว่างการขนส่ง เช่น การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ ความชื้น และการไหลเวียนอากาศภายในกล่องไก่ ล้วนเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเครียดสำหรับไก่เนื้อ

ผลกระทบต่อผลผลิต

ผลกระทบของปัจจัยด้านสภาวะอากาศในพื้นที่ขนาดเล็ก เป็นที่ยอมรับกันดีว่าส่งผลกระทบต่อผลผลิตไก่เนื้อที่โรงเชือด เช่น Carcass yield (ปริมาณของเนื้อ) และคุณภาพซาก โดยเฉพาะ การเกิดรอยช้ำ การวิเคราะห์ผลวิจัยครั้งนี้ ยังพิจารณา และประเมินระดับของอุณหภูมิอากาศที่ทำให้สัตว์รู้สึกสบายระหว่างการขนส่งอีกด้วย นั่นคือ ปัจจัยเหล่านี้จะใช้สำหรับการพิจาณาเป็นเกณฑ์ในการเลือก และพัฒนาการจัดการในขั้นตอนก่อนเข้าสู่โรงเชือด เช่น เวลาสำหรับการจับไก่ และขึ้นรถขนส่ง ความหนาแน่นของไก่เนื้อต่อกล่อง และการราดน้ำไก่ เป็นต้น

การประเมินความสัมพันธ์ของปัจจัยด้านสภาวะอากาศในพื้นที่ขนาดเล็กจากการขนส่งด้วยระยะทางแตกต่างกัน

วัตถุประสงค์ของการวิจัยเป็นการประเมินความสัมพันธ์ของปัจจัยด้านสภาวะอากาศในพื้นที่ขนาดเล็กระหว่างการขนส่งไก่เนื้อจับเข้าสู่โรงเชือดที่มีระยะทางแตกต่างกัน ในช่วงฤดูที่มีฝน และแห้งแล้ว และผลของปัจจัยด้านสภาวะอากาศในพื้นที่ขนาดเล็กต่อน้ำหนักไก่เข้าเชือด น้ำหนักตัวที่สูญเสียไป อัตราการตาย และการปรากฏรอยช้ำที่ซากไก่ ตามตำแหน่งของกล่องไก่บนรถขนส่ง

ฤดูฝนเป็นช่วงเวลาที่วิกฤติที่สุด

เมื่อพิจารณาด้านความเป็นอยู่ที่สบายของสัตว์ ฤดูฝนเป็นช่วงเวลาที่ถือได้ว่าวิกฤติที่สุดสำหรับสัตว์ระหว่างการขนส่ง จากผลการทดลองที่สังเกตว่ามีค่าดัชนี ECI สูงที่สุด ยกตัวอย่างเช่น ในฤดูฝน และระยะทางไกลกว่า ๙๐ กิโลเมตร ค่าดัชนี ECI สูงที่สุดไปถึงระดับโซนที่ไก่ตายได้ ยิ่งระยะทางไกลมากเท่าไรก็ยิ่งเกิดความแตกต่างของน้ำหนักตัวไก่เพิ่มขึ้น แต่ตำแหน่งของกล่องไก่ที่มีค่าดัชนี ECI สูงก็ไม่ได้มีการสูญเสียน้ำหนักตัว และอัตราการตายสูงกว่าตำแหน่งอื่นๆอย่างมีนัยสำคัญ

ผลกระทบต่อสวัสดิภาพสัตว์

ผลการวิจัยครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า  สภาวะอากาศในพื้นที่ขนาดเล็กอาจส่งผลกระทบต่อสวัสดิภาพสัตว์ แต่ไม่จำเป็นต้องส่งผลกระทบต่อผลผลิตไก่เนื้อให้ลดลงได้ ฤดูกาล และระยะทางขนส่งไม่มีผลกระทบต่อความชุกของรอยช้ำ เป็นไปได้ว่า ความชุกจะมีความสัมพันธ์กับการจัดการไก่เนื้อ ผลของการขนส่งที่ส่งผลต่อผลผลิตไก่เนื้ออาจสัมพันธ์กับสภาพถนน แต่ยังเป็นการยากที่จะประเมินผลกระทบที่แท้จริงของฤดูกาล และระยะทางต่อสวัสดิภาพสัตว์จริงๆ


