วันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2568

ฝรั่งเศสสยบหวัดนกด้วยวัคซีน

 จำนวนสัตว์ปีกติดเชื้อไข้หวัดนกในอุตสาหกรรมสัตว์ปีกของฝรั่งเศสลดลงถึงร้อยละ ๙๖  นับตั้งแต่รัฐบาลเริ่มโครงการฉีดวัคซีนขนาดใหญ่เมื่อสองปีก่อน ตามรายงานจากสถาบันวิจัยแห่งชาติด้านเกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อมของฝรั่งเศส

เมื่อต้นเดือนนี้ มีการเริ่มต้นการฉีดวัคซีนระลอกที่สามให้กับเป็ดหลายพันตัวในฟาร์มที่มีสัตว์มากกว่า ๒๕๐ ตัว โดยมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือ กระทรวงเกษตรจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายวัคซีนเพียงร้อยละ ๔๐ เท่านั้น ลดลงจากร้อยละ ๗๐ เมื่อปีที่แล้ว และร้อยละ ๘๕ ในปีแรกที่เริ่มโครงการ ในช่วงหลายปีก่อนหน้านี้ ฝรั่งเศสเผชิญกับการระบาดใหญ่ของไข้หวัดนก มีฟาร์มหลายร้อยแห่งได้รับผลกระทบ และมีการทำลายสัตว์ปีก เช่น เป็ดและไก่ หลายล้านตัว

ครั้งแรกของโลก

ในเดือนตุลาคม พ.ศ.๒๕๖๖ ฝรั่งเศสเริ่มโครงการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดนกเป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นประเทศแรกของโลกที่ดำเนินนโยบายนี้ ตามคำกล่าวของทางการฝรั่งเศส โดยได้รับการสนับสนุนจากองค์การสุขภาพสัตว์โลก และคณะกรรมาธิการยุโรป “การฉีดวัคซีนได้รับการยอมรับจาก องค์การสุขภาพสัตว์โลก ว่าเป็นเครื่องมือเสริมในการควบคุมโรค ซึ่งต้องดำเนินควบคู่กับการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด เพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่มีการแพร่ระบาดของไวรัส” กระทรวงเกษตรฝรั่งเศสระบุในเอกสารล่าสุด “การใช้วัคซีนไม่ควรส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ ตราบใดที่ประเทศสมาชิกปฏิบัติตามมาตรฐานของ WOAH” ในสหภาพยุโรป ขณะนี้ฝรั่งเศสยังคงเป็นประเทศเดียวที่ใช้มาตรการนี้

จำนวนสัตว์ปีกติดเชื้อไข้หวัดนกลดลงมาก

แต่ความเสี่ยงยังคงรักษาไว้อยู่ จากผลของการให้วัคซีน พบว่ามีสัตว์ปีกติดเชื้อไข้หวัดนกในสัตว์ปีกเชิงพาณิชย์เพียง ๑๑ ราย เทียบกับ ๓๙๖ รายในช่วงปี พ.ศ.๒๕๖๕ ถึง ๒๕๖๗  และมากถึง ๑.๓๗๘ รายในปีก่อนหน้า ตามข้อมูลจากสถาบันวิจัยแห่งชาติด้านเกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อมของฝรั่งเศส  ฝรั่งเศสได้รับการประกาศว่า “ปลอดไข้หวัดนก” อย่างเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ และยังคงอยู่ในระดับ “ความเสี่ยงต่ำ” ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม แพลตฟอร์มเฝ้าระวังระบาดวิทยาด้านสุขภาพสัตว์ของฝรั่งเศส หรืออีซา เตือนว่า ความเสี่ยงจากการติดเชื้อไข้หวัดนกจากนกป่ายังคงสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สหราชอาณาจักรพบฟาร์มสัตว์ปีกติดเชื้อมากกว่า ๗๐ รายในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา

ด้านวิทยาศาสตร์ เทคนิค เศรษฐกิจ และการเลี้ยงสัตว์

ก่อนเริ่มโครงการฉีดวัคซีน กระทรวงเกษตรของฝรั่งเศสได้ขอให้แอนเซส  หน่วยงานด้านอาหาร สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยในการทำงานของฝรั่งเศส ประเมินสถานการณ์ต่าง ๆ จากมุมมองทางระบาดวิทยา เพื่อกำหนดกลยุทธ์ในการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดนกชนิดรุนแรงในสัตว์ปีก

 

ความเห็นของ แอนเซส  ได้วางกรอบสำหรับการพิจารณาดำเนินโครงการฉีดวัคซีน โดยจัดลำดับความสำคัญของกลุ่มเป้าหมายและพื้นที่ที่ควรดำเนินการ” เอกสารจากกระทรวงระบุ “ปัจจัยทางวิทยาศาสตร์เหล่านี้ถูกนำมาพิจารณาร่วมกับด้านเทคนิค เศรษฐกิจ และการจัดการฟาร์ม เพื่อกำหนดกลยุทธ์การฉีดวัคซีนเชิงป้องกัน โดยมีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการระบาดซ้ำ พร้อมทั้งควบคุมผลกระทบต่อการส่งออก ความเป็นไปได้ในการดำเนินงาน และต้นทุนของโครงการ”

เอกสารอ้างอิง

Peys R. 2025. France: Avian influenza almost gone after vaccination. [Internet]. [Cited 2025 Oct 9]. Available from: https://www.poultryworld.net/health-nutrition/health/france-avian-influenza-almost-gone-after-vaccination/

ภาพที่ ๑ เมื่อต้นเดือนนี้เริ่มต้นการฉีดวัคซีนระลอกที่สามให้กับเป็ดหลายพันตัวในฟาร์มที่มีสัตว์มากกว่า ๒๕๐ ตัว (แหล่งภาพ ฮันส์ พรินเซน) 



วันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2568

เทคโนโลยีฝาจอัจฉริยะกับเอไอในการควบคุมการติดเชื้อข้อต่อเทียม

การเติบโตของเทคโนโลยีการเรียนรู้ของเครื่องจักร และปัญญาประดิษฐ์ ในการผลักดันงานวิจัย การพัฒนาและการประยุกต์ใช้การรักษาโรคด้วยฝาจ โดยเน้นถึงความสนใจที่เพิ่มขึ้นต่อแบคเทอริโอฝาจในฐานะทางเลือกหรือส่วนเสริมที่มีศักยภาพต่อการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่าเครื่องมือที่ขับเคลื่อนด้วยเอไอ สามารถพลิกโฉมการรักษาด้วยฝาจได้ ด้วยการเพิ่มขีดความสามารถในการขยายผล ประสิทธิภาพ และความแม่นยำในการรักษา

การดื้อยาต้านจุลชีพ หรือเอเอ็มอาร์ เป็นสาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตทั่วโลก โดยมีปัจจัยหลายประการที่ส่งผลให้เกิดอัตราการดื้อยาที่เพิ่มสูงขึ้น ได้แก่ การใช้และการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่เหมาะสมในหลายอุตสาหกรรม การลดลงของนวัตกรรมทางเภสัชกรรมในการค้นพบและพัฒนายาปฏิชีวนะ และความท้าทายโดยธรรมชาติของการดื้อยา ทั้งหมดนี้ส่งผลให้เกิดความจำเป็นในการวิจัยแนวทางการรักษาทางเลือกใหม่เพื่อควบคุมและรักษาการติดเชื้อ เอเอ็มอาร์ เป็นภาวะแทรกซ้อนที่ท้าทายอย่างยิ่งในศัลยกรรมกระดูก โดยเฉพาะการติดเชื้อที่เกี่ยวข้องกับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อ หรือที่เรียกว่า การติดเชื้อข้อต่อเทียม พบได้ประมาณร้อยละ ๒ ในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อครั้งแรก และร้อยละ ๓ ถึง ๕ ในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อซ้ำ ส่งผลให้ผู้ป่วยมีความเจ็บป่วยรุนแรง ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเป็นเวลานาน และอาจต้องเข้ารับการผ่าตัดซ้ำ การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะแบบดั้งเดิม ไม่สามารถจัดการกับการติดเชื้อข้อต่อเทียมได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น ปัญหาการดื้อยา และการกำจัดไบโอฟิล์มที่ก่อตัวบนวัสดุอุปกรณ์ทางศัลยกรรมกระดูกมีประสิทธิภาพต่ำ จึงเกิดความจำเป็นในการวิจัยและพัฒนาสารรักษาทางเลือกใหม่รับมือกับการติดเชื้อประเภทนี้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

โดยภาพรวม การรักษาการติดเชื้อด้วยยาปฏิชีวนะแบบดั้งเดิม กำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างมากในการนำไปใช้ทางคลินิก ด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น ปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพ และประสิทธิภาพที่ต่ำในการจัดการกับไบโอฟิล์ม ส่งผลให้เกิดความจำเป็นในการวิจัยหาตัวเลือกการรักษาทางเลือกใหม่ ด้วยกลไกการต้านจุลชีพที่เป็นเอกลักษณ์ ความจำเพาะต่อเป้าหมาย ความหลากหลาย ความสามารถในการเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วในตัวเอง และคุณสมบัติในการต่อต้านไบโอฟิล์ม รวมถึงความก้าวหน้าล่าสุดในด้านจีโนมิกส์และชีววิทยาสังเคราะห์แบคเทอริโอฝาจ จึงได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในฐานะทางเลือกหรือส่วนเสริมในการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ อย่างไรก็ตาม ยังมีอุปสรรคหลายประการที่ขัดขวางการนำแบคเทอริโอฝาจมาใช้ในทางคลินิก เช่น ความจำเพาะระหว่างฝาจกับโฮสต์ การดื้อฝาจของแบคทีเรีย และความท้าทายในการคัดเลือกฝาจที่เหมาะสม เครื่องมือด้านการเรียนรู้ของเครื่อง และปัญญาประดิษฐ์ มีโอกาสเข้ามาปฏิวัติการรักษาด้วยฝาจ โดยช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการขยายผล ประสิทธิภาพ และความแม่นยำของการรักษา บทความนี้เน้นถึงการประยุกต์ใช้ การเรียนรู้ของเครื่อง และปัญญาประดิษฐ์ ที่สำคัญในการศึกษา พัฒนา และนำฝาจมาใช้ในการรักษาอย่างเป็นระบบ

 

เอกสารอ้างอิง

Mehta, N., Nguyen, A. T., Rodriguez, E. K., & Young, J. (2025). Smart Phages: Leveraging Artificial Intelligence to Tackle Prosthetic Joint Infections. Antibiotics, 14(9), 1499. https://doi.org/10.3390/antibiotics14090949

ภาพที่ ๑ การเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาด้วยไฟจ์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ (แหล่งภาพ Doud et al., 2025) 



วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2568

ระบบวิชันอัจฉริยะเพิ่มประสิทธิภาพการจับไก่

 เทคโนโลยีนี้ช่วยเติมเต็มช่องว่างสำคัญ ระหว่างการดำเนินงานในฟาร์มสัตว์ปีกกับความต้องการของโรงงานแปรรูป โดยสามารถสร้างตารางการเก็บเกี่ยวที่ช่วยเพิ่มจำนวนสัตว์ปีกให้อยู่ในช่วงน้ำหนักเป้าหมายได้สูงสุด

การวางแผนการเก็บเกี่ยวแบบอัตโนมัติ ที่สามารถตรวจจับและคาดการณ์น้ำหนักเฉลี่ยรวมถึงการกระจายน้ำหนักของไก่ในโรงเรือนต่าง ๆ อาจช่วยลดความจำเป็นในการสุ่มตัวอย่างและชั่งน้ำหนักด้วยมือได้ “ไก่ก็เหมือนมนุษย์ ที่เมื่อถึงจุดหนึ่งจะหยุดโตแต่ยังคงกินอาหารต่อไป” เรย์ ชิว ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของบริษัท คาลิกซ์ เทคโนโลยี กล่าว “เทคโนโลยีของเราช่วยระบุช่วงเวลาที่แม่นยำขณะไก่มีน้ำหนักถึงเป้าหมาย ช่วยลดต้นทุนอาหารที่ไม่จำเป็น และเพิ่มผลผลิตที่มีคุณภาพสูงสุด”

