วันพุธที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

ตลาดสัตว์ปีกโลก เท่กว่าถ้ากล้าแตกต่าง

โรโบแบงค์ ทำนายว่า ตลาดไก่เนื้อโตช้าจะเติบโตจากร้อยละ ๘ เป็นร้อยละ ๒๐ ในปี พ.ศ. ๒๕๖๘ นี้
         ตลาดค้าสัตว์ปีกโลกกำลังฉายไฟบนเวทีต้อนรับเนื้อไก่โตช้า ผู้ประกอบการที่ชาญฉลาด ไวต่ออนาคตกล้าสร้างความแตกต่าง แสวงหาโอกาสของตลาดทางเลือกใหม่ในการผลิตแทนที่จะลุยถั่วกับสงครามการตลาดในน่านน้ำสีแดง ผู้ประกอบการในยุโรปขยับปรับตัวแล้ว ด้วยความเป็นผู้ซื้อรายสำคัญ และมีความเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครในโลก ย่อมสร้างความได้เปรียบเหนือกว่า

สหภาพยุโรป พื้นที่การผลิตที่แพงที่สุดในโลก
                    หากเปรียบเทียบต้นทุนการผลิตในประเทศผู้ผลิตสัตว์ปีกสำคัญทั่วโลกจะพบว่า ยุโรปเป็นภูมิภาคที่มีการผลิตไก่เนื้อที่ใช้ต้นทุนแพงที่สุดในโลก ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เข้มงวดที่สุด เผชิญหน้ากับความกดดันจากองค์กรด้านสวัสดิภาพสัตว์ ภายใต้ข้อจำกัดของต้นทุนการผลิต และที่ดินราคาแพง ตลอดจนค่าแรงที่สุด ต้นทุนการผลิตเฉลี่ยของไก่เนื้ออยู่ที่ ๒๘.๕๐ บาทต่อน้ำหนักไก่มีชีวิต ๑ กิโลกรัม และต้นทุนการแปรรูปการณ์ผลิต ๕๐.๔๓ บาท ขณะที่ คู่แข่งขันในตลาดอย่างบราซิล และยูเครน สามารถผลิตไก่แบบเดียวกันถูกกว่า ๑๓.๑๓ บาท และมีกำไรอยู่ได้ร้อยละ ๒๒ ถึง ๒๔ แม้กระทั่ง ประเทศที่ต้องถูกจัดเก็บภาษีเต็มพิกัดเพื่อส่งออกไปยังสหภาพยุโรปก็ยังสามารถแข่งขัน และทำกำไรได้ดีอีกด้วย

การเลี้ยงไก่เนื้อโตช้า เพิ่มมูลค่าสินค้า
               กลยุทธ์การตลาดที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในสหภาพยุโรปที่ได้รับการกล่าวขวัญกันอย่างมากคือ การเลี้ยงไก่เนื้อโตช้า จะเป็นปัจจัยที่เพิ่มมูลค่าสินค้าสำหรับผลิตในสหภาพยุโรป ในระยะที่ผ่านมา ไม่ว่าบทความข่าวสารสัตว์ปีกประเภทใดก็ต้องมีคำสำคัญคำว่า ไก่เนื้อโตช้า ปรากฏเป็นส่วนหนึ่งของบทความเสมอ แสดงให้เห็นว่า ทิศทางนี้ถูกขับเคลื่อนอย่างแน่นอน การปรับเปลี่ยนมาเลี้ยงไก่เนื้อโตช้าครั้งนี้ สหภาพยุโรปตั้งใจยกระดับสวัสดิภาพสัตว์ในภูมิภาค เพื่อให้อุตสาหกรรมการผลิตไก่เนื้อในยุโรปเพิ่มมูลค่าสินค้าของตนเอง ราคาสินค้าพรีเมียมนี้จะถูกปรับขึ้นอย่างแน่นอน ในกรณีของไก่ของวันพรุ่งนี้ (Chicken of Tomorrow) ใช้เวลาเลี้ยงราว ๔๘ วันก็จะได้ราคาพิเศษขึ้นมาร้อยละ ๑๙ และชีวิตที่ดีกว่าเดิม ๑ ดาว (Better life 1 star) ใช้เวลาเลี้ยง ๕๖ วันก็จะได้ราคาพิเศษอีกร้อยละ ๓๙ อย่างไรก็ตาม ก่อนจะคล้อยตามก็ยังต้องฟังความต้องการสังคมให้ชัดเจนมากขึ้น และผู้ประกอบการก็ต้องลงทุนมากขึ้น ราคาค้าปลีกของเนื้อไก่ของเนื้อไก่ของวันพรุ่งนี้ปาเข้าไป ๒๗๖ บาทต่อกิโลกรัม และชีวิตที่ดีกว่าเดิมแค่ ๑ ดาวก็ทะลุ ๓๘๐ บาทเข้าไปแล้ว ตลอดห่วงโซการผลิตเนื้อไก่ทุกส่วนสามารถหยิบส่วนต่างของกำไรออกมาได้ไม่ยาก

เอกสารอ้างอิง
Van Horne P. 2019. Global poultry markets: It’s smart to be different. [Internet]. [Cited 2019 Jun 19]. Available from: https://www.poultryworld.net/Meat/Articles/2019/6/Global-poultry-markets-Its-smart-to-be-different-440091E/?cmpid=NLC|worldpoultry|2019-06-28|Global_poultry_markets:_It?s_smart_to_be_different

ภาพที่ ๑ โรโบแบงค์ ทำนายว่า ตลาดไก่เนื้อโตช้าจะเติบโตจากร้อยละ ๘ เป็นร้อยละ ๒๐ ในปี พ.ศ. ๒๕๖๘ (แหล่งภาพ https://pixabay.com/photos/hot-air-balloon-balloon-air-vessel-3536944/)

วันเสาร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

วิจัยผลิตภัณฑ์ใหม่ไข่ไก่อุดมวิตามินดี ง่ายๆแค่ติดไฟยูวี

การให้สัตว์ปีกได้รับแสงยูวี หรืออัลตราไวโอเล็ตช่วยเพิ่มปริมาณวิตามินดีในไข่ไก่ และเป็นสารอาหารช่วยผู้ป่วยกระดูกเปราะได้

