วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2558

US เล็งนำเข้าไข่ยุโรป เหตุหวัดนกทำขาดแคลนขนมปัง

ตลาดไข่ไก่ในยุโรประส่ำ สหรัฐฯเล็งนำเข้าจากยุโรปจากผลของการระบาดโรคไข้หวัดนก
             ในสหรัฐฯมีการระบาดของโรคไข้หวัดนกในฟาร์มไก่ไข่สร้างความเสียหายไปแล้วกว่า ๓๕ ล้านตัว คิดเป็น ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากรไก่ไข่ทั้งประเทศ นับตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นมา จนส่งผลทำให้เกิดการขาดแคลนไข่ไก่ในตลาดระยะสั้น ผลกระทบที่เกิดขึ้นในเวลานี้ สหรัฐฯได้อนุญาตให้มีการนำเข้าไข่ไก่จากเนเธอร์แลนด์เร็วๆนี้ เช่นเดียวกับเยอรมัน โดยเมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน USDA อนุญาตให้บริษัทจากเนเธอร์แลนด์ ๕ บริษัท ส่งออกไข่ไก่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๓๐
           ปรากฏการณ์ดังกล่าวจะทำลายตลาดภายใน และระหว่างประเทศในยุโรป เนเธอร์แลนด์ พยายามขายไข่ให้กับสหรัฐฯอยู่แล้วในบางช่วงเวลา ราคาผงไข่ขาวในสหรัฐฯมีมูลค่าเป็นสองเท่าของยุโรปเป็นเวลามากกว่าสองปีแล้ว นั่นเป็นเหตุผลว่า ทำไมยุโรปจึงพยายามเข้าไปยังตลาด เมื่อถึงจังหวะจึงได้รับการต้อนรับทันทีทันใด แต่จะเป็นการทำลายการค้าทั้งภายใน และระหว่างประเทศในสหภาพยุโรป ขณะที่เป็นการยากยิ่งที่จะทำนายว่า การผลิตในสหรัฐฯจะกลับคืนสู่ปรกติเมื่อใด รัฐบาลสหรัฐฯจะพยายามทุกวิถีทางในการแสวงหาตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ไข่ไก่ในช่วงเวลาวิกฤติการณ์อย่างแท้จริง หากไม่สามารถคลี่คลายสถานการณ์ได้ ธุรกิจแรกๆที่อาจได้รับผลกระทบคือ ขนมปัง และอุตสาหกรรมอาหารอื่นๆในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้  ตามปรกติแล้ว ผู้ผลิตไข่ไก่ในเนเธอร์แลนด์ส่งออกผลิตภัณฑ์สองในสามของการผลิตไปยังตลาดหลัก ได้แก่ เยอรมัน คาดว่าสัดส่วน ๑ เปอร์เซ็นต์ของยอดการผลิตคิดเป็น ๑๐๐ ล้านฟองสามารถส่งไปยังสหรัฐฯ

แหล่งที่มา:          Farmers Weekly and Reuters (15/6/15)

วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2558

USDA ยังไม่ตัดสินใจใช้วัคซีนหวัดนก

USSA ประกาศเมื่อวันที่ ๓ มิถุนายนที่ผ่านมาว่า ยังไม่อนุญาตให้ใช้วัคซีนไข้หวัดนกในการระบาดของโรคไข้หวัดนก สับไทป์ H5N2 โดยยังคงเน้นการใช้มาตรการกำจัดโรคเป็นหลัก
               เมื่อประเมินประสิทธิภาพของการเลือกใช้มาตรการควบคุมโรคด้วยวัคซีนสำหรับ HPAI โดยคำนึงถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจของการใช้วัคซีน โดยต้องให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานก่อนการรับรองให้ใช้วัคซีนรองรับมาตรการฉุกเฉินนี้ วัคซีนที่มีในปัจจุบันยังไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน และยังไม่มีประสิทธิภาพอย่างเหมาะสมสำหรับควบคุมโรค HPAI ทั้งในภาครัฐ และเอกชน ปัจจุบัน วัคซีนที่มีอยู่มีประสิทธิภาพเพียง ๖๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ขณะที่ ไก่อีก ๔ ใน ๑๐ ตัว ไม่สามารถป้องกันโรคได้เลย  USDA ต้องการให้มั่นใจว่า อุตสาหกรรมวัคซีนอยู่ในตำแหน่งที่สามารถผลิตวัคซีนในจำนวนที่มากเพียงพอ เพื่อการควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะนี้ USDA กำลังร่วมงานกับนักวิจัย และบริษัทผู้ผลิตวัคซีนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มีการพัฒนาวัคซีนที่มีความเหมือนกับเชื้อที่ระบาดให้มากี่สุด
               ขณะเดียวกัน APHIS ก็กำลังประเมินประสิทธิภาพของวัคซีนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม โดยคำนึงถึงทั้งประสิทธิภาพ และผลกระทบทางการค้า หากมีการใช้วัคซีนจติง วัคซีนจะมุ่งใช้ในรัฐ และภาคการผลิตสัตว์ปีกที่จะให้ประสิทธิภาพสูงที่สุด พื้นที่ที่การกักกันโรค การกำจัดสัตว์ป่วย และใช้มาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพ แต่ไม่สามารถหยุดการแพร่กระจายของโรคจะถูกจัดอันดับให้ใช้วัคซีนก่อน USDA คาดว่า มูลค่าการตลาด ๘๔ เปอร์เซ็นต์ของการส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกยังคงเปิดกว้าง แต่คู่ค้าบางรายตั้งข้อกีดกันการใช้วัคซีนไข้หวัดนกไม่ว่าจะเป็นส่วนใดของสหรัฐฯก็ตาม หากมีการใช้ก็จะตัดสินใจระงับการนำเข้าทั้งประเทศจนกว่า การประเมินความเสี่ยงจะสมบูรณ์ ความเสียหายของตลาดส่งออกสัตว์ปีกเชื่อว่ามีมูลค่าราวสามหมื่นล้านบาท    

แหล่งที่มา:          WATTAgNet.com (8/6/15)

วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2558

หลอด LED ช่วยไก่ผ่อนคลาย ลดปัญหาเท้าอักเสบ

ผลการศึกษาโดยวิทยาลัยแห่งสก๊อตแลนด์เรื่อง การใช้หลอดไฟแอลอีดีในโรงเรือนเลี้ยงไก่เนื้อ พบว่า ไม่มีผลต่อการเลี้ยงไก่เนื้อเปรียบเทียบกับการใช้หลอดทังสเตนแบบเดิม
               หลอดทังสเตน และหลอดฟลูออเรสเซนส์เป็นเทคโนโลยีที่ล้าสมัยแล้วในปัจจุบัน เนื่องจาก เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การใช้หลอด Low-emitting diodes (LEDs) อย่างไรก็ตาม ผลกระบทต่อปศุสัตว์ยังไม่ทราบแน่ชัด นักวิจัยได้ศึกษาความแตกต่างของผลการเลี้ยงไก่เนื้อ และสวัสดิภาพสัตว์ภายใต้หลอดไฟ LEDs ชนิด 400K cool, 3000K warm และ 3500K plain เรียกว่า LC, LW และ LN ตามลำดับเปรียบเทียบกับแสงจากหลอดไฟทังสเตน
               ผลการวิจัย พบว่า หลอดไฟ LED ช่วยให้ไก่มีพฤติกรรมที่ผ่อนคลายเพิ่มขึ้น ประมาณ ๔.๔ เปอร์เซ็นต์ เช่น มีการไซร้ขน และคลุกฝุ่นมากกว่าหลอดไฟทังสเตน ขณะที่ หลอดไฟชนิดทังสเตนจะมีไก่นั่งลงมากกว่าหลอด LED เล็กน้อย ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงข้อดีของหลอด LED ที่ช่วยส่งเสริมการแสดงออกพฤติกรรมทางบวก และไก่มีกิจกรรมที่น้อยลง
               นอกเหนือจากนั้น รอยโรคที่ข้อขา และฝ่าเท้าก็น้อยลง โดยคะแนนท่าเดิน น้ำหนักตัว และประสิทธิภาพการแลกเนื้อไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ   

แหล่งที่มา:          World Poultry (8/6/15)

วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2558

วิจัยไข่ไร้สารก่อภูมิแพ้ (HYPOALLERGIC EGGS)

นักวิจัยในออสเตรเลียเปิดเผยโครงการผลิตไก่ที่สามารถวางไข่ปราศจากโปรตีนที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ในมนุษย์ (Hypoallergic eggs) เพื่อช่วยเด็กป่วยด้วยโรคภูมิแพ้ไข่ขาว และผลิตวัคซีนชนิดก่อภูมิแพ้ต่ำ (Hypoallergic vaccines)
               หากประสบความสำเร็จแล้ว ไข่ไก่ที่วิจัยขึ้นมาจะช่วยพ่อแม่ของเด็กที่ป่วยด้วยโรคภูมิแพ้ และยังสามารถนำมาใช้ผลิตวัคซีนที่มีความปลอดภัยได้อีกด้วย แม้เพียงไข่ขาวเล็กน้อยในอาหารก็สามารถกระตุ้นให้เด็กที่ป่วยด้วยโรคภูมิแพ้ไข่ขาวเกิดอาการแพ้อย่ารุนแรงถึงชีวิตได้ และส่วนใหญ่เด็กเหล่านี้ก็จะไม่สามารถได้รับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ได้
               สภาอุตสาหกรรมไข่แห่งสหราชอาณาจักร แนะนำให้สุภาพสตรีรับประทานไข่ระหว่างการตั้งครรภ์เนื่องจากผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า สามารถช่วยให้ทารกในครรภ์มีความทนทานต่อโรคภูมิแพ้ได้ดีขึ้น รวมถึง การให้ทารกได้รับไข่ปริมาณเล็กน้อยเมื่อเริ่มให้หัดรับประทานอาหารแข็ง
               โครงการวิจัยนี้เป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย Deakin ประเทศออสเตรเลีย และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์แห่งชาติออสเตรเลีย CSIRO นักศึกษาระดับปริญญาเอกเริ่มต้นโครงการวิจัยเป็นเวลา ๓ ปี เพื่อปิดการสังเคราะห์โปรตีนสี่ชนิดในไข่ที่มีบทบาทสำคัญต่อการก่อให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ นับเป็นความหวังสำหรับการผลิตไข่ฟักใหม่ที่เป็น Hypoallergic eggs นอกจากนั้น ไข่ฟักดังกล่าวยังสามารถนำมาผลิตวัคซีนที่มีสารก่อภูมิแพ้ต่ำ โดยใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า RNAi อันเป็นเทคนิคที่เคยใช้ประสบความสำเร็จมาแล้ว นักวิจัยมิได้ผลิตไก่ตัดแต่งพันธุกรรม เพียงแต่ปรับโปรตีนภายในไข่ขาวเพื่อผลิตไก่ที่สามารถวางไข่ปราศจากสารก่อภูมิแพ้ เชื่อว่า วัคซีนชนิด Hypoallergic vaccines จะมีการใช้งานได้จริงภายใน ๕ ปีต่อจากนั้น

แหล่งที่มา:          Farmers Weekly (26/5/15)

วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2558

บทเรียนบราซิลไขปัญหาเนื้ออก

เคยเจอเนื้อแบบนี้มั้ย? ยุโรปเป็นตลาดหลักของการส่งออกกล้ามเนื้ออก การพัฒนาสายพันธุ์ไก่เนื้อให้โตเร็วขึ้นทุกปี กล้ามเนื้ออกใหญ่มาก แต่ก็มีปัญหาคุณภาพเนื้ออกเป็นสาเหตุให้ต้องคัดทิ้งปริมาณมากมายไปจนถึงการร้องเรียนของลูกค้า  กระแสกดดันนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตราบใดที่ ผู้ผลิตยังไม่สามารถวินิจฉัยปัญหา และสาเหตุของความผิดปรกติ โดยข้อเท็จจริงแล้ว ปัจจัยสำคัญที่มีผลกระทบต่อการพัฒนากล้ามเนื้อในไก่เนื้อ เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่หลังความสำเร็จในการคัดเลือกพันธุกรรมไก่ โภชนาการ โรงเรือน และการป้องกันโรค อุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่ได้รับประโยชน์จากน้ำหนักไก่ที่เพิ่มขึ้น อายุการจับไก่ลดลง และประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนอาหารที่ดีขึ้นกว่าเดิม ผลกำไรที่สูงขึ้น ในทางกลับกัน ความก้าวหน้าเหล่านี้ก็ได้ส่งผลกระทบต่อปัญหาคุณภาพเนื้อไก่ และการยอมรับของผู้บริโภค
               นับตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๐๐ เป็นต้นมา น้ำหนักไก่ที่อายุ 40 วันเพิ่มขึ้นเป็น ๔ เท่า และสัดส่วนของกล้ามเนื้ออกก็มากขึ้นเป็น ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ปัจจัยเหล่านี้เป็นสาเหตุสำคัญพยาธิสภาพของกล้ามเนื้อ ความผิดปรกติที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากเส้นเลือดที่เข้าไปเลี้ยงเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ และการทำหน้าที่ผิดปรกติของเส้นใยกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อลายประกอบด้วย เส้นใยกล้ามเนื้อเรียงตัวกันเป็นมัดคั่นด้วยเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อหล่อเลี้ยงด้วยเส้นเลือดแดงตามเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ก่อนการฟักเป็นลูกไก่ เส้นใยกล้ามเนื้อมีการเพิ่มจำนวนเซลล์มากขึ้น แต่หลังจากฟักเป็นตัวแล้ว กล้ามเนื้อจะมีการเพิ่มเฉพาะขนาดของเส้นใยกล้ามเนื้อเท่านั้น
               การจำแนกชนิดของกล้ามเนื้อตามคุณสมบัติในการเมตาโบลิซึม สามารถแบ่งได้เป็น
๑.     Type I: Slow-oxidative fibers
๒.   Type IIA: Fast-oxidative fibers
๓.   Type IIB: Fast-glycolytic fibers
กล้าเมนื้อสองชนิดแรกมีเส้นเลือดฝอยจำนวนมากมาเลี้ยง ขณะที่ มีเส้นเลือดฝอยเพียงเล็กน้อยที่เข้าไปเลี้ยงกล้ามเนื้อชนิด Type IIB ขณะที่ Type I ประกอบด้วยไมโอกลอบินจำนวนมาก ดังนั้น จึงมีสีค่อนข้างแดงสอดคล้องกับปฏิกิริยาออกซิเดชันของ ATP สำหรับการปลดปล่อยพลังงาน อัตราการล้าของกล้ามเนื้อชนิดนี้จึงมีน้อย ในทางตรงกันข้าม Type IIB ประกอบด้วยกล้ามเนื้อขาว มีไมโอกลอบบินน้อย แต่ประกอบด้วย ไกลโคเจน ที่ถูกสลายโดยกระบวนการ Anaerobic process ให้มีการปลดปล่อยพลังงาน ดังนั้น กล้ามเนื้อชนิดนี้จะมีอัตราการล้าอย่างรวดเร็ว   
 ความผิดปรกติของกล้ามเนื้อที่พบได้บ่อยในไก่เนื้อที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ได้แก่
๑.     กล้ามเนื้อเป็นแถบลายสีขาว (White striping) ความผิดปรกติที่เกิดขึ้นมีตั้งแต่ปรากฏเป็นลายที่มีขนาดน้อยกว่า 1 มิลลิเมตร ไปจนถึง 2 มิลลิเมตร ความชุกของโรคอาจพบได้สูงกว่า ๑๒ เปอร์เซ็นต์ ความผิดปรกติที่เกิดขึ้นมักพบในกล้ามเนื้อหน้าอก ความชุกของโรคมีความสัมพันธ์โดยตรงกับน้ำหนักของไก่ และพบได้บ่อยในไก่เนื้อที่มีน้ำหนักมากกว่า ๓.๕ กิโลกรัม
ภายใต้กล้องจุลทรรศน์ กล้ามเนื้อที่ผิดปรกติจะมีการสะสมของเนื้อเยื่อไขมันเข้าไปแทนที่เส้นใยกล้ามเนื้อ สิ่งที่ตรงข้ามกับเนื้อเยื่อปรกติความชื้นต่ำลงเล็กน้อย และโปรตีนต่ำมาก แต่กลับแทนที่ด้วยระดับไขมัน และคอลลาเจนที่สูงขึ้น องค์ประกอบของกรดไขมันในกล้ามเนื้อสันในที่เกิดความผิดปรกติของกล้ามเนื้อเป็นแถบลายเส้นจะมีกรดไขมันชนิด Monounsaturated fatty acids สูงขึ้น และ Polyunsaturated fatty acids ต่ำลง โดยเฉพาะ EPA และ DHA จะต่ำลงอย่างมากเปรียบเทียบกับกล้ามเนื้อปรกติ
