วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2558

อ่างจุ่มเท้าส่วนใหญ่ไร้ประสิทธิภาพ

ผู้ผลิตในฟาร์มสัตว์ปีกกำลังถูกเรียกร้องให้ทบทวนวิธีการจัดการโดยการจุ่มเท้าก่อนเข้าโรงเรือน ภายหลังผลการวิจัยล่าสุด แสดงให้เห็นว่า การจุ่มเท้าก่อนเข้าโรงเรือนมักไม่มีประสิทธิภาพ
               ผลการศึกษาโดยภาควิชาแบคทีเรียวิทยาที่หน่วยสุขภาพสัตว์และพืช (APHA) ในสหราชอาณาจักร ประเมินประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อซัลโมเนลลาจากการจุ่มเท้าในฟาร์มสัตว์ปีก
               การนำเข้าโรคจากสิ่งแวดล้อมภายนอกเข้าสู่โรงเรือนสัตว์ปีกผ่านรองเท้าบู๊ทของคนงานในฟาร์ม และผู้เยี่ยมฟาร์มมีความเสี่ยงสูงมาก แต่ประสิทธิภาพของการจุ่มเท้าเพื่อการป้องกันเชื้อโรคเหล่านี้ยังมีความไม่นอนอยู่มาก นักวิจัยจึงเก็บตัวอย่างรอบเท้าบู๊ทที่ผ่านการจุ่มลงในอ่างน้ำยาฆ่าเชื้อจากฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่เชิงพาณิชย์ เพื่อประเมินประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อ SE จากผลการวิจัย พบว่า ประสิทธิภาพการฆ่าเชื้ออยู่ระหว่าง ๓๗ ถึง ๘๖ เปอร์เซ็นต์ โดยการศึกษาครั้งนี้ชี้ไปถึงปัจจัยหลายประการที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพของอ่างจุ่มเท้า ได้แก่ ความเข้มข้น ปริมาณของสารอินทรีย์ หรือดิน แกลบที่เจือปนในน้ำยาจุ่มเท้า อุณหภูมิ ไบโอฟิลม์ และเวลาการสัมผัสเชื้อโรค อ่างจุ่มเท้ามักถูกละเลยในการเปลี่ยนอย่างสม่ำเสมอ หรือถูกฝน และปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมอื่นๆอันส่งผลต่อการลดประสิทธิภาพของยาฆ่าเชื้อลงได้
               รายงานจาก APHA อ้างว่า SE ถึงเป็นเชื้อโรคอุบัติใหม่ที่คุกคามสุขภาพของมนุษย์ จำเป็นที่สัตวแพทย์ และอุตสาหกรรมต้องทบทวนวิธีการที่ดีที่สุดในการจัดการอ่างจุ่มเท้าเพื่อควบคุมโรค

แหล่งที่มา:          World Poutry (17/9/15)

วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2558

ไก่ไข่ US เริ่มเลี้ยงใหม่หลังหยุดหวัดนก

หลังจากเผชิญกับวิกฤติการณ์ไข้หวัดนกในช่วงฤดูใบไม้ผลิตที่ผ่านมา อุตสาหกรรมฟาร์มไก่ไข่ใน US ในพื้นที่แถบตะวันตกตอนกลางกำลังกลับมาฟื้นฟูการผลิตอีกครั้ง เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ทั่วประเทศได้เพิ่มมาตรการด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ และเตรียมพร้อมสำหรับการหวนกลับมาของเชื้อไวรัสในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่นกอพยพจะกลับมาอีกครั้ง
               ฟาร์มไก่ไข่ที่ประสบปัญหาโรคไข้หดวัดนกในช่วงฤดูใบไม้ผลิตที่ผ่านมากำลังทำงานกันอย่างขะมักเขม้นเพื่อพลิกฟื้นฟูการผลิตไข่กลับมาอีกครั้ง ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อย ๑๒ ถึง ๑๘ เดือนก่อนที่การผลิตจะกลับคืนมาอย่างสมบูรณ์ โดยฟาร์มเหล่านี้ต้องเป็นไปตามกฏระเบียบที่กำหนดไว้โดย USDA-APHIS ว่าด้วยการทำความสะอาด และการฆ่าเชื้ออย่างเข้มงวด ความท้าทายอีกประการคือ การขาดแคลนแม่ไก่สาว อันเป็นผลมาจากความต้องการแม่ไก่สาวพร้อมๆกัน และการตรวจพบเชื้อไวรัสไข้หวัดนกในฟาร์มไก่พันธุ์ และไก่พันธุ์สาว ส่งผลให้จำนวนไก่ลดลงไม่เพียงพอต่อความต้องการ แม่ไก่พันธุ์หนึ่งตัวสามารถผลิตลูกไก่ได้ ๑๒๐ ตัวเท่านั้น ดังนั้น การเสียไก่พันธุ์ไปจึงยิ่งส่งผลต่อปริมาณไข่ในตลาดอย่างมาก
               แม้ว่า มาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพ และการป้องกันโรคจะมีความสำคัญต่อฟาร์มไก่ไข่มาเป็นเวลาหลายทศวรรษแล้ว แต่การแพร่กระจายของโรคไข้หวัดนกอย่างรวดเร็วในฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา แม้ว่า เกษตรกร และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพสัตว์ปีกจะพยายามอย่างดีที่สุด ดังนั้น ฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่จึงได้เพิ่มมาตรการด้านความปลอดภัยทางชีวภาพให้เข้มข้นขึ้นอีก ได้แก่ การเพิ่มแผนควบคุมการเคลื่อนย้ายคนงาน สัตว์ปีก ยานพาหนะ และอุปกรณ์ การตรวจสอบอาหารสัตว์ และน้ำไม่ให้มีความเสี่ยงต่อโรค และลดการสัมผัสระหว่างไก่ในฟาร์มกับนกตามธรรมชาติ ปัจจุบัน ฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่ได้เข้มงวดการควบคุมยานพาหนะเข้าออก เพิ่มกระบวนการฆ่าเชื้อ และการฝึกอบรมพนักงาน โดยได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการไข่ในอเมริกา  เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ทั้งหมดต้องทำงานร่วมกับสัตวแพทย์ และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพสัตว์ เพื่อประเมินแผนความปลอดภัยทางชีวภาพ

แหล่งที่มา:          WATTAg.Net.com (28/8/15)

วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2558

ตลาดค้าสัตว์ปีกสยายปีกฝ่าคลื่นหวัดนก

ผู้ผลิตสัตว์ปีกเกือบทั้งหมดในโลกประสบความสำเร็จในไตรมาสที่ ๓ ของปีท่ามกลางข่าวคราวการระบาดของโรคไข้หวัดนกชนิดรุนแรงสูง
               โรโบแบงค์ คาดการณ์ว่า ปลายปีนี้จนถึงปีหน้าจะเป็นเวลาที่ตลาดค้าสัตว์ปีกเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจาก ต้นทุนอาหารสัตว์ที่ลดลง และปริมาณสัตว์ปีกในตลาดที่น้อย HPAI เป็นปัญหา และอุปสรรคสำคัญ อย่างไรก็ตาม จำนวนครั้งของการระบาดมีแนวโน้มต่ำลงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา จึงเป็นเวลาที่ผู้ผลิตจะเริ่มตั้งลำการผลิตใหม่อีกครั้งหนึ่ง ผลการเลี้ยงในประเทศต่างๆส่วนใหญ่ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ควรมีการยกระดับความปลอดภัยทางชีวภาพให้เป็นความสำคัญอันดับแรก หากมีการระบาดใหม่ก็จะส่งผลอย่างใหญ่หลวงต่อตลาดค้าสัตว์ปีกในภูมิภาค และทั่วโลกดังที่เคยปรากฏในอดีต ประเทศบราซิล และไทยเป็นผู้ผลิตที่จะมาแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดจากสหรัฐฯ และจีน
               สำหรับสหรัฐฯ โรโบแบงค์ เชื่อว่า ตลาดที่แข็งแกร่งที่มีสมดุลการตลาดอย่างเหมาะสม และมีการควบคุมการผลิตสินค้าสู่ตลาดอย่างเข้มงวด มีการตรวจพบ HPAI รายสุดท้ายเมื่อวันที่ ๑๗ กรกฏาคมที่ผ่านมา ถึงปัจจุบัน มีการทำลายไก่ไปแล้ว ๔๘ ล้านตัว นับตั้งแต่การระบาดครั้งแรกเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๗ ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมสัตว์ปีกในสหรัฐฯกำลังเริ่มต้นฟื้นฟูกระบวนการผลิตอีกครั้ง ขณะเดียวกันก็ต้องเตรียมตัวที่จะรับมือกับการหวนคืนของโรคไข้หวัดนกในช่วงฤดูใบไม้ร่วงจากนกป่าอีกครั้ง พื้นฐานทางกรตลาดช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมการผลิตสัตว์ปีกทั่วโลก แต่ผู้บริโภคในสหรัฐฯคงต้องเผชิญกับราคาเนื้อสัตว์ปีก และไข่ที่สูงขึ้นในช่วงวันขอบคุณพระเจ้า และคริสต์มาส คาดการณ์ว่า ราคาแม่ไก่ทั้งตัวแช่แข็งสำหรับช่วงไตรมาสที่ ๓ นี้จะอยู่ระหว่าง ๘๔ ถึง ๘๗ บาทต่อกิโลกรัม มีราคาสูงขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วราว ๑๑ เปอร์เซ็นต์  
               USDA คาดว่า การผลิตเนื้อไก่งวงในช่วงหกเดือนแรกของปี พ.ศ.๒๕๕๙ คาดว่าจะมีผลผลิตรวมประมาณ ๖.๒ ล้านตัน หลังจากที่การผลิตไก่งวงลดลงอย่างมากในเดือนพฤษภาคม และมิถุนายน เนื่องจาก การระบาดของ HPAI ในไก่งวง โดยเฉพาะ รัฐมินเนโซตา โดยปัจจัยสำคัญสำหรับการผลิตไก่งวง ได้แก่ จำนวนไก่งวงที่เข้าโรงฆ่า และการผลิตเนื้อไก่งวงที่กำลังลดลงในเดือนกรกฏาคม และมิถุนายน ประการที่สองคือ การส่งออกไก่งวงลดลง ดังนั้น ปริมาณสินค้าผลิตภัณฑ์จากไก่งวงจึงน้อยลงในตลาดภายในประเทศ    
               สำหรับสถานการณ์การผลิตเนื้อสัตว์ปีกโลก โรโบแบงค์ รายงานว่า สหภาพยุโรปยังคงมีตลาดที่เข้มแข็งจากสมดุลการตลาดที่ดี และการควบคุมการผลิตที่เข้มงวด ขณะเดียวกัน สภาวะทางเศรษฐกิจในบราซิลมีแนวโน้มลดลง ทำห้ผู้บริโภคปรับตัวซื้อสินค้าเนื้อสัตว์ปีกที่มีราคาแพงน้อยลง รัสเซียมีผลผลิตที่ดีขึ้น เนื่องจาก ต้นทุนอาหารสัตว์ที่ต่ำลง เนื้อโค และเนื้อสุกรมีออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นชดเชยราคาเนื้อสัตว์ปีกที่สูง เนื้อสัตว์ปีก และสุกรในประเทศจีนจะขาดตลาดในปี พ.ศ.๒๕๕๘ ฟาร์มไก่พันธุ์ทั่วโลกจะลดลงในภูมิภาค เนื่องจาก การสั่งห้ามนำเข้าสัตว์ปีกพันธุ์ เนื่องจากโรคไข้หวัดนก ทั้งในจีน และตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมอาจได้เห็นราคาค้าสัตว์ปีกที่ดีดตัวขึ้น เนื่องจาก ราคาสุกรที่สูงในประเทศจีน   