เอกสารอ้างอิง

Berkhout N. 2020. Effect of transport distance and climate on broilers [Internet]. [Cited 2020 Sep 1]. Available from: https://www.poultryworld.net/Meat/Articles/2020/9/Effect-of-transport-distance-and-climate-on-broilers-634302E/ 

ภาพที่ ๑  รถขนส่งมาตรฐานที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ (แหล่งภาพ PLOS ONE)



วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2563

WHO เตือน อาหารราคาถูกจะทำให้โควิดยิ่งระบาด

 ความต้องการอาหารราคาถูกในสหราชอาณาจักรอาจเป็นเชื้อไฟให้การระบาดของโรคโควิด ๑๙ เป็นคำเตือนขององค์การอนามัยโลก (WHO)

หนังสือพิมพ์เดอร์การ์เดียนได้เผยแพร่ความเห็นของผู้แทนจากองค์การอนามัยโลกที่มีสถานะเป็นศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยคอลเลจ ลอนดอน แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ในสหราชอาณาจักร หลังจากโรงงานหลายแห่งประสบปัญหาในการผลิตอาหาร และครอบครัวของพนักงาน อาจเป็นสิ่งกระตุ้นให้สินค้าอาหารที่ผลิตด้วยต้นทุนต่ำหลั่งไหลเข้าสู่ตลาดจนทำให้อัตราการติดเชื้อเพิ่มขึ้น

ความพยายามกดดันให้การผลิตสินค้าต้นทุนน้อยลง กำลังผลักภาระให้พนักงานผู้ปฏิบัติงานในโรงงานผลิตอาหารตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างมากเทียบกับงานด้านอื่นๆ เนื่องจาก ผู้ประกอบการพยายามควบคุมค่าใช้จ่ายให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

โควิดเชื่อมโยงกับโรงงานผลิตอาหาร

อ้างอิงตามผลวิจัย แสดงให้เห็นว่า ผู้ติดเชื้อมากกว่า ๑,๔๕๐ รายมีความเชื่อมโยงกับโรงงานผลิตอาหารทั่วอังกฤษ สก๊อตแลนด์ และเวลส์ โรงงานแห่งล่าสุดก็ปิดลงเนื่องจากโควิด ๑๙ ในสหราชอาณาจักรเป็นโรงงานแปรรูปสัตว์ปีกในกลุ่ม Sisters Food ที่เมือง Coupar Angus สก๊อตแลนด์ ที่มีพนักงาน ๑,๐๐๐ คน และโรงงานผลิตแซนด์วิช Greencore ที่เมือง Northampton อังกฤษ ที่ผลิตสินค้าให้กับ Marks and Spencer, Waitrose, Sainsburry และ Tesco

การปิดโรงงานที่เมือง Coupar Angus เกิดขึ้นภายหลังจากการระบาดใหญ่ใน ๒ พื้นที่ของกลุ่มบริษัท Sisters Food ในเมือง Anglesey เวลส์ ตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทำให้มีผู้ติดเชื้อยืนยันแล้วมากกว่า ๒๒๐ ราย การปิดโรงงานที่เมือง Coupar Angus เป็นมาตรการที่แสดงความรับผิดชอบ โดยบริษัทให้ความสำคัญกับความปลอดภัย และสุขภาพของพนักงานเป็นสำคัญ ก่อนหน้านี้ โรงงานสามารถผลิตสินค้าได้เป็นเวลาหกเดือนโดยไม่พบผู้ติดเชื้อเลยท่ามกลางการระบาดของโรคในประเทศ   

โรงงานผลิตแซนด์วิช Greencore พบว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พนักงานเกือบ ๓๐๐ คนที่โรงงาน Northampton มีผลตรวจเป็นบวก โรงานแห่งนี้เป็นสถานที่ผลิตสินค้าที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทมีพนักงาน ๒,๑๐๐ คนจากทั้งบริษัท ๑๑,๐๐๐ คน ขณะเดียวกัน Cranswick Country Foods ใกล้กับเมือง Ballymena ไอร์แลนด์เหนือก็ได้ปิดลงแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อทำความสะอาดใหญ่ ภายหลังพบคลัสเตอร์ของไวรัสในพนักงาน ๓๕ คนที่โรงงานแปรรูปเนื้อสุกร โรงงานแห่งนี้มีพนักงาน ๕๐๐ คน

