วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

นักวิจัยพัฒนาเครื่องมือศึกษาเชื้อไวรัสกัมโบโรสายพันธุ์ใหม่

 นักวิจัยที่สถาบันเพอร์ไบรต์พัฒนาเครื่องมือและเทคนิคใหม่ เพื่อศึกษาการตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน จากการให้วัคซีนกัมโบโรชนิดแวเรียนต์ต่างๆกัน

               โรคกัมโบโร หรือไอบีดี เป็นโรคสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตสัตว์ปีกทั่วโลก โดยเชื้อไวรัสไม่เพียงก่อโรคอย่างรุนแรงเท่านั้น แต่ยังกดการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันของสัตว์ปีก ส่งผลให้มีความไวรับต่อการติดเชื้ออื่นๆ

               วิธีการหลักของการป้องกันสัตว์ปีกจากโรคนี้เป็นการให้วัคซีน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีเชื้อไวรัสแวเรียนต์หลายสายพันธุ์ในพื้นที่ต่างๆกันทั่วโลก จำเป็นต้องค้นคว้าวัคซีนสายพันธุ์เดี่ยวที่ช่วยให้เกิดการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันกับสายพันธุ์แวเรียนต์หลายๆสายพันธุ์ได้ และวัคซีนดังกล่าวจะสามารถป้องกันโรคจากสายพันธุ์แวเรียนต์ได้เท่าไร

รีเวอร์สจีเนติกส์ (Reverse genetics)

               เป็นการยากลำบากที่จะได้รับเชื้อไวรัสจากประเทศต่างๆ แต่นักวิจัยจากสถาบันเพอร์ไบรต์ ได้พัฒนาเทคนิค รีเวิร์สจีเนติกส์ ในห้องปฏิบัติการ เพื่อใช้ในการทำวิศวพันธุกรรมให้ได้สายพันธุ์ของเชื้อไวรัสกัมโบโร ที่คล้ายคลึงกับสายพันธุ์ที่ระบาดในสหราชอาณาจักร และยุโรป ออสเตรเลีย จีน และเม็กซิโก

               ในการศึกษาครั้งนี้ ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ the Journal of Virology นักวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาเครื่องมือใหม่สำหรับการทดสอบวัคซีนยุโรป และตรวจประเมินการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันให้ครอบคลุมกับเชื้อไวรัสสายพันธุ์ต่างๆจากประเทศ และทวีปต่างๆ

               นักวิจัยพบว่า วัคซีนจากยุโรปให้การตอบสนองอย่างดีมากกับสายพันธุ์ที่พบในสหราชอาณาจักร และยุโรป แต่ไม่ดีนักกับบางสายพันธุ์จากหลายประเทศ หากสายพันธุ์เหล่านี้ระบาดในสหราชอาณาจักร ก็จะเกิดความเสี่ยงที่วัคซีนที่ใช้ในสหราชอาณาจักรจะไม่สามารถป้องกันโรคได้

               นักวิจัยกำลังใช้เครื่องมือและเทคนิคใหม่ เพื่อพัฒนาวิธีการศึกษาเพื่อหาเหตุผลว่าทำไมวัคซีนดังกล่าวจึงให้การตอบสนองทางภูมิคุ้มกันได้ไม่ดี 

               ดร.วิชี เร้ดดี้ นักวิจัยหลังปริญญาเอกอาวุโส กำลังศึกษาการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสสำคัญที่มีความสำคัญต่อการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่แตกต่างกันจากการให้วัคซีน และตั้งใจจะใช้พัฒนาวัคซีนในอนาคต เพื่อป้องกันเชื้อไวรัสให้ครอบคลุมทุกแวเรียนต์

เอกสารอ้างอิง

Mcdougal T. 2023. Researchers develop tool to understand new IBD variants. [Internet]. [Cited 2023 Feb 3]. Available from: https://www.poultryworld.net/health-nutrition/health/researchers-develop-tool-to-understand-new-ibd-variants/

ภาพที่ ๑ ดร.วิชี เร้ดดี้ นักวิจัยหลังปริญญาเอกอาวุโส กำลังศึกษาการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสสำคัญที่มีความสำคัญต่อการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่แตกต่างกันจากการให้วัคซีน (แหล่งภาพ Markus Spiske)




วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

หวัดนกระบาดในชิลี และพบผู้ติดเชื้อในเอกวาดอร์

 ชิลีตรวจพบเชื้อไวรัสไข้หวัดนกสับไทป์เอช ๕ เอ็น ๑ จากไก่ตายในแถบบัลปาราอีโซ ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญผลิตสัตว์ปีก มาตรการป้องกันถูกประกาศแล้วทั่วประเทศ  

               ในเวลานี้ ประเทศย่านละตินอเมริกาหลายประเทศ กำลังประสบปัญหาการระบาดของโรคไข้หวัดนก เริ่มตั้งแต่ที่ชิลีเมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๕๖๕ จากนกเพลิแกน ก่อนที่จะตรวจพบรายล่าสุด การระบาดทุกครั้งพบในพื้นที่ที่ไม่มีการผลิตสัตว์ปีก

                ชิลี ประกาศปลอดโรคไข้หวัดนกในต้นปี พ.ศ. ๒๕๖๓ ขณะที่ ประเทศชิลียังไม่พบรายงานการติดเชื้อในสัตว์ปีกหลังบ้าน หรือฟาร์มเลี้ยงสัตว์ปีกเชิงพาณิชย์ หน่วยงานปศุสัตว์ของชิลี (Agriculture and Livestock Service, SAG)  รายงานว่า กำลังได้รับตัวอย่างนกทะเลป่วย หรือตายเพิ่มมากขึ้น  

เตือนภัยโรคระบาดอย่างรวดเร็ว

               ประธานสมาคมส่งออกเนื้อสัตว์ชิลี Juan Carlos Dominguez แสดงความชื่นชมที่ระบบการตรวจ และเตือนภัยโรคระบาด ช่วยให้ภาคเอกชนตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว

               ทีมเอสเอจีตรวจติดตามเชื้อไวรัสอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะ เมื่อพบเชื้อไวรัสระบาดในสหรัฐฯ ก็ได้เพิ่มความพยายามขึ้นอีกสองเท่า โดยเฉพาะ ในนกทะเล หลายปีที่ผ่านมา ผู้ผลิตและส่งออกเนื้อไก่ได้พยายามเพิ่มมาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพ สำหรับรับมือกับการกลับมาใหม่ของโรคไข้หวัดนก

ตลาดส่งออกเนื้อไก่ชิลี

                 ชิลี สามารถผลิตเนื้อไก่ได้ ๖๗๕,๑๕๒ ตัน และเนื้อไก่งวง ๗๑,๖๑๔ ตัน ในปี พ.ศ. ๒๕๖๔ การส่งออกเนื้อไก่เพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๑ ในปี พ.ศ. ๒๕๖๕ เป็น ๒๑๔,๐๐๐ เมตริกตัน และมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ ๒๘ การส่งออกเนื้อไก่งวง เพิ่มขึ้นร้อยละ ๒๕ เป็น ๓๐๐,๐๐๐ ตัน

ผู้ติดเชื้อในเอกวาดอร์

               กระทรวงสาธารณสุขเอกวาดอร์ยืนยันผู้ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนกเป็นรายแรกเป็นเด็กหญิงวัย ๙ ปีในจังหวัดโบลิวาร์ เป็นการติดเชื้อในมนุษย์ที่มีโอกาสพบได้น้อย และเป็นรายแรกในอเมริกาใต้ หนึ่งเดือนภายหลังจากที่ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสุขภาพสัตว์ การติดเชื้อโรคไข้หวัดนกในมนุษย์มีตั้งแต่อาการน้อยไปจนถึงรุนแรง รวมถึง เสียชีวิต สำหรับผู้ติดเชื้อรายล่าสุดนั้น เชื้อไวรัสเอช ๕ เอ็น ๑ ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงมาก ตามความเห็นของฟรานซิสโก เปเรส จากกระทรวงสาธารณสุขเอกวาดอร์เมื่อวันที่ ๑๐ มกราคมที่ผ่านมา ผู้ป่วยแสดงอาการเพียงเล็กน้อยเมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม และได้ให้การรักษาเฉพาะแห่งแล้ว

               อ้างอิงตามศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ การแพร่กระจายของเชื้อไวรัสที่ก่อโรคจากเอช ๕ เอ็น ๑ ในมนุษย์พบได้ยาก

               ขณะนี้ กระทรวงสาธารณสุขเอกวาดอร์กำลังติดตามทั้งในมนุษย์ และสัตว์อย่างใกล้ชิด เชื่อว่า เด็กที่ติดเชื้อมาจากการสัมผัสกับสัตว์ป่วย จนถึงเวลานี้ก็ยังไม่มีรายงานเพิ่มเติม

ภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์

               ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๕ เอกวาดอร์ได้ประกาศเตือนด้านสาธารณสุข และเดือนธันวาคม ประกาศเตือนด้านระบาดวิทยา สำหรับในสัตว์ปีก สัตว์ปีกหลายพันตัวถูกทำลายเพื่อควบคุมโรคในเมือง Cotopaxi และ Bolívar 

               โรคไข้หวัดนกได้สร้างความเสียหายต่อสัตว์ปีกจำนวนมากตั้งแต่ปีที่แล้ว ทั้งในยุโรป เอเชีย และอเมริกาเหนือ รวมถึง สหรัฐฯ ซึ่งมีรายงานการติดเชื้อในมนุษย์รายแรกเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว

               หลังจากลุกลามจากอเมริกาเหนือและกลาง เชื้อไวรัสก่อโรคไข้หวัดนกได้เข้าสู่อเมริกาใต้ผ่านทางโคลัมเบีย และเข้าสู่เวเนซูเอลา เปรู เอกวาดอร์ และชิลี ยังไม่มีรายงานโรคในอาร์เจนตินา บราซิล ปารากวัย และอุรุกวัย ทั่วโลก สัตว์ปีกที่เลี้ยงเชิงพาณิชย์หลายร้อยล้านตัวถูกทำลาย เพื่อควบคุมการระบาด และนกป่าหลายล้านตัวตายจากการติดเชื้อ

เอกสารอ้างอิง

Azevedo D. 2023. Bird flu detected in Chile and human case reported in Equador. [Internet]. [Cited 2023 Jan 16]. Available from: https://www.poultryworld.net/health-nutrition/health/bird-flu-detected-in-chile-and-human-case-reported-in-equador/

ภาพที่ ๑ แพทย์ในเอกวาดอร์ (แหล่งภาพ Equador's Ministry of Public Health)



วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

ตรวจพบสารปนเปื้อนในไข่ไก่อินทรีย์เดนมาร์ก

 ไข่แดงอินทรีย์พบสารเคมีปนเปื้อนจากสิ่งแวดล้อม และสารโพลีฟลูออโรอัลคิล (polyfluoroalkyl substances, PFAS)  ในเดนมาร์ก

            สารเคมีจากสิ่งแวดล้อมปนเปื้อนครั้งนี้เชื่อว่ามาจากปลาป่นที่ผสมในอาหารสัตว์ สำหรับแม่ไก่อินทรีย์ การตรวจพบสารปนเปื้อนครั้งนี้ ทำให้เกิดความกังวลว่า เด็กที่รับประทานไข่อินทรีย์อาจเกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพได้

            สถาบันอาหารแห่งชาติเดนมาร์ก (Danish National Food Institute) ร่วมกับสำนักสุขภาพสัตว์ และอาหารแห่งเดนมาร์ก (Danish Veterinary and Food Administration) ตรวจพบสารปนเปื้อนระดับต่ำในไข่ไก่ที่เลี้ยงแบบปล่อยอิสระ และขังกรง

สารตกค้างตลอดกาล (Forever chemicals)