การติดตั้งแบบพร้อมใช้งาน

เทคโนโลยีนี้ซึ่งผสานการทำงานระหว่างระบบการมองเห็นด้วยคอมพิวเตอร์ และการเรียนรู้ของเครื่อง ช่วยแก้ไขช่องว่างสำคัญระหว่างการดำเนินงานในฟาร์มสัตว์ปีกกับข้อกำหนดของโรงงานแปรรูป โดยสามารถสร้างตารางการจับไก่ที่เหมาะสมที่สุด เพื่อเพิ่มจำนวนสัตว์ปีกที่มีน้ำหนักอยู่ในช่วงเป้าหมาย และลดจำนวนที่ถูกคัดออก ระบบนี้ต้องการการปรับโครงสร้างพื้นฐานเพียงเล็กน้อย โดยติดตั้งกล้องเพียงสองตัวต่อโรงเรือน สามารถเชื่อมต่อกับการดำเนินงานเดิมได้อย่างราบรื่น แตกต่างจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ อื่น ๆ ที่มักต้องใช้เวลาปรับเทียบระบบนาน ระบบนี้สามารถเริ่มให้ข้อมูลที่นำไปใช้ได้จริงตั้งแต่รอบการผลิตแรก ด้วยอัลกอริธึมที่เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง

“จุดเด่นของเทคโนโลยีนี้คือไม่ต้องใช้เวลาวอร์มอัพหรือปรับเทียบระบบ” ชิวอธิบาย “ในขณะที่เทคโนโลยีเอไออื่น ๆ มักต้องให้ผู้ผลิตรอถึง ๖ ถึง ๗ เดือนกว่าจะเห็นผล ระบบของเราสามารถให้ข้อมูลเปรียบเทียบได้ตั้งแต่ฝูงแรก” กล้องถูกออกแบบให้กลมกลืนกับโครงสร้างโรงเรือนเดิมโดยไม่รบกวนกระบวนการทำงาน ช่วยให้เปลี่ยนผ่านสู่การวางแผนการเก็บเกี่ยวแบบอัตโนมัติได้อย่างราบรื่น

ประโยชน์หลักของระบบนี้ อยู่ที่ความสามารถในการกำหนดเวลาการจับไก่ให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจและการขาย โดยการระบุช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเก็บเกี่ยวอย่างแม่นยำ ผู้ผลิตสามารถเพิ่มจำนวนไก่คุณภาพสูงในแต่ละฝูง พร้อมทั้งลดต้นทุนอาหารที่เกิดจากไก่น้ำหนักเกินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เอกสารอ้างอิง

Doughman E. 2025. Vision system could optimize poultry harvest planning. [Internet]. [Cited 2025 Sep 25]. Available from: https://www.wattagnet.com/poultry-future/poultry-tech-summit-news/news/15767902/ai-vision-system-optimizes-poultry-harvest-planning

ภาพที่ ๑ ระบบวิชันอัจฉริยะเพิ่มประสิทธิภาพการจับไก่    (แหล่งภาพ David Tadevosian I Shutterstock.com) 



วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2568

ยุโรปเตือนฟาร์มสัตว์ปีกเตรียมรับมือกับไข้หวัดนก

 เมื่อฤดูใบไม้ร่วงผ่านไป เจ้าของฟาร์มสัตว์ปีกในภูมิภาคนี้กำลังได้รับการสนับสนุนเพื่อปกป้องสัตว์ปีกของตนจากเชื้อไข้หวัดนกชนิดรุนแรงสูง  

ก่อนเข้าสู่ฤดูกาลอพยพของนกป่าในยุโรป ได้มีการริเริ่มแคมเปญเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกและเจ้าของฝูงนกในการปกป้องสัตว์ปีกของตนจากเชื้อไข้หวัดนกชนิดรุนแรงสูง เครื่องมือชุด #โนเบิร์ดฟลู ได้รับการเปิดตัวร่วมกันโดยคณะกรรมาธิการยุโรปและสำนักงานความปลอดภัยด้านอาหารแห่งยุโรป เพื่อสนับสนุนภาคส่วนการเลี้ยงสัตว์ปีกในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่น ๆ ชุดเครื่องมือ #โนเบิร์ดฟลูได้รับการเปิดตัวร่วมกันโดยคณะกรรมาธิการยุโรปและสำนักงานความปลอดภัยด้านอาหารแห่งยุโรป เพื่อสนับสนุนภาคการเลี้ยงสัตว์ปีกในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่น ๆ โดยประกอบด้วยสื่อที่ได้รับการแปลเป็นภาษาทุกภาษาของกลุ่มประเทศสมาชิก ชุดเครื่องมือนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับภัยคุกคามของเชื้อไข้หวัดนกชนิดรุนแรงสูง ต่อฝูงสัตว์ปีก พร้อมทั้งให้คำแนะนำที่ชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการด้านชีวอนามัย โดยมุ่งเน้นเป็นพิเศษไปที่เจ้าของฝูงขนาดเล็กและขนาดกลาง จุดเน้นหลักของชุดเครื่องมือคือการปกป้องสุขภาพของสัตว์และมนุษย์ รักษาเสถียรภาพของแหล่งอาหาร และลดผลกระทบต่อการค้าจากการระบาดของเชื้อไข้หวัดนกชนิดรุนแรงสูง