              นักวิชาการอาหารสัตว์ และนักวิทยาศาสตร์ด้านการเกษตรที่มหาวิทยาลัยมาร์ติน ลูเธอร์ แหล่งเยอรมัน ตีพิมพ์ผลงานวิจัยในวารสารวิชาการวิทยาศาสตร์สัตว์ปีก งานวิจัยนี้สามารถนำมาใช้ได้จริง ผู้ป่วยจากภาวะขาดวิตามินดีทำให้กระดูกเปราะ และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคระบบหายใจ ในช่วงฤดูร้อน เราสามารถได้รับวิตามินดีได้ราวร้อยละ ๙๐ ของความต้องการต่อวันจากแสงแดง ที่เหลือก็ต้องคอยอาหารที่บริโภคเข้าไป โดยเฉพาะ ไข่ไก่ หรือน้ำมันจากปลา อย่างไรก็ตาม ในเมืองหนาว ไม่ค่อยมีแสงแดด และวิถีชีวิตเป็นอุปสรรคต่อผู้คนได้รับวิตามินดีตามธรรมชาติอย่างเพียงพอตลอดทั้งปี นักวิจัยจึงพยายามมองหาโอกาสเพิ่มปริมาณวิตามินเข้าไปในอาหารแทน

              นักวิชาการอาหารสัตว์จากเยอรมัน ดร.จูเลีย คุน นำเสนอแนวความคิดใหม่โดยกระตุ้นให้ไก่สร้างวิตามินดีตามธรรมชาติ โดยใช้หลอดยูวีในโรงเรือนเลี้ยงไก่ สามารถช่วยเพิ่มวิตามินดีในไข่ไก่ได้ ในตอนแรกของการวิจัย นักวิจัยสามารถพิสูจน์ความสำเร็จเบื้องต้นได้โดยการฉายแสงยูวีโดยตรงให้กับขาไก่ แต่การทดลองครั้งนั้นเป็นสภาวะอุดมคติ ทดลองให้ไก่ได้เพียงครั้งละตัวต่อหลอดยูวีหนึ่งหลอด ผลการวิจัยใหม่ครั้งนี้มีเป้าหมายทดลองความเป็นไปได้ในการใช้วีธีนี้ในโรงเรือนเลี้ยงไก่เปรียบเทียบไก่ ๒ สายพันธุ์ ได้แก่ แม่ไก่ไข่ ลอห์แมนน์ เล็กฮอร์น และลอห์แมนน์ บราวน์ ให้แสงยูวีเป็นช่วงเวลาต่างๆกัน

               นักวิจัยสามารถวิเคราะห์ปริมาณวิตามินดีจากไข่ไก่ที่ออกมาใหม่ๆ และศึกษาผลของการเพิ่มแสงต่อตัวไก่อีกด้วย ศาสตราจารย์ Eberhard von Borell ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตวศาสตร์ให้คำอธิบายเพิ่มเติมว่า มนุษย์ไม่สามารถเห็นแสงยูวีได้ แต่ไก่มองเห็น ดังนั้น การให้แสงจึงมีความสำคัญต่อไก่มาก เนื่องจาก แสงมีอิทธิพลต่อทั้งพฤติกรรม และการวางไข่ คณะนักวิจัยวิเคราะห์พฤติกรรมของสัตว์โดยบันทึกภาพวีดีทัศน์ และตรวจสอบสภาพขน เป็นสิ่งบ่งชี้ถึง การบาดเจ็บจากพฤติกรรม และความก้าวร้าว



ผลการวิจัย

              ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าภายหลังสามสัปดาห์ของการให้แสงยูวีเป็นเวลา ๖ ชั่วโมงต่อวัน ปริมาณวิตามินดีในไข่ไก่เพิ่มขึ้นเป็น ๓.๗ เท่าในไข่ไก่พันธุ์ ลอห์แมนน์ เล็กฮอร์น และ ๔.๒ เท่าในไข่ไก่พันธุ์ลอห์แมนน์ บราวน์ แต่ไม่เพิ่มขึ้นอีกในสัปดาห์ถัดๆมา การให้แสดงยูวีเพิ่มขึ้นไม่ได้สร้างปัญหาใดๆต่อแม่ไก่ แม่ไก่ไม่ได้พยายามหลบหลีกพื้นที่รอบดวงไฟ หรือแสดงอาการที่ผิดไปจากปรกติ

              ผลการทดลองครั้งนี้ นักวิจัยสรุปได้ว่า วิธีการนี้สามารถปฏิบัติได้ไม่ยาก นับเป็นการก้าวรุกไปข้างหน้าต่อการป้อนทางเลือกใหม่ไข่อุดมไปด้วยวิตามินดีให้กับผู้บริโภค ผลการวิจัยนี้มีชื่อเรื่องเป็นภาษาอังกฤษว่า  Feasibility of artificial light regimes to increases the vitamin D content in indoor-laid eggs” เผยแพร่ในวารสารวิชาการชั้นนำด้านสัตว์ปีก Poultry Science



เอกสารอ้างอิง
Kühn et al. 2019. Feasibility of artificial light regimes to increase the vitamin D content in indoor-laid eggs. Poultry Science.               pez234, https://doi.org/10.3382/ps/pez234

ภาพที่ ๑ ผลิตภัณฑ์ใหม่ไข่ไก่ ซูเปอร์พลัส วิตามินดี ง่ายๆแค่ติดไฟยูวี  (แหล่งภาพ pixarbay)




วันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

หวัดนกบินหวนกลับเนปาล


เพียงไม่กี่สัปดาห์ที่สถานการณ์โรคไข้หวัดนกในเนปาลคล้ายจะฟื้นฟูแล้ว พลันก็ปรากฏการระบาดใหม่ภายหลังการจางหายไปกลับสายลมช่วงเวลาสั้นๆเท่านั้น โรคไข้หวัดนกชนิดความรุนแรงสูงก็กลับมาระบาดใหม่ในภาคการผลิตสัตว์ปีกของเนปาล ขณะที่ เชื้อไวรัสแวเรียนต์ในเบลเยียมที่เคยคิดว่าเป็นเชื้ออ่อนแรงก็เพิ่งถูกรายงานอย่างเป็นทางการว่า ร้ายแรงพอประมาณจนสามารถทำให้ผู้ประกอบการสามารถร้องขอการสนับสนุนจากภาครัฐบาล
               เนปาล เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา รัฐบาลเนปาลรายงานสถานการณ์โรคไข้หวัดนกคลี่คลายลงแล้ว แต่ปัจจุบัน การระบาดของโรคไข้หวัดนกชนิดความรุนแรงสูง สับไทป์ เอช ๕ เอ็น ๑ มีรายงาน ๒ ครั้งต่อโอไออีในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา รายแรกรายงานอย่างเป็นทางการในฟาร์มไก่พันธุ์ (เนื้อ) อายุ ๑๘ สัปดาห์ จำนวน ๕,๕๐๐ ตัว ที่ฟาร์มในเมืองภักตปุระ หลังจากมีไก่ ๑,๕๐๐ ตัวตาย วันถัดมาก็ยังมียืนยันการปรากฏของเชื้อไวรัสในไก่หลังบ้านจำนวน ๙๐๐ ตัวตายในเมือง Rasuwa ในพื้นที่เดียวกัน
                 ไต้หวัน กรมปศุสัตว์ยืนยันการระบาดของโรคไข้หวัดนกชนิดความรุนแรงสูง สับไทป์ เอช ๕ เอ็น ๒ ต่อโอไออี เชื้อไวรัสที่พบได้ประจำกลายเป็นเอกลักษณ์สำหรับไต้หวัน และมีรายงานในสื่อมวลชนท้องถิ่นในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยฟาร์มที่เกิดโรคเป็นไก่พื้นเมืองในเมืองฟ่างหยวนใน มณฑลชางฮัว 

รัฐบาลเบลเยียมชดเชยฟาร์มเกษตรกรเกิดโรคไข้หวัดนก
               เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกในเบลเยียมที่ติดเชื้อไวรัสสับไทป์ เอช ๓ เอ็น ๑ จะได้รับการชดเชยทางการเงินจากรัฐบาล ก่อนหน้านี้ เชื้อไวรัสไข้หวัดนกแบบวาเรียนต์ยังจัดเป็นเชื้อที่มีความรุนแรงต่ำ และให้ดำเนินการตามภายใต้กฏระเบียบของโอไออี และ USDA Foreign Agricultural Service (FAS)  
               อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีเกษตรฯของประเทศ ประสบความสำเร็จในการเรียกร้องว่า เชื้อไวรัสชนิดนี้ก่อให้เกิดอาการเหมือนกับเชื้อไวรัสชนิดความรุนแรงสูง และในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานี้เอง สภายุโรปได้อนุญาตให้เบลเยียมใช้มาตรการฉุกเฉินกับฟาร์มที่เกิดโรคได้
               นับตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นมา โรคไข้หวัดนก สับไทป์ เอช ๓ เอ็น ๑ ระบาดไปแล้ว ๖๐ ฟาร์มในมณฑลฟลานเดอร์ตะวันตก โดยเฉพาะ ฟาร์มไก่พันธุ์ แต่ยังพบในฟาร์มไก่ไข่ ไก่งวง ไก่เนื้อ และนกกระจอกเทศ ความเสียหายจากโรคโดยตรงคาดว่าเกินกว่า ๓๔๙ ล้านบาท ทำลายความเชื่อมั่นของผู้บริโภคอย่างที่ประเมินความเสียหายมิได้  
รายงานเชื้อไวรัสชนิดความรุนแรงต่ำในฟาร์มเป็ดเดนมาร์ก
               หนึ่งสัปดาห์ภายหลังการรายงานสถานการณ์โรคไข้หวัดนกชนิดความรุนแรงต่ำ เอช ๗ เอ็น ๗ ในเดนมาร์ก ควบคุมได้เรียบร้อยแล้วในเดนมาร์ก กระทรวงสิ่งแวดล้อม และอาหารก็รายงานการระบาดใหม่ต่อโอไออี รายงานล่าสุดเป็นโรคไข้หวัดนกชนิดความรุนแรงต่ำ เอช ๕ ในเป็นเป็นแมลลาร์ดจำนวน ๓,๐๐๐ ตัว ที่เลี้ยงไว้เพื่อเกมส์กีฬาที่เมือง Fugelberg บนเกาะซีแลนด์ ยังไม่ทราบแหล่งต้นตอ การตรวจพบเชื้อไวรัสเป็นผลมาจากการเฝ้าระวังเชิงรุก โดยสัตว์ไม่แสดงอาการแต่อย่างใด ขณะนี้ กำลังวางแผนทำลายทั้งหมด
อกสารอ้างอิง
Linden J. 2019. Avian flu returns to Nepal. [Internet]. [Cited 2019 Jul 1]. Available from: thttps://www.wattagnet.com/articles/38121-avian-flu-returns-to-nepal?utm_source=KnowledgeMarketing&utm_medium=email&utm_content=Poultry%20Update&utm_campaign=19_07_02_Poultry%20Update_Tuesday&eid=423230450&bid=2477197 
ภาพที่ ๑ องค์กรสุขภาพสัตว์โลก หรือโอไออี (แหล่งภาพ https://blogs.ubc.ca/giraffetransportation/regulations-on-transportation/world-organization-for-animal-health-oie/) 
 