            พีเอฟเอเอส เป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นสารตกค้างตลอดกาล เนื่องจาก ไม่เกิดการเสื่อมสภาพในสิ่งแวดล้อม และเมื่อกินเข้าไปต้องใช้เวลา ๓ ถึง ๗ ปีก่อนที่ความเข้มข้นของสารจะลดลงครึ่งหนึ่ง

            ศาตราจารย์ คิต แกนบี แห่งสถาบันอาหารดีทียู (DTU National Food Institute) อ้างว่า ภาคการผลิตอาหารสัตว์ในเดนมาร์ก สมัครใจที่จะหาวัตถุดิบชนิดอื่นๆทดแทนในอาหารอินทรีย์สำหรับแม่ไก่ไข่อินทรีย์ และประเด็นนี้ได้ถูกรายงานต่อสหภาพยุโรปแล้ว

            หน่วยงานปศุสัตว์ของรัฐจะวางแผนตรวจติดตามระดับชาติอย่างใกล้ชิด เพื่อควบคุมการปนเปื้อนของสารพีเอฟเอเอสในวัตถุดิบอาหารหลัก เพื่อรายงานความก้าวหน้าต่อสหภาพยุโรป เพื่อคุ้มครองสุขภาพของผู้บริโภคจากการได้รับสารเคมีปนเปื้อนในอาหาร

การปนเปื้อนในปลาป่น

             สาเหตุสำหรับการปนเปื้อนในปลาป่น เชื่อว่า แหล่งอาหารที่มาจากมหาสมุทร และอาหารทะเล ได้รับผลกระทบจากมลภาวะในบรรยากาศที่เกิดการสะสมของสารพีเอฟเอเอส แล้วปนเปื้อนต่อไปยังปลาป่น

            สำนักความปลอดภัยอาหารยุโรป (European Food Safety Authority, EFSA) ได้กำหนดค่ามาตรฐานไว้เมื่อต้นปีนี้ ปริมาณสารเคมีชนิด พีเอฟเอเอส ทั้งหมด (ประกอบด้วย พีเอฟโอเอ พีเอฟเอ็นเอ พีเอฟเอชเอ็กซ์เอส และพีเอฟโอเอส) ที่ยอมรับได้ต่อสัปดาห์ ๔.๔ นาโนกรัมต่อน้ำหนักตัว ๑ กิโลกรัมต่อสัปดาห์ กรณีเด็กรับประทานไข่ไก่ ๕ ถึง ๖ ฟองต่อสัปดาห์ จะได้ได้รับปริมาณ ๑๐ นาโนกรัมต่อกิโลกรัมต่อสัปดาห์ นอกจากนั้น พลเมืองในเดนมาร์กทั้งหมดมีโอกาสได้รับพีเอฟเอเอสจากแหล่งอาหารอื่นๆอีกมากมายทำให้การได้รับโดยรวมเพิ่มขึ้นอีก

            เด็กมีความเสี่ยงจากการได้รับสารพีเอฟเอเอสจากการบริโภคไข่ไก่มากกว่าสองเท่าของปริมาณที่ยอมรับได้อย่างปลอดภัย นับว่าเป็นความเสี่ยงต่อสุขภาพอย่างมาก

            อย่างไรก็ตาม สารพีเอฟเอเอส ก็ไม่ใช่สารพิษที่จะทำให้ป่วยได้ในทันที แต่ต้องได้รับในปริมาณมากติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี จึงจะมีผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน   

เอกสารอ้างอิง

Mcdougal T. 2023. Environmental contaminant found in organic egg yolks in Denmark. [Internet]. [Cited 2023 Feb 1]. Available from: https://www.poultryworld.net/poultry/layers/environmental-contaminant-found-in-organic-egg-yolks-in-denmark/

ภาพที่ ๑ ไข่แดงจากไข่ไก่อินทรีย์ในเดนมาร์กตรวจพบสารเคมีปนเปื้อนจากสิ่งแวดล้อม (แหล่งภาพ Canva)



วันพฤหัสบดีที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2566

๑๐๐ องศาฟาเรนไฮต์เป็นตัวเลขมหัศจรรย์ในโรงฟัก

 โรงฟักมีบทบาทสำคัญต่อคุณภาพลูกไก่แรกเกิด และผลผลิตของสัตว์ปีกในช่วงสัปดาห์แรก นักศึกษาปริญญาเอก มหาวิทยาลัยวาเคอนิงเงิน ค้นพบปัจจัยที่น่าสนใจที่อาจส่งผลให้ไก่เนื้อรับมือกับโรคติดเชือ้ได้ เช่น โรคลำไส้อักเสบแบบมีเนื้อตาย และโคลัยบาซิลโลซิส นั่นคือ การรักษาอุณหภูมิที่ผิวเปลือกไข่ไว้ที่ ๑๐๐ องศาฟาเรนไฮต์ หรือ ๓๗.๗๘ องศาเซลเซียสตลอดระยะเวลาการบ่มไข่ฟัก  

            ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจกับเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ กระตุ้นให้เกิดความสนใจในการค้นหาทางเลือกใหม่สำหรับการป้องกัน และควบคุมโรคติดเชื้อ วิธีการหนึ่งคือ รีไซเลนซ์ (animal resilence) เป็นการส่งเสริมให้สัตว์สามารถปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม เช่น โรคติดเชื้อ และฟื้นฟูสุขภาพให้เกิดสูญเสียต่อการทำหน้าที่ของร่างกายน้อยที่สุด การรีไซเลนซ์สำหรับโรคติดเชื้อ สามารถประเมินได้ ๓ ส่วน ได้แก่ ความต้านทานต่อการติดเชื้อ ความทนทานระหว่างการติดเชื้อ และการฟื้นตัวจากการติดเชื้อ งานวิจัยด้านสุขภาพสัตว์ส่วนใหญ่เน้นเพียง ๑ ใน ๓ ส่วนนี้เท่านั้น ขณะที่ จำเป็นต้องรวมไว้ทั้งสามข้อเพื่อให้บรรลุข้อสรุปที่แท้จริงถึงปัจจัยที่ช่วยในการควบคุมโรคได้ งานวิจัยครั้งล่าสุดนี้จะครอบคลุมทุกส่วนที่ส่งผลกระทบต่อโรคทางเดินอาหาร และทางเดินหายใจ