ยอดการระบาดในฟาร์มสัตว์ปีกของยุโรปทะลุ ๒๖๐ ครั้งแล้ว

จนถึงขณะนี้ในปีนี้ จำนวนการระบาดของโรคไข้หวัดนกชนิดรุนแรงสูง ในสัตว์ปีกเชิงพาณิชย์ได้เพิ่มขึ้นเป็น ๒๖๓ ครั้ง โดยตัวเลขนี้ครอบคลุมกรณีใน ๒๐ ประเทศ ตามข้อมูลล่าสุดจากระบบข้อมูลโรคสัตว์ของคณะกรรมาธิการยุโรป ณ วันที่ ๑๗ กันยายน ฐานข้อมูลนี้ใช้ติดตามโรคสัตว์ที่อยู่ในบัญชีรายชื่อในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปและบางประเทศใกล้เคียงที่ได้รับการคัดเลือก เพื่อเปรียบเทียบ ในปี พ.ศ.๒๕๖๗ ทั้งปี มีการลงทะเบียนการระบาดในประชากรกลุ่มนี้กับระบบของอีซี รวมทั้งสิ้น ๔๕๑ ครั้ง จาก ๒๐ ประเทศเช่นกัน ประเทศที่มีจำนวนการระบาดสูงสุดในปี พ.ศ.๒๕๖๘ ได้แก่ ฮังการี (๑๐๕ ครั้ง) โปแลนด์ (๘๕ ครั้ง) และอิตาลี (๒๑ ครั้ง) โดยแทบทุกกรณีมีความเชื่อมโยงกับเชื้อไวรัสไข้หวัดนกชนิดรุนแรงสูงสายพันธุ์เอช ๕ เอ็น ๑ ตั้งแต่ต้นเดือนกันยายน มีการยืนยันการระบาดในฟาร์มเชิงพาณิชย์ ๓ แห่งในประเทศสเปน และ ๒ แห่งในเยอรมนี นอกจากนี้ ยังมีการบันทึกการระบาดในฟาร์มครั้งแรกของปี พ.ศ.๒๕๖๘ ในประเทศนอร์เวย์อีกด้วย

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์เหล่านี้ได้รับการรายงานอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานด้านสุขภาพสัตว์แห่งชาติไปยังองค์การสุขภาพสัตว์โลก จนถึงขณะนี้ในเดือนนี้ มีการตรวจพบเชื้อไวรัส เอช ๕ เอ็น ๑  ในสัตว์ปีกที่ฟาร์มสัตว์ปีก ๔ แห่งในประเทศสเปน สองแห่งตั้งอยู่ในแคว้นอันดาลูเซียทางตอนใต้สุดของประเทศ และอีกสองแห่งอยู่ในแคว้นกัสติยาและเลออนทางตะวันตกเฉียงเหนือ โดยพื้นที่หลังนี้เป็นที่ตั้งของฝูงสัตว์ปีกขนาดใหญ่ที่สุดที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสเอช ๕ เอ็น ๑ ในสเปนจนถึงขณะนี้ประกอบด้วยแม่ไก่ไข่มากกว่า ๗๖๑,๐๐๐ ตัว

หลังจากช่วงเวลาที่โรคสงบลง เชื้อไวรัสสายพันธุ์เดิมได้ถูกตรวจพบอีกครั้งในประเทศโปรตุเกส โดยฟาร์มที่ได้รับผลกระทบมีเป็ดเนื้อมากกว่า ๒๕๗,๐๐๐ ตัว ตั้งอยู่ในภูมิภาคซานตาเรมทางตอนกลาง-ตะวันตกของประเทศ ขณะเดียวกัน โรคดังกล่าวก็กลับมาระบาดอีกครั้งในภูมิภาคทางตอนเหนือของประเทศเยอรมนี ได้แก่ เมคเลนบูร์ก-ฟอร์พอเมิร์น และชเลสวิก-โฮลชไตน์ ตั้งแต่ต้นเดือนกันยายน สถานการณ์โรคในสหราชอาณาจักรไม่ได้อยู่ในระบบข้อมูลของคณะกรรมาธิการยุโรป การระบาดล่าสุดในสถานประกอบการเชิงพาณิชย์ได้รับการยืนยันเมื่อปลายเดือนสิงหาคม โดยมีนกฟ้า ประมาณ ๔๐๐ ตัวได้รับผลกระทบในมณฑลเดวอน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษ

ความคืบหน้าเกี่ยวกับโรคไข้หวัดนกชนิดรุนแรงสูง ในกลุ่มนกอื่น ๆ ในยุโรป

ในฐานข้อมูลโรคสัตว์ของคณะกรรมาธิการยุโรป มีหมวดแยกต่างหากสำหรับการระบาดของโรคไข้หวัดนกชนิดรุนแรงสูง ที่ส่งผลกระทบต่อนกที่ถูกเลี้ยงไว้ ซึ่งครอบคลุมถึงสัตว์ปีกในครัวเรือน/งานอดิเรก และนกในสวนสัตว์ ณ วันที่ ๑๗ กันยายน มี ๑๘  ประเทศที่ได้ลงทะเบียนการระบาดในประชากรกลุ่มนี้รวมทั้งสิ้น ๗๖ ครั้ง รวมถึงการระบาดล่าสุดในประเทศสเปน ตามข้อมูลอัปเดตล่าสุดของฐานข้อมูล มี ๓๑ ประเทศที่ร่วมกันบันทึกการระบาดในนกป่ารวมทั้งสิ้น ๖๙๕ ครั้งในปี พ.ศ.๒๕๖๘ โดยครอบคลุมเชื้อไวรัสทุกสายพันธุ์