วันพุธที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

ดัทช์ฉลุยลดยาปฏิชีวนะในฟาร์มเลี้ยงไก่เนื้อ


ยอดการจำหน่ายยาปฏิชีวนะในภาคปศุสัตว์ลดลงร้อยละ ๖๓ ในเนเธอร์แลนด์ แสดงให้เห็นว่า ไม่พบผลกระทบทางลบต่อทั้งการผลิต หรือทางการเงินสำหรับผู้ประกอบการเลี้ยงไก่เนื้ออย่างที่เกรงกลัวกันไป
               ความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศของผู้ประกอบการเลี้ยงไก่เนื้อในฮอลแลนด์ไม่เป็นอุปสรรคต่อการผลิตไก่เนื้อเลย แถมยังทำให้ฮอลแลนด์กลายเป็นหนึ่งในประเทศแรกในโลกที่สามารถลดการใช้ยาปฏิชีวนะได้อย่างมหาศาล ทั้งนี้มาจากรายงานล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้ ผลการวิจัยทางเศรษฐกิจแห่งวาเกนนิงเก้น ตามข้อเรียกร้องจากกระทรวงเกษตรกรรม ธรรมชาติ และคุณภาพอาหาร

การตรวจติดตามการใช้ยาปฏิชีวนะในภาคปศุสัตว์
               รัฐบาลดัทช์เริ่มตรวจติดตามการใช้ยาปฏิชีวนะในการผลิตปศุสัตว์เป็นเวลายี่สิบปีมาแล้ว ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นต้นมา โดยการบันทึกยอดจำหน่ายรวมของยาปฏิชีวนะทางสัตวแพทย์ จนห้าปีต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ก็เก็บบันทึกเพิ่มเติมเป็นการใช้อัตราการใช้ยาปฏิชีวนะต่อตัว จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๕๑ ได้มีนโยบายใหม่ให้ลดการใช้ยาโดยตัดสินใจใช้ยาด้วยความรับผิดชอบภายใต้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และเอกชน ในตอนแรก ผู้ประกอบการก็สติแตกตื่นกังวลว่า หากลดการใช้ยาปฏิชีวนะในการผลิตปศุสัตว์แล้วจะส่งผลทางลบต่อประสิทธิภาพการผลิต และผลผลิตการเลี้ยงสัตว์ในฟาร์ม ในทางตรงกันข้ามนับตั้งแต่นโยบายปฏิรูปการใช้ยานี้ถูกนำไปใช้จริงก็ยังไม่เห็นแนวโน้มว่าจะส่งผลต่อรายได้ของผู้ประกอบการเลี้ยงสัตว์แต่อย่างใด
               ต้นทุนการผลิตของภาคการผลิตไก่เนื้อ และสุกรในเนเธอร์แลนด์ก็ยังสู้กับคู่แข่งสำคัญในสหภาพยุโรปได้ทั้งเดนมาร์ก ประเทศที่มีการใช้ยาปฏิชีวนะเฉลี่ยน้อย เยอรมัน ประเทศผู้ส่งออกไก่เนื้อรายใหญ่ และสเปน ประเทศที่มีการใช้ยาปฏิชีวนะสูง ตามรายงานที่เชื่อถือได้นี้ก็ยังไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง กับการลดใช้ยาปฏิชีวนะแต่อย่างใด 

มาตรการเชิงรุกของผู้ประกอบการเลี้ยงสัตว์
               เมื่อปราศจากอาวุธที่คุ้นมือแล้ว ผู้ประกอบการเลี้ยงสัตว์ชาวดัทช์ก็ไม่ยอมพ่ายแพ้ พยายามแสวงหามาตรการอย่างง่าย และไม่ต้องจ่ายเงินมาก เพื่อส่งเสริมสุขภาพสัตว์ หรือสถานภาพด้านสุขภาพของฟาร์มตนเอง มุ่งเน้นเป็นพิเศษกับการจัดการสุขภาพสัตว์ เช่น การให้ความใส่ใจเพิ่มขึ้นต่อสุขอนามัย ใช้ผลิตภัณฑ์ทางเลือกชนิดต่างที่ออกฤทธ์ต่อต้านการอักเสบ หรือใช้วัคซีนป้องกันโรคไว้ก่อนแทนที่จะรอให้ป่วยจนต้องใช้ยาปฏิชีวนะไปรักษา
ความเปลี่ยนแปลงอื่นๆในภาคการผลิตไก่เนื้อดัทช์
                ความเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ตามอัตลักษณ์ของผู้ประกอบการเลี้ยงไก่เนื้อเนเธอร์แลนด์ย่อมไม่ยอมให้เหมือนประเทศใดในโลก ได้แก่
๑.     เปลี่ยนไปเลี้ยงไก่เนื้อโตช้า
๒.    ให้ความสำคัญกับการให้น้ำไก่กินที่สะอาด
๓.    คุณภาพลูกไก่ต้องดีเยี่ยม
๔.    การทำความสะอาด และฆ่าเชื้อโรงเรือนระหว่างการเตรียมโรงเรือนต้องสุดยอด
๕.    ระบบการเลี้ยงแบบเข้าพร้อมกันทั้งหมด และออกพร้อมกันทั้งหมด (All in/all out)
สิ่งหนึ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดสำหรับการผลิตเนื้อไก่ในเนเธอร์แลนด์คือ การปรับตัวไปสู่การเลี้ยงไก่เนื้อโตช้า ช่วยให้ลดการใช้ยาปฏิชีวนะ
เมื่อปีที่แล้ว หนึ่งในสามของการผลิตไก่เนื้อในเนเธอร์แลนด์เป็นไก่เนื้อโตช้า นับเป็นการตอบสนองต่อการรณรงค์ด้านสวัสดิภาพสัตว์ของผู้บริโภค และร้านค้าปลีกภายในประเทศ นั่นคือ การลดการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างเป็นรูปธรรมในการผลิตไก่เนื้อเป็นผลมาจากสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นของการเลี้ยงไก่เนื้อโตช้าหนึ่งในสามของการผลิตในประเทศ  

เอกสารอ้างอิง
McDougal T. 2019. Dutch poultry industry not affected by antibiotic reduction. [Internet]. [Cited 2019 Jun 28]. Available from: https://www.poultryworld.net/Health/Articles/2019/6/Dutch-poultry-industry-not-affected-by-antibiotic-reduction-443885E/9  