แหล่งที่มา:          Meat &Poultry (10/9/15)

วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2558

ฝรั่งเศส ผู้นำอียูเลี้ยงไก่อินทรีย์

จำนวนฟาร์มเลี้ยงสัตว์ปีกในระบบอินทรีย์ในสหภาพยุโรปในปี พ.ศ.๒๕๕๗ มีเพียง ๒๘.๕ ล้านตัว เมื่อรวมเอาสัตว์ปีกที่ยังไม่อยู่ในสถิติแล้ว แนวโน้มจำนวนสัตว์ปีกอินทรีย์ในสหภาพยุโรปเพิ่มขึ้นเกือบ ๖ เปอร์เซ็นต์ ในจำนวนนี้ ๑๒.๗๕ ล้านตัวเป็นสัตว์ปีกอินทรีย์ที่เลี้ยงในฝรั่งเศสที่อ้างว่า เป็นประเทศที่มีการเลี้ยงสัตว์ปีกอินทรีย์มากที่สุดโดยมีมากกว่า ๑๒.๗๕ ล้านตัว เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา ๘.๙ เปอร์เซ็นต์
รองลงมาได้แก่ เยอรมัน ที่ยังมีสถิติไม่เปลี่ยนแปลงอยู่ที่ ๔.๙๓ ล้านตัว และสหราชอาณาจักร และเนเธอร์แลนด์ที่มีมากกว่า ๒.๓๕ ล้านตัว โดยเนเธอร์แลนด์มีแนวโน้มสูงขึ้น ๘.๕ เปอร์เซนต์จากปี พ.ศ.๒๕๕๖ และสหราชอาณาจักรต่ำกว่าปีที่แล้ว ๓.๖ เปอร์เซ็นต์ อื่นๆ ได้แก่ เบลเยี่ยม เพิ่มขึ้น ๑๐.๕ เปอร์เซ็นต์ มีจำนวนสัตว์ปีก ๒.๐๙๘ ล้านตัว สวีเดน ๙ ล้านกว่าตัว เพิ่มขึ้น ๓.๘ ล้านตัว และโปแลนด์ประมาณ ๒.๕ แสนตัว เพิ่มขึ้น ๕.๖ เปอร์เซ็นต์
ขณะที่ประเทศที่มีแนวโน้มลดลงในสัตว์ปีกอินทรีย์ ได้แก่ โรมาเนีย ลดลง ๒๒.๑ เปอร์เซ็นต์เป็น ๕๗,๗๙๗ ล้านตัว ลัตเวียลดลง ๑๐.๓ เปอร์เซ็นต์เป็น ๒.๔ หมื่นตัว ไซปรัสลดลง ๙.๘ เปอร์เซ็นต์เหลือแปดพันกว่าตัว เอสโทเนีย ๖ เปอร์เซ็นต์เหลือสองหมื่นกว่าตัว สโลวาเกีย ลดลง ๕.๓ เปอร์เซ็นต์เหลือ ๘,๒๕๐ ตัว และลิธัวเนีย ลดลง ๑.๒ เปอร์เซ็นต์เหลือ ๖,๑๗๐ ตัว บัลกาเรียไม่เปลี่ยนแปลง เพราะมีเพียง ๕๐๐ ตัว

แหล่งที่มา:          World Poultry (9/9/15)

วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ข้าวโพดยุโรปลดจากคลื่นความร้อน