เอกสารอ้างอิง

McDougal T. 2020.UK’s cheap food could be spreading Covid; WHO envoy warns. [Internet]. [Cited 2020 Aug 29]. Available from:https://www.poultryworld.net/Meat/Articles/2020/8/UKs-cheap-food-could-be-spreading-Covid-WHO-envoy-warns-633179E/



วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2563

อังกฤษทำลายไก่เนื้อหลังวิกฤติปิดโรงงานติดโควิด ๑๙

 

ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ไก่เนื้อมากกว่าแสนตัวในฟาร์มอังกฤษ ถูกทำลายเนื่องจากการปิดโรงเชือดที่ประสบปัญหาการระบาดของโควิด ๑๙ ในกลุ่มพนักงาน

ปัญหาการขาดแคลน พ.ท.ห้องเย็บเก็บสินค้าก็กดดันให้มีความจำเป็นต้องทำลายไก่ โดยเฉพาะเมื่อโรงงานผลิตอาหารเฟอร์เธอร์ต้องหยุดการทำงานอีก

สภาสัตว์ปีกสหราชอาณาจักร แสดงความวิตกเกี่ยวกับการขาดแคลนสินค้า และปัญหาสวัสดิภาพสัตว์ การระบาดของโควิด ๑๙ ในโรงเชือด แสดงให้เห็นว่า ไม่มีการเตรียมการ และการควบคุมอย่างเพียงพอต่อการป้องกันโรค สุขภาพของพนักงาน และชุมชนเป็นสิ่งจำเป็นลำดับแรก แต่ก็ต้องคำนึงถึงความมั่นคงทางอาหาร และสวัสดิภาพของสัตว์

การระบาดใหม่ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง

Banham Poultry ผู้ผลิตสัตว์ปีอังกฤษซึ่งตั้งอยู่ที่ Attleborough เมือง Norfolk นับเป็นโรคเชือดรายล่าสุดที่พบพนักงานติดเชื้อโควิด ๑๙ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เอง พนักงาน ๘๐ คนมีผลการทดสอบเป็นบวกสำหรับไวรัส เรียกได้ว่า เกิดการระบาดอย่างมีนัยสำคัญ พนักงานที่มีผลการทดสอบเป็นบวกทั้งหมดปฏิบัติงานร่วมกันในห้องตัดแต่งชิ้นส่วน ตอนนี้ถูกปิดลงแล้ว และพนักงานทั้งหมด ๓๕๐ คนก็ต้องกักกันตัวเอง แต่หลายส่วนของโรงงานก็ยังคงเปิดทำงาน

บริษัทแห่งนี้ ผลิตสินค้าเนื้อไก่ให้กับซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ ๗ ของโรงเชือดในปี พ.ศ.๒๕๖๒ โดยมีกำลังเชือด ๑ ล้านตัวต่อสัปดาห์

ขณะนี้ บริษัทพยายามเรียกร้องให้ DEFRA ให้ความช่วยเหลือให้โรงงานกลับมาเปิดได้อีกครั้ง ท่ามกลางการระบาดของโรคโควิด ๑๙ ขณะเดียวกัน DEFRA เองกำลังเฝ้าติดตามผลกระทบของการระบาดโควิด ๑๙ อย่างใกล้ชิดภายในอุตสาหกรรมการผลิตอาหาร รวมถึง โรงเชือดสัตว์ปีก เพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะไม่เกิดภาวะขาดแคลนอาหารจากการปิดโรงงาน 

 

เอกสารอ้างอิง

McDougal T. 2020. Birds culled as UK forced to close plants due to Covid-19. [Internet]. [Cited 2020 Aug 31]. Available from: https://www.poultryworld.net/Health/Articles/2020/8/Birds-culled-as-UK-forced-to-close-plants-due-to-Covid-19-634009E/

ภาพที่ ๑  ไก่เนื้อมากกว่าแสนตัวในฟาร์มอังกฤษ ถูกทำลายเนื่องจากการปิดโรงเชือดที่ประสบปัญหาการระบาดของโควิด ๑๙



วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2563

ชุดทดสอบเชื้อ เอนเทอโรคอคคัส ซีโครัม ในเป็ดปักกิ่ง

รายงานวิจัยล่าสุดตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ Avian Pathology ว่าด้วยการพัฒนาชุดตรวจสอบ in-house ELISA สำหรับตรวจสอบแอนติบอดีต่อเชื้อแบคทีเรีย เอนเทอโรคอคคัส ซีโครัม ในเป็ดปักกิ่ง โดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสัตวแพทย์ฮานโนเวอร์ เยอรมัน ถึงเวลานี้เชื้อแบคทีเรียชนิดนี้กลายเป็นเชื้ออุบัติใหม่ที่ได้รับความสนใจในแวดวงสัตว์ปีกเป็นอย่างมาก ทั้งในฐานะที่เป็นสาเหตุของขาพิการ ปัญหาคุณภาพซาก และการถ่ายทอดเชื้อทั้งในแนวดิ่งจากแม่สู่ลูก และแนวระนาบทางการกิน และหายใจได้อย่างรวดเร็ว 

เชื้อ เอนเทอโรคอคคัส ซีโครัม หรืออีซี เป็นที่กล่าวกันกันมากในช่วงไม่กี่ปีที่่ผ่านมา มีบทความวิชาการจำนวนมากทั้งที่เป็นทางการ และไม่เป็นทางการอ้างว่าเชื้อชนิดนี้เป็นสาเหตุสำคัญของรอยโรคที่กระดูกในไก่เนื้อ และการติดเชื้อตามระบบในเป็ดปักกิ่ง แม้ว่านักวิชาการจะเห็นความสำคัญของเชื้อก่อโรคชนิดนี้เป็นอย่างดี แต่ก็ยังไม่มีเครื่องมือการวินิจฉัยทางซีโรโลยีสำหรับการตรวจสอบการติดเชื้ออีซีได้ ล่าสุด คณะผู้วิจัยจึงพยายามพัฒนาชุดตรวจสอบอีไลซาขึ้นใช้เองในห้องปฏิบัติการด้วยเทคนิค Indirect ELISA สำหรับตรวจสอบแอนติบอดีที่จำเพาะต่อเชื้ออีซี แล้วลองประเมินชุดทดสอบโดยการตรวจซีรัมจำนวน ๖๗ ตัวอย่างจากเป็ดปักกิ่งที่ทดลองให้ติดเชื้อ และอีก ๗๑๐ ตัวอย่างจากฟาร์มเป็ดปักกิ่งพันธุ์ที่มีการให้วัคซีนเชื้อตาย ย้ำวัคซีนเชื้อตายป้องกันเชื้ออีซี และอีก ๘๐ ตัวอย่างจากเป็ดปักกิ่งเนื้อที่ได้จากฟาร์มพ่อแม่พันธุ์ที่ให้วัคซีน

สัตว์ทดลองทุกกลุ่มที่ทดลองฉีดเชื้อเข้าทางถุงลมให้ผลบวกต่อชุดทดสอบอีไลซาที่พัฒนาขึ้นใหม่ โดยมีค่า S/P ratios หรือค่าเฉลี่ยตัวอย่างทดสอบต่อตัวอย่างบวกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) เป็น ๐.๗๑ ถึง ๒.๗๐ ที่อายุ ๗ ๑๔ และ ๒๑ วันหลังการฉีดเชื้อ ขณะที่ เป็ดที่ให้เชื้อป้อนปาก และกลุ่มควบคุมลบ ยังคงมีผลเลือดเป็นลบ โดยมีค่า S/P ratios เฉลี่ยเป็น ๐.๐ ถึง ๐.๑๕ 

ฟาร์มเป็ดปักกิ่งพันธุ์ที่ให้วัคซีน ๔ ฝูง ก็สามารถตรวจพบแอนติบอดีได้ โดยตัวอย่างร้อยละ ๖๘ ให้ผลเลือดเป็นบวก มีอัตราส่วน S/P ratio สูงที่สุดอายุระหว่าง ๑๖ ถึง ๒๖ สัปดาห์ มีค่ามัธยฐานของ S/P ratios เป็น ๐.๑๕ ถึง ๑.๐๓ แอนติบอดียังคงตรวจพบได้จากบางตัวอย่างในช่วงสัปดาห์ที่ ๖๑ ถึง ๖๗

สำหรับเป็ดปักกิ่งเนื้อไม่สามารถตรวจสอบแอนติบอดีได้เลย การตอบสนองของแอนติบอดีในเป็ดอาจได้รับอิทธิพลมาจากองค์ประกอบของวัคซีนเชื้อตาย