การเพิ่มปริมาณ EPA และ DHA ในอาหารช่วยให้ดีขึ้นได้ รวมถึงการเสริมด้วยวิตามินอี ซีลีเนียม และกรดอะมิโนชนิดที่ประกอบด้วยซัลเฟอร์  
๒.    กล้ามเนื้อแข็งเหมือนไม้ (Wooden meat) เป็นลักษณะของการอักเสบที่เกดขึ้นในกล้ามเนื้อหน้าอกจนมีสีค่อนข้างซีด และเนื้อแข็งมาก ความผิดปรกติที่เกิดขึ้นนี้ หลอดเลือดฝอยภายในพังผืดรอบเส้นใยกล้ามเนื้อถูกกดทับด้วยเส้นใยกล้ามเนื้อที่มีการขยายขนาด ส่งผลให้มีเส้นเลือดมาเลี้ยงน้อยลง และมีการขยายไปยังบริเวณข้างเคียง
ภายใต้กล้องจุลทรรศน์ เนื้อเยื่อจะมีการตอบสนองด้วยการติดสีม่วง บ่งชี้ถึง การเสื่อมของกล้ามเนื้อ กระบวนการอักเสบที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวข้องกับเชื้อแบคทีเรีย แต่เป็นผลมาจากภาวะพร่องออกซิเจน   
การทดลองในฟาร์ม พบว่า อัตราความชุกของโรคลดลงภายหลังการให้ EconomasE ที่ประกอบด้วย สารต่อต้านอนุมูลอิสระ วิตามินอี และ Bioplexed selenium นอกจากนั้น ยังพบว่า การเพิ่มปริมาณอาร์จินีนในอาหารก็ช่วยให้ดีขึ้นเช่นกัน
๓.    โรคกล้ามเนื้อสีเขียว (Green muscle disease) เป็นความผิดปรกติที่พบได้ในกล้ามเนื้อสันใน บางครั้งจงเรียกโรคนี้ว่า พยาธิสภาพของกล้ามเนื้อหน้าอกชั้นใน การเสื่อมของกล้ามเนื้อเป็นผลมาจากการทำงานมากเกินไปของกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะ ไก่เนื้อที่มีการตีปีกขึ้นลงมากเกินไป ความผิดปรกตินี้ยังขึ้นกับโครงสร้างของร่างกายที่เอื้อต่อการขยายขนาดของกล้ามเนื้อหน้าอก กล้ามเนื้อสีเขียวสามารถพบได้ที่อายุใดก็ได้ พบได้บ่อยในขณะถอดกระดูกออก  
การป้องกันโรคได้ด้วยการให้ความเข้มแสงที่เหมาะสม ควบคุมเสียงภายในโรงเรือนให้ต่ำ และป้องกันมิให้ไก่มีการเคลื่อนที่มากเกินไป หรือตื่นตกใจ การเสริมอาหารสัตว์ด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระ และซีลีเนียมอินทรีย์พบว่าสามารถช่วยให้ดีขึ้นได้เช่นกัน
๔.    พยาธิสภาพของกล้ามเนื้อส่วนบนตอนหน้า (Cranial dorsal myopathy) พึ่งมีรายงานเมื่อเร็วๆนี้ที่กล้ามเนื้อลาทิซซิมุส ดอร์ไซ ที่บริเวณแนวสันหลัง มีการรายงานครั้งแรกในปี พ.ศ.๒๕๔๕ ในบราซิลส่ผลให้มีการคัดซากทิ้ง ๖ เปอร์เซ็นต์ นับตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๕๐ ความชุกของโรคอยู่ที่ประมาณ ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ กล้ามเนื้อลาทิซซิมุส ดอร์ไซ ประกอบด้วย กล้ามเนื้อชนิด TypeI ที่มีอัตราการล้าได้น้อย แต่ต้องอาศัยออกซิเจน โรคนี้มีความรุนแรงในไก่เพศผู้ โดยเฉพาะ น้ำหนักสูงกว่า ๒.๕ กิโลกรัม และมีความสัมพันธ์กับสายพันธุ์ไก่ด้วย ฟาร์มในประเทศบราซิล สามารถลดความชุกของโรคจาก ๒ เปอร์เซ็นต์เป็น ๐.๕ เปอร์เซ็นต์โดยการเสริมซีลีเนียมอินทรีย์ในรูปของ Sel-Plex ระดับ ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อเลิกใช้ Bioplexed selenium การคัดซากทิ้งก็เพิ่มสูงขึ้นจาก ๐.๕ เปอร์เซ็นต์เป็น ๒.๐ เปอร์เซ็นต์ แสดงให้เห็นถึง ผลดีของการเสริมสารอาหารดังกล่าว
การเสื่อมของกล้ามเนื้อมิได้เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุเดียว แม้ว่า จะมีปัจจัยโน้มนำให้เกิดโรคที่สัมพันธ์กับการเจริญเติบโตที่รวดเร็ว และสัดส่วนของกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้น อันเป็นผลมาจากการปรับปรุงพันธุกรรมสัตว์  กระบวนการวินิจฉัยโรคที่เหมาะสมเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการค้นหาสาเหตุของโรค และการเลือกกลยุทธในการแก้ไขปัญหาทั้งโภชนาการ และการจัดการ เพื่อลดการปลดซากทิ้ง และความเสียหายทางเศรษฐกิจ