การผลิตข้าวโพดในสหภาพยุโรปปีนี้คาดการณ์ที่ ๖๒.๓ ล้านตันหายไปราว ๑๒.๙ ล้านตันจากสถิติการผลิตข้าวโพดเมื่อปีที่แล้วยอดรวม ๗๕ ล้านตัน
               สอดคล้องกับรายงานของ USDA ว่าด้วยการผลิตภาคการเกษตรโลก ผลผลิตข้าวโพดคาดการณ์ไว้ที่ ๖.๕๘ ตันต่อเฮกเตอร์ ต่ำกว่าเดือนที่แล้ว ๕.๒ เปอร์เซ็นต์ และต่ำกว่าปีที่แล้ว ๑๗ เปอร์เซ็นต์ และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยรวม ๕ ปีที่ผ่านมา ๖๒ เปอร์เซ็นต์ พื้นที่การผลิตรวมประมาณ ๙.๕ ล้านเฮกเตอร์
                บทลงโทษจากธรรมชาติ ภายหลังคลื่นความร้อนเข้าสู่ยุโรปตะวันตกระหว่างเดือนมิถุนายน แล้วเคลื่อนเข้าสู่ตะวันออกในเดือนกรกฏาคม โดยเฉพาะยุโรปใต้ กลาง และตะวันออกเฉียงใต้ คลื่นความร้อนได้ส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยสูงขึ้นกว่า ๓๕ องศาเซลเซียส ร่วมกับความแห้งของบรรยากาศทั่วไป โดยเฉพาะ เดือนกรกฏาคม ที่เป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับข้าวโพดในยุโรป เนื่องจาก ต้นข้าวโพดกำลังสร้างไหมข้าวโพด หรือก้านเกสรเพศเมีย (Silk) และช่อดอกเพศผู้ (Tassel) อุณหภูมิที่สูงเกินกว่า ๓๕ องศาเซลเซียสในช่วงที่เปราะบางเช่นนี้ได้สร้างปัญหาต่อการสร้างละอองเกสร รวมถึง ตอนใต้ของยุโรปมีระดับความชื้นของดินต่ำ ส่งผลให้ปริมาณข้าวโพด และขนาดเมล็ดเล็กลง
               ฝรั่งเศสเป็นประเทศผู้ผลิตข้าวโพดรายใหญ่ที่สุดในสหภาพยุโรปได้ออกรายงานการผลิตข้าวโพดระหว่างสองเดือนที่ผ่านมา บ่งชี้ว่า ข้าวโพดมีปริมาณการผลิตลดลง โดยครึ่งหนึ่งของการผลิตมีผลผลิตแย่ลง เนื่องจากความร้อน คาดการณ์ว่าปริมาณการผลิตข้าวโพดในฝรั่งเศสจะต่ำลง ๐.๕ ถึง ๑๔ ล้านตัน เช่นเดียวกับอิตาลีก็มียอดการผลิตลดลงราว ๑ ถึง ๖.๒ ล้านตัน เนื่องจาก อากาศร้อนจัดทางตอนเหนือของเขตอุตสาหกรรม โพ วัลเลย์ เยอรมันยังมีฝนบ้างในช่วงเดือนกรกฏาคม ทำให้ผลผลิตอาจเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ๐.๑๕ ล้านตัน
               หันมาทางฝั่งยุโรปตะวันออก โรมาเนียคาดว่าจะมีผลผลิตลดลงราว ๐.๙ ถึง ๙.๗ ล้านตัน เนื่องจากอากาศที่ร้อนกว่า ๓๕ องศาเซลเซียสต่อเนื่องกันเป็นเวลากว่า ๒๐ วัน ตั้งแต่วันที่ ๑ มิถุนายนเป็นทางตอนใต้ของประเทศต้นมา และอากาศแห้งในทางตะวันตก ฮังการีมีผลผลิตต่ำลง ๐.๖ ล้านตัน เนื่องจาก อากาศร้อน และความแห้ง เช่นเดียวกันกับประเทศอื่นๆในสหภาพยุโรป ไม่ว่าจะเป็นโครเอเทีย บัลกาเรีย ออสเตรีย สำหรับประเทศนอกสหภาพยุโรปอย่างเซอร์เบียเป็นประเทศผู้ผลิตข้าวโพดรายสำคัญในยุโรปเช่นกัน ปรากฏว่า ผลผลิตลดลงไป ๑ ล้านตันจากเมื่อเดือนที่แล้ว ๕.๗ ล้านตัน พื้นที่การผลิตข้าวโพดสำคัญของเซอร์เบียอยู่ในแถบ วอยโวดินา ทางตอนเหนือของประเทศ ประสบกับความแห้งที่สุดในรอบสามสิบห้าปีเมื่อเดือนกรกฏาคม  สำหรับประเทศอื่นๆนอกสหภาพยุโรป บอสเนีย และเฮอร์เซโกวินา คาดว่า มีผลผลิตลดลงจากเดือนที่แล้ว ๐.๖๕ ล้านตัน