               สิ่งแวดล้อมในช่วงแรกของชีวิตจะมีผลกระทบต่อชีวิตของสัตว์ไปอีกยาวนาน ดังนั้น จึงสนับสนุนแนวความคิดเรื่อง รีไซเลนซ์ อย่างไรก็ตาม ผลของสิ่งแวดล้อมในช่วงแรกของชีวิตต่อโรคติดเชื้อในไก่เนื้อยังไม่ค่อยมีการศึกษากันมากนัก ข้อแรก อุณหภูมิสำหรับการฟักอาจส่งผลกระทบต่อ รีไซเลนซ์ในช่วงชีวิตถัดมา เนื่องจาก ผลกระทบต่อการพัฒนาตัวอ่อน คุณภาพลูกไก่แรกเกิด และการเจริญเติบโตในเวลาต่อมา อุณหภูมิที่เปลือกไข่อย่างสม่ำเสมอ (Constant eggshell temperature, EST) ระหว่างการฟักไข่ที่ ๑๐๐ องศาฟาเรนไฮต์เหมาะสมที่สุด อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยบางกลุ่มก็เห็นต่างกันว่า อุณหภูมิที่สูงกว่านี้ ๑๐๒ องศาฟาเรนไฮต์ (๓๘.๘๙ องศาเซลเซียส) ระหว่างช่วงกลางของการฟัก และต่ำลงที่ ๙๘ องศาฟาเรนไฮต์ (๓๖.๖๗ องศาเซลเซียส) ระหว่างช่วงท้ายของการฟักน่าจะเหมาะกับการพัฒนาตัวอ่อนและลูกไก่ ผู้วิจัยจึงเชื่อว่า รูปแบบของอุณหภูมิในระหว่างการฟักมีส่วนช่วยในกระบวนการรีไซเลนซ์ในไก่เนื้อได้เช่นเดียวกัน ข้อที่สอง การเคลื่อนที่เข้าหาอาหารและน้ำครั้งแรกภายหลังการฟัก มีอิทธิพลต่อกระบวนการรีไซเลนซ์ของไก่เนื้อในช่วงชีวิตถัดมา ในทางปฏิบัติแล้ว ลูกไก่เนื้อเข้าถึงอาหาร และน้ำโดยตรงได้ภายหลังการฟัก เรียกว่า การให้อาหารเร็ว (early feeding) หรือเข้าหาอาหารและน้ำช้าออกไปจนกระทั่งลงลูกไก่ในฟาร์มเรียบร้อยแล้ว เรียกว่า การให้อาหารช้า (delayted feeding)  

               นักวิชาการทราบกันอยู่แล้วว่า กลยุทธ์การให้อาหารภายหลังการฟัก ส่งผลต่อการตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน และการเจริญเติบโตจนถึงอายุจับ แต่ยังไม่ทราบถึงผลกระทบต่อกระบวนการรีไซเลนซ์ต่อโรคติดเชื้อในไก่เนื้อ นอกจากนั้น ปฏิสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิการฟัก และกลยุทธ์การให้อาหารภายหลังการฟักเป็นตัว ยังไม่เคยศึกษามาก่อนจนถึงปัจจุบัน นักวิจัยจึงตั้งสมมติฐานว่า รูปแบบของ EST ที่เหมาะสม ร่วมกับการให้อาหารเร็ว จะส่งผลต่อกระบวนการรีไซเลนซ์ในการเลี้ยงไก่เนื้อได้

ภาพที่ ๑ การทดลองด้วยการปรับเปลี่ยนอุณหภูมิการฟักต้องใช้วิธีการควบคุมอุปกรณ์ที่แตกต่างจากปรกติ (แหล่งภาพ Brockotter)








 วิธีการวิจัย

การทดลองที่ ๑ ศึกษาผลของรูปแบบ EST ต่อคุณภาพลูกไก่แรกฟัก โดยเฉพาะ การพัฒนาอวัยวะในระบบภูมิคุ้มกัน การตอบสนองทางภูมิคุ้มกันในเวลาต่อมา และการเจริญเติบโต ผลการศึกษายังไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่างๆข้างต้น ผลการทดลองพบว่า EST ในช่วงท้ายต่ำลงก็ยิ่งทำให้การเจริญเติบโตจนถึงอายุจับต่ำลงด้วย เชื่อว่าเป็นผลมาจากช่วงเวลาการฟักที่ช้าออกไป และเวลาสำหรับการเจริญเติบโตน้อยลง สำหรับระบบภูมิคุ้มกัน กรณี EST ช่วงกลางสูงขึ้น หรือ EST ช่วงท้ายต่ำลง ช่วยให้เกิดความแตกต่างของรูปร่างต่อมเบอร์ซาในลูกไก่แรกเกิดอย่างชัดเจนเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม รวมถึง รูปแบบของเซลล์เม็ดเลือดขาว  นอกจากนี้ แนวโน้มอัตราการตายที่สูงขึ้นในช่วงการเลี้ยงทั้งหมด พบว่า EST ในช่วงท้ายต่ำลงเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม บ่งชี้ว่า อุณหภูมิการฟักไข่มีอิทธิพลต่อการเลี้ยงไก่เนื้อ และระบบภูมิคุ้มกัน แต่ผลต่อกระบวนการรีไซเลนซ์ยังไม่ทราบแน่ชัด เนื่องจาก ยังไม่พบความสัมพันธ์ระหว่าง EST ช่วงกลางที่สูงขึ้น และ EST ช่วงท้ายที่ต่ำลง ผลกระทบของ EST จึงนำมาทดสอบแยกจากกันในอีกสองการทดลองติดตามมา โดยรวมเอากลยุทธ์การให้อาหารภายหลังการฟักเป็นตัวลูกไก่รวมไว้ด้วย 