ตลอดทั้งปี พ.ศ.๒๕๖๗ มีรายงานการระบาดของโรคไข้หวัดนกชนิดรุนแรงสูง ในประชากรกลุ่มนี้รวมทั้งสิ้น ๙๒๖ ครั้ง จาก ๓๒ ประเทศ ไปยังคณะกรรมาธิการยุโรป ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงานการระบาดเพิ่มเติมในสัตว์ป่าจำนวนเล็กน้อยผ่านฐานข้อมูล โดยพบผลตรวจเป็นบวกต่อไวรัสเอช ๕ (ยังไม่ระบุชนิดย่อยเอ็น) ในประเทศฝรั่งเศสและนอร์เวย์ ส่วนในเยอรมนี นอร์เวย์ โปรตุเกส และสเปน มีรายงานกรณีเพิ่มเติมที่เชื่อมโยงกับสายพันธุ์เอช ๕ เอ็น ๑ ในสัตว์ป่า ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ จำนวนสัตว์ป่วยในประเทศสเปนได้เกิน ๒๕๐ ตัวแล้ว ในการประชุมล่าสุด เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสได้เสนอแนวทางสนับสนุนการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดนกชนิดรุนแรงสูงแบบคัดเลือกสำหรับสัตว์ปีก โดยในช่วงสองปีที่ผ่านมา ฝรั่งเศสได้ดำเนินโครงการให้วัคซีนแบบบังคับ ซึ่งจำกัดเฉพาะฟาร์มเป็ดเชิงพาณิชย์เท่านั้น

เอกสารอ้างอิง

Linden J. 2025. Europe’s poultry farmers urged to prepare for avian flu. [Internet]. [Cited 2025 Sep 24]. Available from: https://www.wattagnet.com/poultry-meat/diseases-health/avian-influenza/news/15767794/europes-poultry-farmers-urged-to-prepare-for-avian-flu

ภาพที่ ๑ ยุโรปเตือนฟาร์มสัตว์ปีกเตรียมรับมือกับไข้หวัดนก  (แหล่งภาพ Kharhan | Bigstock) 



วันอังคารที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2568

ฤดูหวัดนกเริ่มเร็วกว่าปกติในเกาหลีใต้

 ขณะที่มีรายงานผู้ป่วยเพิ่มเติมในอินเดียและไต้หวัน สถานการณ์โรคในฟิลิปปินส์และเวียดนามดูเหมือนจะดีขึ้น

ฟาร์มสัตว์ปีกป่วยรายแรกของโรคไข้หวัดนกชนิดรุนแรงช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ เกิดขึ้นแล้วในประเทศเกาหลีใต้ ในช่วงสัปดาห์ที่สองของเดือนกันยายน มีการสงสัยว่ามีการระบาดของโรคที่ฟาร์มสัตว์ปีกแห่งหนึ่งทางตอนเหนือของกรุงโซล ตามรายงานของสำนักข่าวยอนฮับ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การระบาดครั้งแรกในสัตว์ปีกเชิงพาณิชย์ของประเทศมักเกิดขึ้นในเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายน เจ้าหน้าที่ได้เริ่มตรวจสอบสุขภาพของสัตว์ปีกและมาตรการด้านความปลอดภัยทางชีวภาพในฟาร์มทั่วประเทศ ไม่นานหลังจากมีข้อสงสัยเบื้องต้น กระทรวงเกษตรได้ยืนยันว่ามีการพบเชื้อไวรัสไข้หวัดนกชนิดรุนแรง สายพันธุ์ เอช ๕ เอ็น ๑ ในสถานที่ดังกล่าว โดยฝูงไก่พื้นเมืองประมาณ ๓,๑๐๐ ตัวที่ฟาร์มแห่งหนึ่งในเขตพาจู จังหวัดคยองกีทางตะวันตกเฉียงเหนือได้รับผลกระทบ หลังจากการยืนยันนี้ กระทรวงได้ประกาศคำสั่งหยุดการขนส่งที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ปีกทั่วประเทศเป็นเวลา ๒๔ ชั่วโมงทันที

การระบาดครั้งนี้มีความเชื่อมโยงกับการมาถึงของนกป่าที่อพยพกลุ่มแรก ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ามีบทบาทในการแพร่เชื้อไวรัสไข้หวัดนกชนิดรุนแรง ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน ทางการเกาหลีใต้ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า การระบาดของโรคไข้หวัดนกชนิดรุนแรงในช่วงปี พ.ศ.๒๕๖๗ ถึง ๒๕๖๘ ได้ “สิ้นสุดลง” แล้ว  ระหว่างช่วงปลายเดือนตุลาคมปีที่แล้วจนถึงวันที่ ๒๖ มิถุนายนปีนี้ มีการยืนยันการระบาดจำนวน ๕๐ ครั้งที่เกี่ยวข้องกับไวรัสไข้หวัดนกชนิดรุนแรง สายพันธุ์เดียวกันต่อองค์การสุขภาพสัตว์โลก โดยหน่วยงานด้านสุขภาพสัตว์ของเกาหลีใต้ สัตว์ปีกของประเทศมากกว่า ๒.๔๙ ล้านตัวได้รับผลกระทบโดยตรงจากการตายและการทำลายทิ้ง

ไข้หวัดนกในสัตว์ปีกในภูมิภาคอื่นของเอเชีย

ไต้หวัน เมื่อต้นเดือนนี้ ทางการไต้หวันได้แจ้งต่อองค์การสุขภาพสัตว์โลก ว่ามีการระบาดเพิ่มเติมอีกสองกรณีที่เกี่ยวข้องกับไวรัสไข้หวัดนกชนิดรุนแรง เอช ๕ เอ็น ๑ การระบาดเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อนกกระทาไข่มากกว่า ๒๑๐,๐๐๐ ตัวในหลายพื้นที่ของเขตฉางฮัว ทำให้จำนวนการระบาดที่ได้รับการยืนยันในพื้นที่นี้เพิ่มเป็นสามครั้ง นับตั้งแต่ไวรัสกลับมาระบาดอีกครั้งในเดือนกรกฎาคม

อินเดีย มีรายงานจากสถานีโทรทัศน์ว่า การตายของสัตว์ปีกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในรัฐโอริสสาทางตะวันออกของอินเดียมีความเชื่อมโยงกับโรคไข้หวัดนกชนิดรุนแรง ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนกันยายน ไก่ประมาณ ๓๐๐ ตัวตายอย่างกะทันหันที่ฟาร์มแห่งหนึ่งในเขตจากัตสิงห์ปูร์ การระบาดก่อนหน้านี้สองครั้งที่เกี่ยวข้องกับไวรัสสายพันธุ์ เอช ๕ เอ็น ๑ ในรัฐโอริสสาได้รับการบันทึกไว้กับองค์การสุขภาพสัตว์โลก โดยเริ่มต้นในเดือนกรกฎาคม และเกิดขึ้นที่ฟาร์มเชิงพาณิชย์ในเขตคอร์ดาและปูรี