ภาพที่ ๑ สิ่งหนึ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดสำหรับการผลิตเนื้อไก่ในเนเธอร์แลนด์คือ การปรับตัวไปสู่การเลี้ยงไก่เนื้อโตช้า (แหล่งภาพ Ronald Hissink)



วันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2562

วัคซีนจากพืชป้องกันโรคนิวคาสเซิล


การพัฒนานวัตกรรมวัคซีนจากพืช เพื่อป้องกันโรคนิวคาสเซิลใกล้ความเป็นจริงจากความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัยในสหราชอาณาจักร
               โครงการวิจัยกรอบเวลาสี่ปีจากการจับมือกันระหว่างวิทยาลัยสัตวแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยนอตติ้งแฮม และสถาบันวิจัย Rothamsted เพื่อพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคนิวคาสเซิลโดยใช้พืช
               โรคนิวคาสเซิลเป็นโรคระบาดร้ายแรงในสัตว์ปีกเกิดจากเชื้อไวรัสชนิดอาร์เอ็นเอ สายลบ กลุ่มพารามิกโซไวรัสชนิดที่ ๑ อัตราการตายสูง และเป็นโรคระบาดที่ต้องรายงานต่อองค์การโรคระบาดสัตว์โลก หรือโอไออี การระบาดของโรคยังเกิดขึ้นได้เป็นประจำ แม้ว่าจะมีการใช้วัคซีนอย่างแพร่หลาย ส่งผลกระทบต่อการผลิตสัตว์ปีกทั่วโลก การป้องกันโรคจึงยังเป็นสิ่งท้าทายผู้ผลิต เนื่องจาก โรคนี้มีนกตามธรรมชาติเป็นพาหะนำโรค และสามารถแพร่กระจายเชื้อไวรัสให้กลายพันธุ์ และหลบหลีกการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันของสัตว์ภายหลังการให้วัคซีน
               นักวิจัยอ้างว่า การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาให้วัคซีนมีประสิทธิภาพดีขึ้น วัคซีนในอุดมคติควารช่วยป้องกันโรคได้กว้างขวางหลายสายพันธุ์ หรือเลือกใช้แอนติเจนที่ตรงกับสายพันธุ์ที่เกิดการระบาดให้ได้รวดเร็วที่สุด ต้นทุนต่ำ และให้กับสัตว์ได้ง่ายๆในอาหาร หรือน้ำ วัคซีนจากพืชน่าจะตอบโจทย์ได้ครบที่สุดแล้ว โครงการวิจัยนี้นำโดย Associate professor Stephen Dunham ที่มหาวิทยาลัยนอตติ้งแฮม และ Dr. Kostya Kanyuba จากสถาบันวิจัย Rothamsted
Ø  การพัฒนาโครงสร้างของเวกเตอร์สำหรับผลิตโปรตีนของเชื้อไวรัส เริ่มจากการเลือกสรรสายนิวคลีโอไทด์ และโปรตีนที่พื้นผิวไวรัสนิวคาสเซิล สำหรับให้พืชผลิต แล้วโคลนเข้าสู่เวกเตอร์ผลิตโปรตีนจากพืช
Ø  ปรับการทำงานให้เวกเตอร์จากพืชผลิตโปรตีนในใบยาสูบ (Nicotiana benthamiana) ภายหลังการใช้เทคนิค agroinfiltration ด้วยเชื้อแบคทีเรีย Agrobacterium tumefaciens แล้วนำโปรตีนที่ได้นำมาเตรียมให้บริสุทธิ์ และตรวจสอบคุณลักษณะก่อนการวิเคราะห์แอนติเจน แล้วนำมาให้กับไก่ต่อไป
Ø การตรวจสอบคุณลักษณะทางแอนติเจนของโปรตีนรีคอมบิแนนท์ อาศัยเทคนิคอีไลซา เพื่อทดสอบการจับกับแอนติบอดีโดยใช้ชุดของซีรัมจากไก่ที่ติดเชื้อ หรือให้วัตซีน
Ø การทดลองกระตุ้นภูมิคุ้มกันไก่ด้วยโปรตีนรีคอมบิแนนท์ ปฏิกิริยาของแอนติบอดีจากซีรัมกับชุดของเชื้อไวรัสอาศัยเทคนิคฮีแมกกลูติเนชัน อินฮิบิชัน หรือเอชไอ และการทดสอบนิวทรัลไลเซชัน หรือวีเอ็น เพื่อยืนยันความสามารถในการป้องกันโรค ก่อนการพัฒนาเป็นวัคซีนสัตว์ปีกต่อไป

เอกสารอ้างอิง

ภาพที่ ๑ หยิบภาพมาจากเวบไซต์หนึ่งที่อ้างว่า มาเลเซียกำลังพัฒนาวัคซีนจากพืช เมื่อเร็วๆนี้เช่นกัน (แหล่งภาพ https://today.mims.com/malaysia-to-attempt-creating-plant-based-vaccines-to-address-the--halal-vaccine--problem



วันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2562

สุดยอดประเทศผู้นำเข้าเนื้อไก่


ในปี พ.ศ. ๒๕๖๑ ที่ผ่านมา ทั่วโลกนำเข้าเนื้อไก่สด แช่เย็น หรือแช่แข็ง คิดเป็นเงินไทยก็เกือบเจ็ดแสนล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นเนื้อไก่แช่แข็งร้อยละ ๗๓ เกือบห้าแสนล้านบาท ขณะที่ เนื้อไก่สด หรือแช่เย็นพอๆกันร้อยละ ๒๗ ราวสองแสนล้านบาท