การทดลองที่ ๒ เป็นการศึกษาอุณหภูมิการฟักในช่วงท้ายที่ต่ำลง กลยุทธ์การให้อาหารภายหลังการฟักเป็นตัวลูกไก่ โดยมีทั้งให้อาหารเร็ว หรือช้าลง ๔๘ ชั่วโมง และความสัมพันธ์ของปัจจัยเหล่านี้ต่อกระบวนการรีไซเลนซ์ต่อโรคลำไส้อักเสบแบบมีเนื้อตาย ตลอดช่วงอายุ ๔ สัปดาห์ โรคลำไส้อักเสบแบบมีเนื้อตาย เหนี่ยวนำโดยการป้อนเชื้อ บิด และเชื้อ คลอสตริเดียม เพอร์ฟริงเจนส์ เก็บข้อมูลอัตราการตาย และน้ำหนักรายตัวเป็นรายวันเป็นเวลา ๒ สัปดาห์ภายหลังการป้อนเชื้อ แล้ววัดจำนวนไข่บิด หรือโอพีจี และอัตราการป่วยที่อายุ ๒๘ และ ๒๙ วัน ไม่พบความสัมพันธ์ระหว่าง EST และกลยุทธ์การให้อาหารภายหลังการฟักเป็นตัวลูกไก่ ต่อกระบวนการรีไซเลนซ์ต่อโรค EST ช่วงท้ายที่ต่ำลง ลดกระบวนการรีไซเลนซ์ต่อโรคลำไส้อักเสบแบบมีเนื้อตายเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม จากความเสียหายที่สูงขึ้นต่ออัตราการเจริญเติบโต และค่าโอพีจีที่สูงขึ้น การให้อาหารเร็วมีแนวโน้มส่งเสริมกระบวนการรีไซเลนซ์ต่อโรคลำไส้อักเสบแบบมีเนื้อตายเปรียบเทียบกับการให้อาหารช้า จากอัตราการตายที่ต่ำลง การป่วยจากโรคประเมินจากรอยโรคที่ลำไส้ที่อายุ ๒๘ และ ๒๙ วัน ไม่ได้รับอิทธิพลจาก EST หรือกลยุทธ์การให้อาหารภายหลังการฟักเป็นตัวลูกไก่

               การทดลองที่ ๓ ศึกษาผลของอุณหภูมิการฟักไข่ช่วงกลางที่สูงขึ้น กลยุทธ์การให้อาหารภายหลังการฟักเป็นตัวลูกไก่ และความสัมพันธ์ของปัจจัยเหล่านี้ต่อกระบวนการรีไซเลนซ์ต่อโรคโคลัยบาซิลโลซิสในไก่เนื้อ โรคโคลัยบาซิลโลซิสถูกเหนี่ยวนำที่อายุ ๘ วัน ชั่งน้ำหนักทุกวันเป็นเวลา ๑๓ วัน บันทึกอัตราการป่วย ๖ ครั้งหลังการให้เชื้อ และอัตราการตายทุกวัน ผลการทดลอง แสดงให้เห็นว่า EST ช่วงกลางที่สูงขึ้น ช่วยลดโอกาสในการรอดชีวิตจากโรคโคลัยบาซิลโลซิส นอกจากนั้น การให้อาหารเร็วจะช่วยลดอุบัติการณ์การติดเชื้อเฉพาะที่ การสูญเสียน้ำหนักตัวรายวันลดลง และอัตราการเจริญเติบโตสูงขึ้นจนกระทั่งจับ นอกจากนั้น ยังพบความสัมพันธ์ระหว่าง EST และกลยุทธ์การให้อาหารหลังฟัก เมื่อ EST ช่วงกลางสูงขึ้น การให้อาหารเร็วจะเพิ่มอุบัติการณ์ของโรคขึ้น แต่ไม่รุนแรง บ่งชี้จาก อัตราการพบเชื้อ อี.โคลัย ในเลือดของไก่เนื้อ และรอยโรคในตับและ/หรือเยื่อหุ้มหัวใจที่สูงขึ้น ในกลุ่มควบคุม การติดเชื้อตามระบบไม่ได้มีผลกระทบจากกลยุทธ์การให้อาหาร และความรุนแรงของรอยโรคเฉลี่ยโดยรวมต่ำลง สำหรับการให้อาหารเร็วเปรียบเทียบกับการให้อาหารช้า

              โดยสรุปแล้ว EST ช่วงกลางที่สูงขึ้นน่าจะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาตัวอ่อน และยังส่งผลทางลบต่อประโยชน์ที่ควรจะได้รับจากการให้อาหารเร็วที่มีต่อกระบวนการรีไซเลนซ์ในไก่เนื้อ ซึ่งสามารถพบได้จากกลุ่มควบคุม EST นักวิจัยยังไม่พบความสัมพันธ์กับกลไกทางชีววิทยาที่ใช้อธิบายผลการทดลองนี้ อาจเป็นผลมาจากความเครียดที่เกิดขึ้น เมื่อระดับของฮอร์โมนคอร์ติโคสเตอโรนมีระดับสูงขึ้นในลูกไก่ที่ให้อาหารช้า ความเครียดมีผลกระทบทางลบต่อระบบภูมิคุ้มกันอ อย่างไรก็ตาม ยังไม่พบความแตกต่างของความเครียดในแต่ละกลุ่มการทดลอง ควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ เมตาโบลิซึมของสารอาหาร ภูมิคุ้มกัน ความสามารถในการควบคุมอุณหภูมิ หรือบางสิ่งที่อาจแตกต่างกันไปบ้าง โดยสรุปแล้ว นักวิจัยยังไม่เข้าใจแน่ชัด และจำเป็นต้องมีงานวิจัยพื้นฐานสำหรับศึกษาเชิงลึกต่อไปว่า สภาวะในช่วงแรกเกิดของลูกไก่ส่งผลต่อกระบวนการรีไซเลนซ์ในไก่เนื้อต่อการติดเชื้อโรคอย่างไรบ้าง  