ฟิลิปปินส์ การระบาดล่าสุดของโรคไข้หวัดนกชนิดรุนแรง ในสัตว์ปีกเกิดขึ้นเมื่อช่วงปลายเดือนเมษายน อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ของโรค ยังคงมีความเคลื่อนไหวอยู่ใน ๔ พื้นที่บนเกาะลูซอน ได้แก่ เขตบริหารคอร์ดิเลรา ภาคกลางของลูซอน ภาคคาลาบาร์ซอน และกรุงมะนิลา ตามข้อมูลล่าสุดจากสำนักอุตสาหกรรมสัตว์ของกระทรวงเกษตร เมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน โดยสถานการณ์โรคในภูมิภาคบีโคลดูเหมือนจะได้รับการแก้ไขแล้วในช่วงไม่นานมานี้

เวียดนาม ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หน่วยงานสัตวแพทย์ของประเทศเวียดนามได้ประกาศต่อองค์การสุขภาพสัตว์โลกว่าสถานการณ์โรคไข้หวัดนกชนิดรุนแรงได้ “สิ้นสุดลง” แล้ว คำประกาศนี้เกิดขึ้นหลังจากมีรายงานการระบาดเพียงครั้งเดียวในช่วงต้นเดือนเมษายน ส่งผลกระทบต่อสัตว์ปีกจำนวนไม่ระบุแน่ชัด โดยมีการทำลายสัตว์ปีกในครัวเรือนประมาณ ๓,๕๐๐ ตัวที่สถานที่แห่งหนึ่งในจังหวัดกว๋างจิ หลังจากตรวจพบเชื้อไวรัสไข้หวัดนกชนิดรุนแรง เอช ๕ เอ็น ๑ จังหวัดกว๋างจิตั้งอยู่ในภูมิภาคชายฝั่งตอนเหนือของประเทศเวียดนาม

พบผู้ป่วยเพิ่มในมนุษย์จากกัมพูชาและจีน

ในประเทศกัมพูชา องค์การอนามัยโลก รายงานว่า เด็กหญิงวัย ๑๔ ปีได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ เอ เอช ๕ เอ็น ๑ ที่มีต้นกำเนิดจากสัตว์ปีกเมื่อต้นเดือนนี้ เธอเป็นชาวจังหวัดตาแก้ว และมีรายงานว่าเคยสัมผัสกับสัตว์ปีกมาก่อน จนถึงขณะนี้ มีการยืนยันผู้ติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ในมนุษย์แล้ว ๑๕ รายในประเทศกัมพูชาตลอดปีนี้ ขณะเดียวกัน มีการยืนยันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ เอ เอช ๙ เอ็น ๒  ที่ผ่านการตรวจในห้องปฏิบัติการจำนวน ๔ รายล่าสุดในประเทศจีน

ตามรายงานของศูนย์ป้องกันสุขภาพฮ่องกง ผู้ป่วยทั้งสี่รายล่าสุดเป็นเด็กชายอายุระหว่าง ๑  ถึง ๖  ปี โดยเริ่มมีการติดเชื้อในช่วงระหว่างวันที่ ๒๘ กรกฎาคมถึง ๒๑ สิงหาคม ผู้ป่วยแต่ละรายอาศัยอยู่ในพื้นที่ต่างกัน ได้แก่ มณฑลอันฮุย หูหนาน เสฉวน และเทศบาลนครฉงชิ่ง การติดเชื้อเหล่านี้ทำให้จำนวนผู้ป่วยในมนุษย์ที่เชื่อมโยงกับไวรัสชนิดนี้ในประเทศจีนในช่วงหกเดือนที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นเป็น ๑๙  ราย

เอกสารอ้างอิง

Linden J. 2025. Avian flu season starts early in South Korea. [Internet]. [Cited 2025 Sep 23]. Available from: https://www.wattagnet.com/poultry-meat/diseases-health/avian-influenza/news/15756049/avian-flu-season-starts-early-in-south-korea

ภาพที่ ๑ ฟาร์มสัตว์ปีกป่วยรายแรกของโรคไข้หวัดนกชนิดรุนแรงช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ เกิดขึ้นแล้วในประเทศเกาหลีใต้ (แหล่งภาพ Badboo | Bigstock) 



วันจันทร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2568

พลาสมาแทนที่สารเคมีที่ใช้ในกระบวนการแปรรูปสัตว์ปีก

 เทคโนโลยีนี้สามารถเป็นแนวทางที่ยั่งยืนมากขึ้นในการกำจัดเชื้อโรคในงานอุตสาหกรรม

เทคโนโลยีพลาสมาทำงานภายใต้อุณหภูมิห้องสามารถช่วยต่อสู้กับเชื้อซัลโมเนลลา ลิสทีเรีย และแบคทีเรียที่ทำให้อาหารเน่าเสียอื่น ๆ ในกระบวนการแปรรูปสัตว์ปีก โดยเป็นทางเลือกที่ยั่งยืนแทนการใช้สารเคมีฆ่าเชื้อในอุตสาหกรรม เทคโนโลยีนี้มีข้อได้เปรียบอย่างมากสำหรับผู้ประกอบการแปรรูปสัตว์ปีกที่ต้องการลดการใช้สารเคมีโดยยังคงรักษามาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารไว้ได้ ในฐานะที่เป็นทางเลือกแบบไม่ใช้ความร้อนและไม่ใช้สารเคมี พลาสมาอุณหภูมิห้องจึงตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่มองหาผลิตภัณฑ์ฉลากสะอาดและกระบวนการผลิตที่ยั่งยืน

ประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมของเทคโนโลยีนี้มีมากกว่าการลดการใช้สารเคมี โรงงานแปรรูปที่ใช้พลาสมาในน้ำสามารถลดความจำเป็นในการบำบัดน้ำเสียได้ เนื่องจากสารออกฤทธิ์ในพลาสมาช่วยทำความสะอาดน้ำไปในตัว ผลลัพธ์สองด้านนี้ ทั้งการลดเชื้อโรคและการบำบัดน้ำ สามารถช่วยลดต้นทุนได้อย่างมากสำหรับการดำเนินงานในระดับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ “อุตสาหกรรมสัตว์ปีกมองหาทางเลือกในการลดสารเคมีอยู่เสมอ เพราะผู้บริโภคต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีสารเติมแต่งน้อยลงและฉลากสะอาด” แคเธอรีน โซเฟีย เซียร์รา เมเลนเดรซ นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยออเบิร์น กล่าว “การใช้พลาสมาช่วยให้เราลดการใช้สารเคมีได้ พร้อมกับนำเทคโนโลยีที่ยั่งยืนมาใช้”

ในการประชุม การประชุมสุดยอดเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสัตว์ปีกปี พ.ศ.๒๕๖๘ แคเธอรีน โซเฟีย เซียร์รา เมเลนเดรซ จะนำเสนอแนวทางการใช้เครื่องสร้างพลาสมาอุณหภูมิห้องเพื่อช่วยลดปริมาณจุลินทรีย์บนผลิตภัณฑ์สัตว์ปีก ช่วยยืดอายุการเก็บรักษา ลดต้นทุน และลดปริมาณอาหารที่สูญเปล่า การประชุมครั้งนี้กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ ๓ ถึง ๕ พฤศจิกายนนี้  ณ โรงแรม โรงแรมแอตแลนตาแอร์พอร์ตแมริออท เมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย จะเป็นเวทีรวมตัวของนักประดิษฐ์ นักวิจัย ผู้ประกอบการ ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมสัตว์ปีก และผู้ให้บริการเทคโนโลยีที่มีชื่อเสียง เพื่อร่วมกันหารือถึงความท้าทายและแนวทางแก้ไขในทุกด้านของห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมสัตว์ปีก

การขยายการใช้พลาสมาในกระบวนการแปรรูปสัตว์ปีก

พลาสมา มักถูกเรียกว่าเป็นสถานะที่สี่ของสสารควบคู่กับของแข็ง ของเหลว และก๊าซ โดยทั่วไปจะเกิดขึ้นที่อุณหภูมิสูงมาก เช่นในดวงอาทิตย์ อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาวิธีสร้างพลาสมาในอุณหภูมิห้อง โดยการนำก๊าซใด ๆ เช่น ฮีเลียม ไนโตรเจน อาร์กอน หรือแม้แต่เพียงอากาศ มาผสมกับแหล่งพลังงานไฟฟ้า กระบวนการนี้จะสร้างอนุพันธ์ออกซิเจนและไนโตรเจนที่มีฤทธิ์ หรืออาร์โอเอส และเอ็นโอเอส สามารถทำลายผนังเซลล์ของแบคทีเรีย ทำให้เกิดการรั่วไหล และก่อให้เกิดความเครียดจากปฏิกิริยาออกซิเดชันที่ทำลายดีเอ็นเอของเชื้อโรคอย่างมีประสิทธิภาพ

อุปกรณ์สร้างพลาสมามีตั้งแต่ขนาดเล็กแบบมือถือเท่าปากกา ไปจนถึงเครื่องจักรขนาดใหญ่ระดับอุตสาหกรรม สำหรับการประยุกต์ใช้ในกระบวนการแปรรูปสัตว์ปีก เซียร์รา เมเลนเดรซ มองเห็นแนวทางการนำเทคโนโลยีนี้ไปผสานเข้ากับระบบทำความเย็นที่มีอยู่ โดยใช้ “น้ำที่ถูกกระตุ้นด้วยพลาสมา” เป็นนวัตกรรมที่ช่วยให้สามารถบำบัดในปริมาณมากได้ เหมาะกับการใช้งานในระดับอุตสาหกรรม

“เราสามารถกระตุ้นน้ำด้วยพลาสมา น้ำที่ได้จะมีสารออกฤทธิ์ชนิดเดียวกัน” เธออธิบาย “น้ำที่ถูกกระตุ้นนี้สามารถนำไปใช้ในระบบทำความเย็น หรือเป็นขั้นตอนสุดท้ายในการฆ่าเชื้อหลังจากการล้างในโรงงานแปรรูปได้”

แม้ว่าเทคโนโลยีนี้จะต้องใช้พลังงานไฟฟ้าจำนวนมากในการสร้างพลาสมาในปริมาณมาก แต่การพัฒนาระบบน้ำที่ถูกกระตุ้นด้วยพลาสมาได้ช่วยให้การนำไปใช้ในระดับอุตสาหกรรมเป็นไปได้ง่ายขึ้นและคุ้มค่ามากขึ้น สำหรับผู้ประกอบการแปรรูปสัตว์ปีกที่กำลังมองหาแนวทางใหม่ในการควบคุมเชื้อโรคอย่างมีประสิทธิภาพ

เอกสารอ้างอิง

Doughman E. 2025. Plasma could replace poultry processing chemicals. [Internet]. [Cited 2025 Sep 18]. Available from: https://www.wattagnet.com/poultry-future/poultry-tech-summit-news/news/15755790/roomtemperature-plasma-future-of-poultry-sanitation

ภาพที่ ๑ เทคโนโลยีพลาสมาทำงานภายใต้อุณหภูมิห้องสามารถช่วยต่อสู้กับเชื้อซัลโมเนลลา ลิสทีเรีย และแบคทีเรียที่ทำให้อาหารเน่าเสียอื่น ๆ ในกระบวนการแปรรูปสัตว์ปีก  (แหล่งภาพ Maksymenko Nataliia | istock.com) 