              หากพิจารณาตามทวีป เอเชียเป็นทวีปที่มีการนำเข้าเนื้อไก่แช่แข็งมากที่สุดร้อยละ ๕๖ แต่เนื้อไก่สด หรือแช่เย็นแค่ร้อยละ ๔ เท่านั้น ในทางตรงกันข้าม ประเทศผู้นำเข้าในยุโรปซื้อเนื้อไก่สด หรือแช่เย็นร้อยละ ๘๔ แต่เนื้อไก่แช่แข็งร้อยละ ๒๒ เท่านั้น ทวีปอเมริกาเหนือ ผู้ซื้อบริโภคเนื้อไก่แช่แข็ง หรือแช่เย็น ร้อยละ ๑๑ และเนื้อไก่แช่เย็นร้อยละ ๔ ขณะที่ ประเทศผู้นำเข้าจากทวีปแอฟริกา ซื้อไก่แช่แช็งร้อยละ ๑๑ และแช่แข็ง หรือแช่เย็น ร้อยละ ๑ เท่านั้น

              สิบสุดยอดประเทศผู้นำเข้า เนื้อไก่สดหรือแช่เย็น โดยให้ราคาซื้อสูงที่สุดในช่วงปี พ.ศ.๒๕๖๑ โดยรวมทั้งยอดนำเข้าไก่ตัว หรือชิ้นส่วน

ลำดับ
ประเทศ
มูลค่า (ล้านบาท)
ร้อยละ
เยอรมัน
๒๗,๖๖๐
๑๕
สหราชอาณาจักร
๒๕,๘๘๔
๑๔
ฝรั่งเศส
๒๑,๓๘๑
๑๒
เนเธอร์แลนด์
๑๘,๓๔๙
๑๐
เม็กซิโก
๑๑,๖๗๑
เบลเยียม
๘,๔๘๕
คานาดา
๖,๓๗๑
ไอร์แลนด์
๖,๒๕๐
รัสเซีย
๕,๒๖๙
๑๐
ฮ่องกง
๕,๒๐๗

    

              มูลค่าการนำเข้าไก่สดลดลงโดยเฉลี่ยร้อยละ ๕.๖ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๗ เป็นต้นมา ในเวลานั้น เนื้อไก่สดมีมูลค่าเกือบสองแสนล้านบาท ในรายชื่อดังกล่าวนี้ ประเทศผู้นำเข้าเนื้อไก่สด หรือแช่เย็นที่เติบโตเร็วที่สุด ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๗ เป็นต้นมา ได้แก่ โปแลนด์ เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย ร้อยละ ๔๔๖ สโลวาเกีย ฮ่องกง และเนเธอร์แลนด์ และประเทศที่มีการซื้อลดลง ได้แก่ คานาดา เม็กซิโก สหราชอาณาจักร และไอร์แลนด์

              สิบสุดยอดประเทศผู้นำเข้า เนื้อไก่แช่แข็ง ในช่วงปี พ.ศ.๒๕๖๑

ลำดับ
ประเทศ
มูลค่า (ล้านบาท)
ร้อยละ
ญี่ปุ่น
๓๖,๔๕๒
ฮ่องกง
๓๓,๓๘๘
ซาอุดิอาระเบีย
๓๑,๒๔๕
เวียดนาม
๒๐,๗๐๗
สหราชอาณาจักร
๑๙,๘๑๘
อาหรับเอมิเรตส์
๑๘,๑๖๕
อิรัก
๑๗,๐๖๒
แอฟริกาใต้
๑๓,๙๐๗
เนเธอร์แลนด์
๑๒,๘๐๔
๑๐
เยอรมัน
๑๒,๓๗๕



              มูลค่าการนำเข้าเนื้อไก่แช่แข็งลดลงเฉลี่ยร้อยละ ๕.๔ นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๗ เป็นต้นมา ขณะนั้น เนื้อไก่แช่แข็งมีมูลค่าราวห้าแสนล้านบาท ประเทศผู้นำเข้าเนื้อไก่สด หรือแช่เย็นที่เติบโตเร็วที่สุด ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๗ เป็นต้นมา ได้แก่ เวียดนาม เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย ร้อยละ ๕๖๕ อิรัก ฟิลิปปินส์ และจีน และประเทศที่มีการซื้อลดลง ได้แก่ แองโกลา ซาอุดิอาระเบีย ฮ่องกง และอาหรับเอมิเรตส์



เอกสารอ้างอิง

Workman D. 2019. Top Fresh or Frozen Chicken Imports by Country. [Internet]. [Cited 2019 Apr 1]. Available from: http://www.worldstopexports.com/top-fresh-or-frozen-chicken-imports-by-country/



ภาพที่ ๑ สุดยอดประเทศผู้นำเข้าเนื้อไก่ (แหล่งภาพ https://pixabay.com/illustrations/atlas-earth-flags-flag-global-62742/

วันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2562

ปฏิวัติสู่ยุคหุ่นยนต์ในอุตสาหกรรมผลิตสัตว์ปีก


โลกสมัยใหม่ หรือแม้แต่ในเมืองไทย การแสวงหาแรงงานท้องถิ่นที่อยากจะทำงานหนักในภาคเกษตรกรรมอย่างฟาร์มเลี้ยงไก่ช่างยากเย็นเหลือเกิน กลุ่มนักวิชาการด้านแรงงานอาจเถียงว่า ทางออกที่ดีที่สุดของผู้ประกอบการก็ควรปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงานในฟาร์มให้ดีขึ้น แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไปอย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบการมีทางเลือกใหม่ในการใช้หุ่นยนต์เข้าแทนที่แรงงาน