แหล่งที่มา:          Simon M. Shane (4/6/15)

วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2558

เทคนิคใหม่แยกเพศตั้งแต่ในไข่ฟัก

ลูกไก่เพศผู้มักถูกคัดทิ้ง อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีใหม่สามารถแยกลูกไก่เพศผู้ตั้งแต่ในไข่ฟักโดยไม่ต้องผ่านเครื่องบดลูกไก่ภายหลังการฟักเป็นตัว นักประดิษฐ์ชาวเยอรมันจึงได้รางวัล ๑.๑ ล้านบาทสำหรับการคิดค้นนวัตกรรมเพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพสัตว์ได้ดีกว่าการคัดทิ้ง
               Maria-Elisabeth Krautwald-Junghanns สัตวแพทย์จาก Leipzig ค้นพบวิธีการใหม่ในการตรวจสอบเพศตัวอ่อนลูกไก่ตั้งแต่ยังอยู่ในไข่ฟัก เนื่องจาก ตามปรกติ ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ปีกจะฆ่าลูกไก่เพศผู้ เพราะไม่สามารถให้ไข่ได้ และรสชาติของเนื้อไก่เพศผู้มักไม่อร่อย ซึ่งเป็นการจัดการที่ค่อนข้างโหดร้ายโดยไม่จำเป็น
               ผู้วิจัยเชื่อว่า ตัวอ่อนลูกไก่ยังไม่มีความรู้สึกเจ็บปวด ดังนั้น การคัดแยกตัวอ่อนของลูกไก่เพศผู้ตั้งแต่อยู่ในไข่ฟักจะเป็นการช่วยลดความเจ็บปวดของสัตว์ตามสวัสดิภาพสัตว์ ขณะที่ ตัวอ่อนยังไม่มีความรู้สึกเจ็บปวด หัวข้อการวิจัยในเยอรมันนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสสิทธิของสัตว์กำลังมีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเผ็ดร้อน และการทำลายลูกไก่ภายหลังการฟักเป็นตัวก่อให้เกิดกระแสการโต้แย้งว่าเป็นการกระทำที่โหดเหี้ยม ดังนั้น Munich’s Ludwig Maximilian University จึงตัดสินใจให้รางวัล Felix Wankel animal protection prize กับนักวิจัยจาก Leipzig

แหล่งที่มา:          World Poultry (26/3/15)