ภาพที่ ๒ อุณหภูมิที่ผิวเปลือกไข่ถูกตรวจติดตามอย่างใกล้ชิด ด้วยเซนเซอร์รายฟอง (แหล่งภาพ Brockotter)   






อุณหภูมิคงที่

               ทั้ง EST ช่วงกลางที่สูงขึ้น และ EST ช่วงท้ายที่ต่ำลง ส่งผลต่อการลดกระบวนการรีไซเลนซ์ต่อการติดเชื้อในไก่เนื้อเปรียบเทีบกับ EST ด้วยอุณหภูมิคงที่ ๑๐๐ องศาฟาเรนไฮต์ หรือ ๓๗.๗๘ องศาเซลเซียส สิ่งที่ตรงกันข้ามกับสมมติฐาน รูปแบบ EST ข้างต้นอางส่งผลเสียต่อพัฒนาการตัวอ่อน นอกจากนั้น การพัฒนาตัวอ่อนที่ไม่ดีสามารถส่งผลกระทบทางลบต่อกลยุทธ์การให้อาหารภายหลังการฟักเป็นตัวที่มีต่อกระบวนการรีไซเลนซ์ในไก่เนื้อได้

ภาพที่ ๓ ลูกไก่แรกเกิดทุกตัวถูกประเมิน และตรวจติดตามระหว่างการเลี้ยง (แหล่งภาพ Brockotter)









การจัดการ EST ที่ไม่เหมาะสม ร่วมกับการให้อาหารเร็ว อาจไปเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อตามระบบ ขณะที่ โดยทั่วไปแล้ว ไก่เนื้อที่ให้อาหารเร็วจะมีกระบวนการรีไซเลนซ์ต่อโรคติดเชื้อได้ดีกว่าไก่เนื้อที่ให้อาหารช้าไป ๔๘ ชั่วโมงอย่างชัดเจนมาก ความเบี่ยงเบนของอุณหภูมิที่เปลือกไข่เล็กน้อย ระหว่างการฟักราว ๒ องศาฟาเรนไฮต์ อาจส่งผลอย่างมากต่อกระบวนการรีไซเลนซ์ต่อโรคในช่วงเวลาถัดมาของการเลี้ยงไก่ สิ่งที่สำคัญสำหรับการฟักไข่ แนะนำว่า การรักษาอุณหภูมิเป้าหมายที่ ๑๐๐ องศาฟาเรนไฮต์ หรือ ๓๗.๗๘ องศาเซลเซียสที่เปลือกไข่คงที่ไว้ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงเสร็จสิ้น เป็นสิ่งจำเป็นต่อความสำเร็จในการเลี้ยงไก่เนื้อ อุณหภูมิที่เปลือกไข่คงที่ ๑๐๐ องศาฟาเรนไฮต์ หรือ ๓๗.๗๘ องศาเซลเซียส จะสร้างผลลัพธ์ที่มหัศจรรย์ในกระบวนการฟักไข่    

ภาพที่ ๔  Dr Jan Wijnen กล่าวไว้ว่า การจัดการช่วงแรกของชีวิต จะส่งผลต่อกระบวนการรีไซเลนซ์ไปได้ตลอดชีวิต (แหล่งภาพ Brockotter)   









เอกสารอ้างอิง  

Brockotter F. 2023. 100°F is where the magic happens in the hatchery. [Internet]. [Cited 2023 Jan 9]. Available from: https://www.poultryworld.net/poultry/layers/100f-is-where-the-magic-happens/

วันอังคารที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2566

นิวซีแลนด์เข้มงวดเชื้อแคมไพโลแบคเตอร์

 นักวิจัยในนิวซีแลนด์เรียกร้องให้ภาครัฐฯ กำหนดมาตรการที่เข้มงวดเพิ่มขึ้นในการควบคุมเชื้อแคมไพโลแบคเตอร์

               นักวิจัยพบว่า เนื้อไก่สดเป็นแห่งสำคัญที่ใหญ่ที่สุดแหล่งเดียวของโรคติดเชื้อแคมไพโลแบคเตอร์ในประเทศ เป็นปัญหาด้านความปลอดภัยอาหารที่ใหญ่ที่สุดในเวลานี้ ขณะเดียวกัน นักวิจัยได้เสนอให้ภาครัฐฯ พยายามค้นคว้าวิธีการควบคุมเชื้อแคมไพโลแบคเตอร์ในเนื้อไก่ อ้างอิงตามวารสารวิชาการ Epidemiology and Infection สำหรับการจัดการความปลอดภัยอาหารที่จำเป็นต้องเปลี่ยนเป็นหน่วยงานควบคุมที่มีความเป็นอิสระ เป็นส่วนหนึ่งของหน่วยงานสาธารณสุข เนื้อไก่สด มีบทบาทสำคัญต่อการเกิดโรคติดเชื้อแคมไพโลแบคเตอร์ ๕๓๙,๐๐๐ ราย เข้าโรงพยาบาล ๕,๔๘๐ ราย และเสียชีวิต ๒๘๔ ราย สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจราว ๓๘๐ ล้านเหรียญสหรัฐฯ ระหว่างช่วงปี พ.ศ. ๒๕๕๒ ถึง ๒๕๖๑ เมื่อเปรียบเทียบกับสถิติจากทั่วโลก ในปี พ.ศ. ๒๕๖๑ อุบัติการณ์สูงกว่าสหรัฐฯมากกว่า ๗ เท่า อ้างอิงตามวารสารวิชาการ International Journal of Infectious เนื้อสัตว์ปีกเป็นแหล่งสำคัญของการติดเชื้อแคมไพโลแบคเตอร์ในนิวซีแลนด์