แหล่งข้อมูล        Emmy Koeleman (14/7/15)

วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2558

กรดบิวไทริกช่วยลดอาหารในไก่

 ผลิตภัณฑ์กรดบิวไทริกสามารถช่วยลดปริมาณอาหารในไก่เนื้อได้ประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์โดยที่ไก่ยังมีการเจริญเติบโตได้ตามปรกติ จากผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยการเกษตรซานตง
               ผลิตภัณฑ์กรดบิวไทริกชื่อ ProPhorce SR ต่อสุขภาพของไก่เนื้อ พบว่า ช่วยให้ประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนอาหารได้ดีขึ้น ในขณะเดียวกัน การวิจัยยังแสดงให้เห็นถึงอัตราการเจริญเติบโตที่คงที่ โดยประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ชนิดนี้สามารถเทียบได้กับผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในยุโรป
               ศาสตราจารย์ยาง หัวหน้าโครงการวิจัยครั้งนี้ อธิบายเพิ่มเติมว่า ผู้ผลิตสามารถลดปริมาณอาหารได้ราว ๒ เปอร์เซ็นต์เมื่อใช้ผลิตภัณฑ์กรดบิวไทริกโดยที่มีอัตราการเจริญเติบโตต่อวันเหมือนเดิม ผู้วิจัยได้สังเกตเห็นการเพิ่มขึ้นของความยาววิลไลประมาณ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนอาหารที่ดีเป็นผลมาจากการพัฒนาของผนังลำไส้ที่แข็งแรง ดังนั้น ไก่จึงสามารถใช้อาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ดีขึ้น

แหล่งที่มา:          Emmy Koeleman (14/8/15)

วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ข่าวดีสำหรับโรงเชือด หลอดแอลอีดีลดค่าไฟดี ฆ่าแบคทีเรียได้