ชุดตรวจสอบอีไลซาที่พัฒนาขึ้นใหม่นี้เป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับตรวจสอบการติดเชื้อ และการให้วัคซีนอีซีที่น่าจะมีโอกาสวางตลาดในธุรกิจสัตว์ปีกเร็วๆนี้ 

เอกสารอ้างอิง

Arne Jung & Silke Rautenschlein (2020) Development of an in-house ELISA for detection of antibodies against Enterococcus cecorum in Pekin ducks, Avian Pathology, 49:4, 355-360, DOI: 10.1080/03079457.2020.1753653


วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2563

ลำแสงอินฟาเรดเพื่อชีวิตที่ีดีของสัตว์ปีก


การวิจัยด้านการผลิตปศุสัตว์ได้เดินทางถึงระดับที่มีความซับซ้อนลึกซึ้งขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา เพื่อแสวงหาหนทางรอดจากปัญหาด้านการผลิต
งานวิจัยตีพิมพ์เกี่ยวกับผลการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ชาวคานาดาในการใช้ลำแสง Mid Infrared Spectromicroscopy จาก infrared synchroton light ที่มีความสว่างสูง ลำแสงนี้เป็นประโยชน์ในการให้ความสว่างสูงนับเป็นหลายล้านเท่าของความสว่างจากดวงอาทิตย์ ถือเเป็นสุดยอดนวัตกรรมด้าน Spectrophotometer และ Microscopy ที่ช่วยให้ diffraction-limited spactial resolution ที่กล่าวมาข้างต้นฟังแล้วเสมือนเทคโนโลยีจากอวกาศ แต่ไม่ใช่เลยตอนนี้ได้อยู่ในมือของนักวิจัย Andrew Olkowski และคณะนักวิจัย พยายามทำความเข้าใจปัญหาไก่เนื้อโตเร็วจากโรคหัวใจ ด้วยความช่วยเหลือจากเทคโนโลยีนี้จากมหาวิทยาลัย Saskatschewan เป็นไปได้ที่จะค้นพบโปรตีนที่ถูกทำลาย และผิดรูปที่สะสมอยู่ในหัวใจ ปัญหาเล็กๆที่ซุกซ่อนอยู่ในโปรตีนภายในกล้ามเนื้อหัวใจ นักวิจัยต่อยอดการศึกษาไปยังสุขภาพสัตว์ปีก และสาเหตุสำคัญของโรค เพื่อให้สุขภาพของไก่นับล้านตัวมีสุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดี ก้าวเข้าสู่บริบทของสวัสดิภาพสัตว์ ภาคการผลิตเชิงอุตสาหกรรมก็จะได้ประโยชน์จากผลผลิตที่ดีขึ้น และสร้างความมั่นคงทางอาหาร
โครงการวิจัยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแวดวงสุขภาพสัตว์ปีก แต่ยังขยายขอบเขตไปยังพันธุกรรม อุปกรณ์การเลี้ยงสัตว์ โภชนาการ การใช้สารเติมอาหารทางเลือกใหม่ การผลิตสัตว์ปีกอย่างแม่นยำ ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม การใช้ และการผลิตพลังงานทางเลือกใหม่ และอื่นๆ

เอกสารอ้างอิง
Ruiz B. 2020. A beam of infrared light for the well-being of poultry. [Internet]. [Cited 2020 Jun 28]. Available from: https://www.wattagnet.com/blogs/25-latin-america-poultry-at-a-glance/post/40812-a-beam-of-infrared-light-for-the-well-being-of-poultry
ภาพที่ ๑  การวิจัยด้านปศุสัตว์เดินทางมาถึงเวลาที่ใช้เทคโนโลยีที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เพื่อให้อุตสาหกรรมก้าวผ่านปัญหาที่เคยประสบมาก่อน (แหล่งภาพ KANIN.studio | AdobeStock.com)



เบตา บักส์ เดินหน้าโปรตีนแมลงสำหรับสัตว์ปีก

  เบตา บักส์ ได้เสริมความแข็งแกร่งให้กับสถานะของบริษัทในฐานะหนึ่งในผู้เล่นที่ถูกจับตามองมากที่สุดในอุตสาหกรรมโปรตีนจากแมลง หลังประกาศความคืบ...