ข้อเสนอเพื่อแก้ไขปัญหา

               นิวซีแลนด์ผลิตเนื้อสัตว์ปีกเกือบทั้งหมดภายในประเทศ ดังนั้น จึงเป็นการเหมาะสมที่จะวางแผนการจัดการปัญหาตามข้อเสนอของนักวิจัย  ผลกระทบต่อสุขภาพผู้บริโภค และเศรษฐกิจ การควบคุมเชื้อแคมไพโลแบคเตอร์ที่สัมพันธ์กับการปนเปื้อนเนื้อไก่สดควรเป็นความสำคัญลำดับแรกสำหรับกระทรวงอุตสาหกรรมพื้นฐาน (Ministry for Primary Industries, MPI)   และสำนักงานมาตรฐานอาหารออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ (Food Standards Australia New Zealand, FSANZ) นักวิจัย แนะนำให้ MPI กำหนดปริมาณเชื้อแคมไพโลแบคเตอร์ต่ำลงสำหรับเนื้อสัตว์ปีกสด และ FSANZ ต้องกำหนดให้มีป้ายเตือนผู้บริโภค ผู้บริโภคเองก็ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปยังอาหารที่ปลอดภัยกว่า เช่น เลือกซื้อแต่ผลิตภัณฑ์เนื้อไก่ที่ปรุงสุกก่อน และเนื้อไก่แช่แข็งเท่านั้น   

เอกสารอ้างอิง  

Berkhout N. 2021. Call to tackle Campylobacter in New Zealand. [Internet]. [Cited 2021 Feb 2]. Available from:  https://www.poultryworld.net/poultry/call-to-tackle-campylobacter-in-new-zealand/

ภาพที่ ๑ เนื้อไก่สดเป็นแหล่งที่ใหญ่ที่สุดแหล่งเดียวของเชื้อแคมไพโลแบคเตอร์ในนิวซีแลนด์ (แหล่งภาพ Eiliv-Sonas Aceron)   



วันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2566

ค้นพบจีนที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อแคมไพโลแบคเตอร์

 การตอบสนองของไก่ต่อเชื้อแคมไพโลแบคเตอร์ที่แตกต่างกัน จะช่วยในการค้นพบจีนที่มีความสำคัญต่อการต้านทานการติดเชื้อได้

               นักวิจัยค้นพบจีนในไก่ที่ช่วยให้ไก่ป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียที่อันตรายในสัตว์ปีก และมีโอกาสใช้ควบคุมความเสี่ยงจากโรคอาหารเป็นพิษในมนุษย์ได้

               การศึกษานำโดยนักวิจัยจากสถาบันโรสลิน เมืองอีดินเบิร์ก ค้นพบจีนจำนวนมากในลำไส้ไก่ที่อาจช่วยให้ไก่ต้านทานต่อการติดเชื้อแคมไพโลแลคเตอร์ได้ ผลการวิจัยครั้งนี้จะเป็นแนวทางในการปรับปรุงพันธุ์สัตว์ปีกที่มีโอกาสเป็นพาหะของเชื้อแคมไพโลแบคเตอร์ และลดความเสี่ยงให้กับผู้บริโภคนักวิจัย ทดสอบผลของการติดเชื้อแคมไพโลแบคเตอร์ต่อไก่ที่ผ่านการปรับปรุงพันธุ์ให้เกิดความต้านทาน หรือไวรับต่อเชื้อแบคทีเรีย การวิเคราะห์เนื้อเยื่อลำไส้ แสดงให้เห็นความแตกต่างของการทำหน้าที่ของจีนจำนวนมาก รวมถึง จีนที่มีส่วนควบคุมระบบภูมิคุ้มกัน เช่น เมเจอร์ ฮิสโตคอมแพติบิลิตี คอมเพล็กซ์ และเปปไทด์ต่อต้านจุลชีพ ความแตกต่างระหว่างจีนเหล่านี้กับความต้านทาน หรือไวรับต่อเชื้อแบคทีเรีย อาจช่วยอธิบายถึงการตอบสนองของร่างกายสัตว์ต่อเชื้อแคมไพโลแบคเตอร์ได้

               ศาสตราจารย์ มาร์ก สตีเวน แห่งสถาบันโรสลิน ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า เชื้อแคมไพโลแบคเตอร์พบได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของไก่ที่ผู้บริโภคซื้อไป บ่งชี้ถึงความเสี่ยงต่อผู้บริโภค และการปรับปรุงพันธุ์สัตว์ปีกให้ต้านทานต่อเชื้อแบคทีเรียน่าจะเป็นเป็นวิธีที่มีศักยภาพวิธีหนึ่งในการควบคุมเชื้อนี้ได้ ผลการวิจัย แสดงให้เห็นถึงความหวังข้างหน้าที่จะใช้เทคนิคทางพันธุกรรมในไก่ เพื่อให้ร่างกายมีการตอบสนองต่อเชื้อแบคทีเรีย และเป็นแนวทางในการปรับปรุงพันธุ์สัตว์ปีกให้ต้านทานต่อเชื้อแคมไพโลแบคเตอร์ และเพิ่มความปลอดภัยอาหารให้กับผู้บริโภคได้

ซูเปอร์มาร์เก็ตควบคุมการปนเปื้อนได้ดีขึ้น

               สถิติจากร้านค้าปลีกสหราชอาณาจักร สำรวจร้านซูเปอร์มาร์เก็ตสำคัญทั้งหมด พบว่า ตัวอย่างจากไก่ผลเป็นบวกร้อยละ ๑.๖ สำหรับการปนเปื้อนในระดับสูงที่สุดในไตรมาสแรกของปี นับว่า แนวโน้มเป็นไปในทางที่ดีขึ้น ร้านค้าปลีกทั้ง ๙ แห่ง มีระดับที่ต่ำกว่า FSA กำหนดเป้าหมายไว้สูงที่สุดร้อยละ ๗ ของการปนเปื้อนระดับสูงมากกว่า ๑๐๐๐ ซีเอฟยูต่อกรัม ส่วนใหญ่ต่ำกว่าช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคมที่ผ่านมา อัลดิ มอร์ริสซัน และเวททรอส ไม่พบเชื้อแบคทีเรียปนเปื้อนในระดับสูงในตัวอย่าง ขณะที่ แอสดา และลิเดิล พบการปนเปื้อนต่ำกว่าร้อยละ ๒ ของตัวอย่าง เซนส์บูรี พบในอัตราร้อยละ ๒.๔ ลดลงกว่าเดิมจากร้อยละ ๗.๑ ในช่วงปลายปี ขณะที่ มาร์กแอนด์สเปนเซอร์ พบร้อยละ ๓ ถึง ๔ ของตัวอย่างที่สูงมากกว่า ๑๐๐๐ ซีเอฟยูต่อกรัม