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงค์โปร์ศึกษาการใช้หลอด LEDs สีฟ้า (Blue light emitting diodes) มีประสิทธิภาพฆ่าเชื้อโรคอาหารเป็นพิษ ได้แก่ ลิสทีเรีย โมโนไซโตจีเนส เอสเชอริเชีย โคไล โอ ๑๕๗ เอช ๗ และซัลโมเนลลา ไทฟิมูเรียม โดยมีประสิทธิภาพสูงที่สุดระหว่างอุณหภูมิ ๔ ถึง ๑๕ องศาเซลเซียส และมีสภาวะเป็นกรดอ่อนๆราว ๔.๕
               การวิจัยครั้งนี้เป็นการนำหลอด LEDs สีฟ้าสำหรับใช้ในการถนอมอาหารโดยปราศจากสารเคมี อาหารที่มีความเป็นกรด เช่น ผลไม้สดตัดแต่ง และเนื้อสัตว์พร้อมบริโภคสามารถนำมาผนอมอาหารภายใต้แสงไฟจากหลอด LEDs สีฟ้านี้ได้ ร่วมกับอุณหภูมิสำหรับทำความเย็น โดยไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีที่นิยมกันมากสำหรับการถนอมอาหาร
               ขณะที่หลอด LEDs นิยมใช้กันในปัจจุบันมาก เนื่องจาก เป็นหลอดไฟที่ช่วยประหยัดพลังงาน แต่ยังไม่เป็นที่ทราบกันดีว่า มีฤทธิ์ในการต่อต้านเชื้อแบคทีเรียได้อีกด้วย เซลล์แบคทีเรียประกอบด้วย องค์ประกอบภายในเซลล์ที่มีความสามารถในการดูดซับแสงในช่วงที่มองเห็นได้ที่สเปรคตรัมระหว่าง ๔๐๐ ถึง ๔๓๐ นาโนเมตร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแสงหลอดไฟในช่วงแสงสีฟ้า การสัมผัสแสงสีฟ้าจากหลอด LEDs สามารถหยุดกระบวนการภายในเซลล์แบคทีเรียที่เป็นสาเหตุให้เซลล์แบคทีเรียตายได้
               ผลการศึกษาก่อนหน้านี้เกี่ยวกับฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรียของหลอด LED มักประเมินประสิทธิภาพในตัวอย่างอาหาร หรือโดยใช้ระยะห่างที่ใกล้มากน้อยกว่า ๒ เซนติเมตรระหว่างสารละลายแบคทีเรีย และหลอด LED สภาวะดังกล่าวนี้ไม่เหมาะสำหรับใช้ในการถนอมอาหาร
               คณะผู้วิจัยนำโดย ผศ. Yuk Hyun-Gyun จากโปรแกรมวิทยาศาสตร์อาหาร และเทคโนโลยี คณะวิทยาศาสตร์ NUS เป็นคนแรกที่แสดงให้เห็นว่า ปัจจัยอื่นๆที่มีผลต่อการฆ่าเชื้อแบคทีเรียของหลอด LED ได้แก่ อุณหภูมิ และระดับ pH ของอาหาร โดยในการศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้เชื้อแบคทีเรียก่อโรค ได้แก่ ลิสทีเรีย โมโนไซโตจีเนส เอสเชอริเชีย โคไล โอ ๑๕๗ เอช ๗ และซัลโมเนลลา ไทฟิมูเรียม ภายใต้หลอดไฟ LEDs สีฟ้า โดยมี pH ที่ระดับต่างๆตั้งแต่กรดไปจนถึงด่าง ผลการวิจัย พบว่า เชื้อแบคทีเรียถูกฆ่าที่ระดับ pH ที่เป็นกรด และด่างมากกว่ากลาง โดยเฉพาะ สภาวะกรดมีฤทธิ์ในการทำลายเชื้อได้มากกว่าด่างสำหรับเชื้อ  ล. โมโนไซโตจีเนส สำหรับเชื้อ เอสเชอริเชีย โคไล โอ ๑๕๗ เอช ๗ และซัลโมเนลลา ไทฟิมูเรียม ให้ผลกลับกัน สภาวีทีเป็นด่างให้ผลได้ดีที่สุด แม้ว่า สภาวะที่เป็นกรดจะสามารถทำให้เชื้อหมดฤทธิ์ได้เช่นกัน ขั้นถัดไปสำหรับการวิจัยคือ การนำเทคโนโลยีหลอด LED มาใช้กับตัวอย่างอาหารจริง เช่น ผลไม้สดตัดแต่ง อาหารพร้อมรับประทาน หรืออาหารทะเลดิบ และผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ เพื่อศึกษาต่อไปว่า หลอด LED ยังสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียก่อโรคเหล่านี้ได้หรือไม่ โดยไม่ส่งผลต่อคุณภาพของสินค้า

แหล่งที่มา:          World Poultry (24/7/15)

เบตา บักส์ เดินหน้าโปรตีนแมลงสำหรับสัตว์ปีก

  เบตา บักส์ ได้เสริมความแข็งแกร่งให้กับสถานะของบริษัทในฐานะหนึ่งในผู้เล่นที่ถูกจับตามองมากที่สุดในอุตสาหกรรมโปรตีนจากแมลง หลังประกาศความคืบ...