              หุ่นยนต์ (Robotics) สามารถช่วยให้ผู้ประกอบการหมดกังวลเรื่องปัญหาแรงงาน และเพิกเฉยต่อการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงานได้ เพราะโรงเรือนเลี้ยงไก่ไม่ได้ตั้งใจสร้างขึ้นให้มนุษย์มีคุณภาพชีวิตที่ดี แต่ให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดีของไก่เป็นเป้าหมายหลัก อุปกรณ์อัตโนมัติที่ช่วยตรวจตราพฤติกรรมไก่ แล้วบันทึกข้อมูลเข้าถึงในระดับตัวไก่ได้มากขึ้นตลอดเวลา กำลังกลายเป็นเรื่องปรกติในฟาร์มเลี้ยงไก่ ตัวอย่างหนึ่ง ได้แก่ โรโบชิก (RoboChick) เป็นอุปกรณ์ที่ได้รับการพัฒนาโครงการวิจัยร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัย และอุตสาหกรรมในสหราชอาณาจักร โครงการนี้กำลังอยู่ในขั้นทดลองในฟาร์มเลี้ยงไก่เชิงพาณิชย์ มีเป้าหมายเพื่อพัฒนากระบวนการเดินตรวจตราพฤติกรรมไก่ให้สอดคล้องกับราชวิทยาลัยสัตวแพทย์ (Royal Veterinary College, RVC) สำหรับโครงการวิจัยนี้จุดประกายมาจากวิธีการตรวจตราพฤติกรรมไก่ตามปรกติไม่สามารถมองเห็นไก่เป็นรายตัวได้ นอกจากนั้น ฟาร์มสมัยใหม่เพิ่งเริ่มใช้ระบบเซนเซอร์เล็กๆเพื่อตรวจตราไก่ หากเป็นยี่สิบปีที่แล้วก็นับได้ว่าทันสมัยมากแล้ว แต่วันนี้ ฟาร์มเลี้ยงไก่มีจำนวนไก่มากกว่าเดิมเยอะ การใช้เซนเซอร์คอยวัดอุณหภูมิสัก ๓ หรือ ๔ ตำแหน่งเป็นอย่างมาก อาจมีเพิ่มวัดความชื้นขึ้นได้อีกสัก ๒ ตำแหน่ง แต่ก็ยังไม่อาจวัดได้ถึงระดับตัวไก่ ความรู้สึกจริงๆที่ไก่รู้สึกได้



เริ่มจากทฤษฎีไปสู่การปฏิบัติ

                  แล้วทฤษฎีก็นำไปสู่การปฏิบัติจากโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาเครื่องมือที่สามารถตรวจสอบได้ที่ระดับตัวไก่จริง แถมตรวจสอบตลอดเวลาไม่มีการพักผ่อน และไม่ต้องรบกวนให้ไก่ต้องตื่นตกใจกลายเป็นความเครียดที่ส่งผลกระทบต่อผลผลิต โครงการวิจัยนี้เริ่มจากความร่วมมือหลายภาคส่วนทั้งราชวิทยาลัยสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยฮาร์เปอร์ อดัมส์ ธุรกิจการเลี้ยงสัตว์ปีกเชิงพาณิชย์ และผู้ผลิตหุ่นยนต์จากบริษัท รอส โรโบติก (Ross Robotics) จนได้ผลการวิจัยได้เป็นนวัตกรรมใหม่ โรโบชิก ภายหลังการทดลองในฟาร์มขนาดเล็กเป็นการออกแบบอุปกรณ์พื้นฐานที่สามารถตรวจติดตามพฤติกรรมไก่ และสิ่งแวดล้อมโดยไม่ส่งผลรบกวนความเป็นอยู่ตามปรกติ  

              การทดสอบแรกเริ่มจากฟาร์มเลี้ยงไก่เชิงพาณิชย์โดยใช้เครื่องมือง่ายๆที่ใช้เป็นแผ่นการ์ดบอร์ดจะได้ปรับแต่งได้ง่าย สิ่งแรกที่ได้คือ ไก่แสดงอาการตื่นตกใจเมื่อเห็นหุ่นยนต์ผ่านไปมา แต่ผ่านเพียงหนึ่งวัน เมื่อหุ่นยนต์ทำงานตลอดเวลาภายในโรงเรือนเลี้ยงไก่ ไก่ก็จะเริ่มคุ้นเคยเสมือนเป็นสมาชิกตัวหนึ่งในฝูง ไม่มีอาการตื่นตกใจอีกต่อไป ผู้วิวัยยังเพิ่มตัวอย่างซ้ำอีกเป็นการสร้างความมั่นใจ แล้วก็ได้สังเกตเห็นว่า ไก่แสดงอาการอยากรู้อยากเห็นสนใจหุ่นยนต์ แล้วยังชอบเหยียบย่ำปรากฏเป็นรอยเท้าบนหุ่ยนต์ ดังนั้น ผู้วิจัยจึงต้องปรับการออกแบบเพิ่มเติมป้องกันไม่ให้ไก่กระโดดขึ้นลงเล่นบนหุ่นยนต์ แถมบางตัวยังชอบไปนั่งคร่อมอีกด้วย



การทดลองในฟาร์ม

              หลังจากผ่านรุ่นแรกของการเลี้ยงภายในฟาร์มทดลองของมหาวิทยาลัยแล้ว นักวิจัยก็เริ่มสนใจทดลองในฟาร์มเลี้ยงไก่เชิงพาณิชย์จริงๆบ้าง บริษัทฟาร์ม Applied Poultry อาสาให้ทดลองในฟาร์มตนเอง ๒ โรงเรือน โรงเรือนหนึ่งทดลองใช้หุ่นยนต์รุ่นล่าสุด จากโรโบชิกเปรียบเทียบกับอีกโรงเรือนเป็นกลุ่มควบคุม ตลอดการเลี้ยง โรโบชิก เดินสำรวจทั่วโรงเรือนวันละ ๒ รอบ เป็นเส้นทางวนไปวนมาเดินไปบนวัสดุรองพื้นใช้เวลา ๒ ชั่วโมงต่อรอบ เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม พบว่า เมื่อสิ้นสุดการเลี้ยง ในโรงเรือนที่ใช้หุ่นยนต์ ประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนอาหารดีขึ้นร้อยละ ๒.๙ และคัดไก่น้อยลงร้อยละ ๑๘.๗ เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม นักวิจัยเชื่อว่าเป็นผลมาจากการที่หุ่นยนต์ไปกระตุ้นให้ไก่มีการเคลื่อนไหว การที่ประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนอาหารดีขึ้นเกิดจากควมสม่ำเสมอของตัวไก่ที่ดีขึ้น หุ่นยนต์กำลังสลายภาวะผู้นำฝูงที่เกเรข่มเพื่อนไก่ตัวอื่นๆ เพื่อนๆไก่ส่วนใหญ่จึงสามารถเข้าหาอาหาร และน้ำดีขึ้น ก่อนหน้านี้ อาจเชื่อกันว่า การกระตุ้นให้ไก่มีกิจกรรม และเคลื่อนที่มากขึ้นจะไม่เป็นผลดีต่อการแลกเปลี่ยนอาหาร แต่การทดลองครั้งนี้ใช้หุ่นยนต์ไปคอยกระตุ้นให้ไก่ตัวน้อยเดินไปกินอาหาร และน้ำได้ดีขึ้น นอกจากนั้น ยังสังเกตเห็นว่า ฝูงไก่มีพฤติกรรมก้าวร้าวลดลง เมื่อปราศจากหัวหน้าแก๊งค์อันธพาล เพื่อนไก่ปรับตัวให้คุ้นเคยกับหุ่นยนต์ ปัจจุบัน โรโบชิกกำลังมองหาฟาร์มที่จะร่วมทดลองต่อไป เพื่อปรับปรุงออกแบบให้ดีขึ้นต่อไปในอนาคตก่อนที่จะเปิดตัวจำหน่ายเชิงพาณิชย์ต่อไป