เผยผลตรวจแคมไพโลแบคเตอร์ในอังกฤษ

หน่วยมาตรฐานอาหาร (Food Standards Agency, FSA) เตือนซูเปอร์มาร์เก็ตในสหราชอาณาจักรให้เผยแพร่ผลการทดสอบแคมไพโลแบคเตอร์จากกลยุทธการลดเชื้อแคมไพโลแบคเตอร์ของตนเอง
               ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเผยให้เห็นว่า ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดสามารถดำเนินการให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ FSA กำหนดไว้ให้เชื้อในไก่ตัวลดลงน้อยกว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ทั้งที่ตรวจพบระดับการปนเปื้อนสูงที่สุดในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการรายย่อยสามรายกล่าวในเวลาต่อมาว่า ตนเองประสบความสำเร็จตามเป้าหมายจากการทดสอบภายใน ในขณะที่ผลการทดสอบโดย FSA ที่ซื้อไก่กว่า 4 พันตัวจากซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านค้า เขียงจำหน่ายเนื้อสัตว์ พบว่า ๑๙ เปอร์เซ็นต์ยังให้ผลเป็นบวกโดยพบเชื้อในระดับสูงกว่ามาตรฐาน ขณะที่ ๗๙ เปอร์เซ็นต์มีการปนเปื้อนอยู่บ้าง
               โรคอาหารเป็นพิษจากเชื้อแคมไพโลแบคเตอร์ เชื่อว่า มีต้นเหตุสำคัญมาจากสัตว์ปีก ในสหราชอาณาจักรเป็นสาเหตุให้คนป่วยกว่า ๒๘๐,๐๐๐ รายต่อปี ดังนั้น รัฐบาลจึงตั้งเป้าเป็นลำดับต้นๆในการลดการปนเปื้อนเชื้อลง FSA รายงานว่า Tesco ตรวจพบต่ำที่สุด ขณะที่ Asda ตรวจพบสูงที่สุด
               ขณะเดียวกัน Morrison’s, Marks and Spencer และ Waitrose ก็เริ่มเปิดเผยผลการทดสอบล่าสุด แสดงให้เห็นการปรับตัวในทางที่ดีขึ้น โดย Marks and Spencer อ้างว่า ไก่ของตนเอง ๗ เปอร์เซ็นต์ในเวลานี้ที่มีระดับการปนเปื้อนสูงที่สุด ภายหลังการยกเลิกมาตรการ Thining การเพิ่มระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ และการใช้ “Blast surface chilling” ซากไก่ในโรงฆ่า ขณะที่ Morrison’s อ้างว่า ไก่ของตนเองเพียง ๒.๓ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่มีการปนเปื้อนสูง นับได้ว่าต่ำกว่าที่ FSA กำหนดไว้ที่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ขณะเดียวกัน Waitrose และ Moy Park ก็กล่าวในทิศทางเดียวกัน แม้ว่า ผลการตรวจจะมีทิศทางที่ดี แต่ก็ไม่ควรตีความในทางที่ดีเกินไป เนื่องจาก ผลการตรวจขึ้นต้นนั้นครอบคลุมในช่วงเดือนที่มีอากาศหนาวเย็นของปี ซึ่งก็ทราบกันดีว่า แคมไพโลแบคเตอร์จะมีแนวโน้มต่ำ
               FSA ต้องการให้ผู้ขายเนื้อสัตว์ที่ยังไม่เปิดเผยข้อมูลผลประกอบการด้านความปลอดภัยอาหารสำหรับเชื้อแคมไพโลแบคเตอร์ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ลงชื่อไว้ร่วมกัน การตรวจสอบจะยังคงดำเนินการต่อไป โดยรอบต่อไปจะเริ่มขึ้นในฤดูร้อน
แหล่งที่มา:          Jake Davis (1/6/15)



เบตา บักส์ เดินหน้าโปรตีนแมลงสำหรับสัตว์ปีก

  เบตา บักส์ ได้เสริมความแข็งแกร่งให้กับสถานะของบริษัทในฐานะหนึ่งในผู้เล่นที่ถูกจับตามองมากที่สุดในอุตสาหกรรมโปรตีนจากแมลง หลังประกาศความคืบ...