เอกสารอ้างอิง  

Mcdougal T. 2021. Research shows genes could offer resistance to Campylobacter. [Internet]. [Cited 2021 Jun 30]. Available from:  https://www.poultryworld.net/poultry/research-shows-genes-could-offer-resistance-to-campylobacter/

ภาพที่ ๑ ความแตกต่างในการตอบสนองของไก่ต่อเชื้อแคมไพโลแบคเตอร์อาจช่วยให้ค้นพบจีนสำคัญที่ช่วยให้เกิดการต้านทานต่อการติดเชื้อได้ (แหล่งภาพ Henk Riswick)   




วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2566

เนื้อสัตว์ปีกยังเป็นแหล่งสำคัญของเชื้อแคมไพโลแบคเตอร์

จำนวนผู้ป่วยจากเชื้อแคมไพโลแบคเตอร์ในมนุษย์เชื่อมโยงกับเนื้อสัตว์ปีกที่ปนเปื้อน ติดตามด้วยเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ เช่น เนื้อแกะ เนื้อสุกร และเนื้อโค จากรายงานการศึกษาล่าสุด

               หน่วยงานมาตรฐานอาหาร (Food Standards Agency, FSA) ยังเน้นย้ำความกังวลต่อเชื้อแคมไพโลแบคเตอร์ที่ดื้อยาต้านจุลชีพ ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ถึง ๒๕๖๑ โดยจำนวนผู้ป่วยจากเชื้อแคมไพโลแบเคตอร์ราว ๓๐๐,๐๐๐ ราย ได้รับจากการบริโภคอาหารในแต่ละปีในสหราชอาณาจักร จากจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด ๖๓๐,๐๐๐ รายที่เกิดโรคอาหารเป็นพิษ เชื้อแคมไพโลแบคเตอร์อาศัยในทางเดินอาหารของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด รวมถึง สัตว์ปีก และแมลง

แหล่งสำคัญของเชื้อแคมไพโลแบคเตอร์ในมนุษย์

               นักวิจัยเริ่มโครงการสำรวจหาแหล่งพักพิงของการติดเชื้อแคมไพโลแบคเตอร์ในมนุษย์ เพื่อช่วยวางกลยุทธ์การจัดการความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมเชื้อ โดยโครงการนี้ประเมินจำนวนตัวอย่างจากผู้ป่วยใน ๒ พื้นที่ในเมืองในไทน์ไซด์ และออกฟอร์ดเชียร์ รวมถึง ตัวอย่างอาหารจากร้านค้าปลีกในเมืองยอร์ก ซอล์สบรี และลอนดอน

เชื้อดื้อยา

               ผลการศึกษา พบเชื้อแคมไพโลแบคเตอร์ เจจูไน ที่ดื้อยาฟลูออโรควิโนโลน และเตตราซัยคลิน เพิ่มขึ้นจากผู้ป่วยระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ถึง ๒๕๖๑ โดยพบว่า เชื้อแคมไพโลแบคเตอร์ เจจูไน ดื้อยาฟลูออโรควิโนโลนจากเนื้อไก่บ่อยกว่าเนื้อสัตว์ประเภทอื่นๆ ขณะที่ เชื้อดื้อยาเตตราซัยคลินจากเนื้อสัตว์ปีก และเนื้อสุกรบ่อยกว่าเนื้อสัตว์เคี้ยวเอื้อง ขณะที่ การดื้อยากลุ่มมาโครไลด์ และอะมิโนไกลโคไซด์ค่อนข้างต่ำ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อแคมไพโลแบคเตอร์ฟื้นตัวเป็นปรกติอย่างรวดเร็ว แต่อาจเกิดปัญหาสุขภาพที่รุนแรงในระยะยาว โดยเฉพาะ เด็ก และคนชรา ริค มัมฟอร์ด หัวหน้าหน่วยวิทยาศาสตร์ หลักฐาน และงานวิจัย เห็นว่า ผลการสำรวจครั้งนี้จะช่วยให้เข้าใจถึงการติดเชื้อแคมไพโลแบคเตอร์ และใช้เป็นแนวทางการควบคุมการแพร่กระจายเชื้อก่อโรคอาหารเป็นพิษต่อไป และเป็นโจทย์วิจัยเพื่อหาทางลดการติดเชื้อแคมไพโลแบคเตอร์ในสหราชอาณาจักรให้ได้                   

เอกสารอ้างอิง  

Mcdougal T. 2023. Poultry continues to be a major source Campylobacters. [Internet]. [Cited 2021 Aug 16]. Available from:  https://www.poultryworld.net/health-nutrition/poultry-continues-to-be-a-major-source-campylobacters/

ภาพที่ ๑ ปัญหาเชื้อดื้อยา โดยเฉพาะ เชื้อแคมไพโลแบคเตอร์ เจจูไน ที่ดื้อยาฟลูออโรควิโนโลน และเตตราซัยคลิน มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากผู้ป่วยระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ถึง ๒๕๖๑ (แหล่งภาพ Hans Prinsen)  


 

เบตา บักส์ เดินหน้าโปรตีนแมลงสำหรับสัตว์ปีก

  เบตา บักส์ ได้เสริมความแข็งแกร่งให้กับสถานะของบริษัทในฐานะหนึ่งในผู้เล่นที่ถูกจับตามองมากที่สุดในอุตสาหกรรมโปรตีนจากแมลง หลังประกาศความคืบ...