วันพุธที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568

วัคซีนหวัดนก เสียงสะท้อนจากฝรั่งเศสสู่เวทีโลก

 ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้พิจารณาต้นทุนที่เกิดขึ้นทันทีจากสถานการณ์ไข้หวัดนกชนิดรุนแรง ในประเทศฝรั่งเศส ก่อนจะเปรียบเทียบกับประโยชน์ที่อาจได้รับในด้านสาธารณสุข เศรษฐกิจ และการค้า หากมีการดำเนินการให้วัคซีน

ความเหมาะสมของการให้วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดนกชนิดรุนแรง นั้นแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ แต่สำหรับฝรั่งเศสแล้ว ถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เบเนดิกต์ เบอนอลต์ ที่ปรึกษาด้านการเกษตรในประเด็นสุขอนามัยและสุขพืช ประจำสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส ณ ประเทศบราซิล กล่าวเบอนอลต์กล่าวถึงการตัดสินใจของฝรั่งเศสในการเริ่มฉีดวัคซีนให้กับเป็ดเพื่อป้องกันโรคไข้หวัดนกชนิดรุนแรง ระหว่างการประชุมเชิงวิชาการ “ร่วมกันรับมือไข้หวัดนกชนิดรุนแรง” ซึ่งจัดโดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ณ เมืองฟอซดูอีกวาซู ประเทศบราซิล ระหว่างวันที่ ๙ ถึง ๑๑ กันยายน เพื่อให้มั่นใจว่าการฉีดวัคซีนมีความเหมาะสมและสามารถดำเนินการได้จริง เบเนดิกต์ เบอนอลต์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ด้านสุขภาพสัตว์ของฝรั่งเศสและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมได้ร่วมกันวิเคราะห์ต้นทุนที่เกิดขึ้นทันทีจากสถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดนกชนิดรุนแรงในประเทศ จากนั้นจึงเปรียบเทียบกับผลประโยชน์ด้านสาธารณสุข เศรษฐกิจ และการค้าซึ่งอุตสาหกรรมสัตว์ปีกของฝรั่งเศสอาจได้รับหากมีการดำเนินการให้วัคซีน เบอนอลต์ระบุว่า ระหว่างปี พ.ศ.๒๕๕๙ ถึง พ.ศ.๒๕๖๖ มีสัตว์ปีกสูญเสียไปประมาณ ๔๐ ล้านตัว โดยมีค่าใช้จ่ายในการชดเชยและเยียวยาความเสียหายรวมราว ๗ หมื่นล้านบาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายที่คาดการณ์ไว้สำหรับการรณรงค์ฉีดวัคซีนจริงอยู่ที่ประมาณ ๓.๗ พันล้านบาท ครอบคลุมทั้งค่าวัคซีน ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการและการเฝ้าระวังโรค

“เรายังต้องคำนึงถึงประโยชน์อื่น ๆ ด้วย ทั้งต่อสัตว์ ต่อคุณภาพชีวิตของเกษตรกร สัตวแพทย์ และหน่วยงานด้านสัตวแพทย์” เบอนอลต์กล่าว เธอระบุว่า ฝรั่งเศสทราบดีว่าการดำเนินโครงการให้วัคซีนอาจส่งผลให้สูญเสียบางส่วนของตลาดส่งออก แต่ก็เป็นการตัดสินใจที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องส่วนใหญ่รู้สึกพึงพอใจและเห็นว่าเป็นทางเลือกที่เหมาะสม

“แน่นอนว่าเราต้องยอมรับความเสี่ยงด้านการส่งออกและความเป็นไปได้ที่ตลาดบางส่วนจะถูกปิด แต่เมื่อพิจารณาข้อมูลทั้งหมดแล้ว เรารู้ว่าฝรั่งเศสมีสิ่งที่ได้มากกว่าสิ่งที่เสีย” เบอนอลต์กล่าว

เธอกล่าวเพิ่มเติมว่า หากประเทศอื่นต้องการพิจารณาดำเนินโครงการฉีดวัคซีนป้องกัน HPAI “สิ่งสำคัญที่จะทำให้ยุทธศาสตร์นี้ประสบความสำเร็จ คือกระบวนการปรึกษาหารือ” ตัวอย่างเช่น ในฝรั่งเศส ก่อนจะมีการตัดสินใจ ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการอำนวยการขึ้น โดยมีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าร่วม ได้แก่ เกษตรกร ผู้เชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์ คู่ค้าทางธุรกิจ และผู้แทนจากคณะกรรมาธิการยุโรป

ด้วยการมีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลากหลายกลุ่ม เบอนอลต์กล่าวว่า ฝรั่งเศสสามารถเรียนรู้ “ข้อเท็จจริงทางเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละภาคส่วน ช่วยเสริมสร้างความชอบธรรมให้กับการให้วัคซีน” และ “เอื้อต่อการยอมรับของเกษตรกร”

เอกสารอ้างอิง

Graber R. 2025. France’s call to vaccinate for HPAI required much thought, consultation. [Internet]. [Cited 2025 Sep 16]. Available from: https://www.wattagnet.com/poultry-meat/diseases-health/avian-influenza/news/15755589/frances-call-to-vaccinate-for-hpai-required-much-thought-consultation

ภาพที่ ๑ ภายในเวลาเจ็ดปี สัตว์ปีกสูญเสียไปประมาณ ๔๐ ล้านตัว มีค่าใช้จ่ายในการชดเชยและเยียวยาความเสียหายรวมราว ๗ หมื่นล้านบาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายที่คาดการณ์ไว้สำหรับการรณรงค์ฉีดวัคซีนจริงอยู่ที่ประมาณ ๓.๗ พันล้านบาท (แหล่งภาพ SkazouD | Bigstock) 



เบตา บักส์ เดินหน้าโปรตีนแมลงสำหรับสัตว์ปีก

  เบตา บักส์ ได้เสริมความแข็งแกร่งให้กับสถานะของบริษัทในฐานะหนึ่งในผู้เล่นที่ถูกจับตามองมากที่สุดในอุตสาหกรรมโปรตีนจากแมลง หลังประกาศความคืบ...