  

บริษัทหุ่นยนต์

๑.     หมึกยนต์ (Octupus Robotics) ผลิตขึ้นโดยโรงงานผลิตหุ่นยนต์สัญญาติฝรั่งเศส Octupus Scarifier เป็นเครื่องยนต์อัตโนมัติที่ออกแบบให้สามารถระบายของเสียออกจากวัสดุรองพื้น และตรวจสอบสิ่งแวดล้อมภายในโรงเรือนได้ตั้งแต่อุณหภูมิ ความชื้น ระดับแอมโมเนีย และความเข้มแสง บริษัทผู้ผลิตอ้างว่า การพรวนวัสดุรองพื้น หรือแกลบ ซึ่งความจริงในแถบตะวันตกใช้เป็นขี้กบนั้น สามารถลดปัญหาโรคสำคัญ เช่น โรคแอสเปอร์จิลโลซิส ฝ่าเท้าอักเสบ ข้าเข่าอักเสบ และอกเป็นหนอง เป็นต้น หมึกยนต์สามารถทำงานได้แบบอัตโนมัติ ไม่ต้องใช้มนุษย์ควบคุม และวิ่งทำงานได้เป็น ๒๔/๗ หรือยี่สิบสี่ชั่วโมง ตลอด ๗ วัน ไม่มีวันหยุด ไม่เรียกร้องความยุติธรรม แต่ต้องมีหน่วยชาร์จพลังงานไว้ในโรงเรือนสักหน่อย แต่หมึกยนต์จะเดินไปได้เอง ไม่ต้องใช้มนุษย์ควบคุมอีกแล้ว

๒.    สปุตนิค (Spoutnic) เป็นหุ่นยนต์ขนาดเล็กลงมาหน่อย เล็กกว่าตัวอื่นๆที่มีวางขายในตลาด และออกแบบไว้เพื่อกระตุ้นให้ไก่ตื่นตัวตลอดเวลาในโรงเรือนเลี้ยงไก่พันธุ์ (เนื้อ) เพื่อกระตุ้นหรือสอนให้แม่ไก่ขึ้นรังไข่ บริษัทผู้ผลิตอ้างว่า ขนาดตัวที่เล็กกะทัดรัดทำให้เคลื่อนตัวได้ง่ายไปทั่วโรงเรือน และยังสามารถเคลื่อนไปได้บนวัสดุรองพื้นที่ขรุขระไม่ได้เรียบอะไรเหมือนพื้นบ้าน นอกจากนั้น ยังสามารถหลบหลีกสิ่งกีดขวางต่างๆได้อัตโนมัติ น้ำหนักอยู่ที่ ๑๐ กิโลกรัม มีแบตเตอรีใช้ได้นาน ๘ ชั่วโมง ปรับตั้งความเร็วได้เป็น ๖ ระดับจากช้าไปเร็ว เลือกใช้งานได้ตามความฉลาดของแม่ไก่ ผลิตโดยโรงงานฝรั่งเศสอีกราย Tibot

๓.    หุ่นเด็กเลี้ยงไก่ (ChickenBoy) คู่แข่งสำคัญมาแล้วจากสเปนบ้าง บริษัทผู้ผลิต Faromatics SL หุ่นเด็กเลี้ยงไก่อาจแตกต่างจากระบบอัตโนมัติเล็กน้อย เพราะเพิ่งยกเลิกระบบเดิมที่แขวนไว้บนเพดานโรงเรือน แล้วตรวจติดตามพฤติกรรมไก่จากข้างบน โดยใช้กล้องถ่ายภาพ และเซนเซอร์ เพื่อวิเคราะห์ภาพปรากฏ เช่น ไก่ตาย หรือวัสดุรองพื้นเสื่อมคุณภาพ ระดับเสียง และสิ่งแวดล้อม โดยการวัดอุณหภูมิ ความเร็วลม หรือคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นต้น       



เอกสารอ้างอิง

Davies J. 2019. Robotics revolution happening now. [Internet]. [Cited 2019 May 8]. Available from: https://www.poultryworld.net/Home/General/2019/5/Robotics-revolution-happening-now-425378E/
              


ภาพที่ ๑ นอกเหนือจากตรวจตราไก่ในฟาร์ม หุ่นยนต์ยังช่วยกระตุ้นให้ไก่เล็กแกรนลุกขึ้นไปกินน้ำกินอาหาร ช่วยให้ความสม่ำเสมอของไก่ในฝูงดีขึ้นได้อีกด้วย (แหล่งภาพ Poultry World)


เบตา บักส์ เดินหน้าโปรตีนแมลงสำหรับสัตว์ปีก

  เบตา บักส์ ได้เสริมความแข็งแกร่งให้กับสถานะของบริษัทในฐานะหนึ่งในผู้เล่นที่ถูกจับตามองมากที่สุดในอุตสาหกรรมโปรตีนจากแมลง หลังประกาศความคืบ...